วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563

เทคโนโลยีด้าน AI ช่วยมองหาคนขับรถที่เป็นอันตราย

ภาพจาก ECU News

ระบบตรวจจับป้ายทะเบียนรถยนต์อัตโนมัติที่พัฒนาโดยนักวิจัยจาก  Australia’s Edith Cowan University (ECU) และ University of Melbourne และ University of Malaysia ซึ่งเป็นระบบที่ใช้เครือข่ายประสาทเทียมของระบบปัญญาประดิษฐ์ในการตรวจจับป้ายทะเบียนได้ในทุกเงื่อนไข และประมวลผลได้ในเวลาไม่กี่วินาที ซึ่งถ้าใช้ร่วมกับระบบรู้จำใบหน้าจะสามารถตรวจจับคนขับรถที่กำลังพูดโทรศัพท์อยู่ หรือคนขับที่กำลังหลับอยู่ หรือมีท่าทางการเคลื่อนไหวที่ไม่ปกติ นักวิจัยบอกว่าด้วยความเร็วและประสิทธิภาพของวิธีที่ก้าวหน้านี้ เรากำลังจะเปลี่ยนวิธีการที่จะดูแลการจราจร

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Edith Cowan University (Australia)


เพิ่มเติมเสริมข่าว: 

รูปมาจากเว็บไซต์ข่าว แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเอารูปถนนในกรุงเทพไปใช้ 

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2563

โปรตีนที่สร้างจากคอมพิวเตอร์ช่วยป้องกันเซลล์ของมนุษย์ที่ถูกเลี้ยงมาในห้องทดลองจาก SARS-CoV-2

Photo by Photoholgic on Unsplash

นักวิทยาศาสตร์จาก University of Washington (UW) School of Medicine in Seattle และ Washington University School of Medicine ใน St. Louis ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อออกแบบโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นเกราะหุ้มเซลล์ของมนุษย์ที่ถูกเลี้ยงในห้องทดลองจาก SARS-CoV-2 ซึ่งก็คือโคโรนาไวรัสที่เป็นต้นเหตุของ COVID-19 ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา นักวิจัยจาก UW School of Medicine ใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบโปรตีนกว่าสองล้านตัวซึ่งเชื่อมโยงอย่างเหนียวแน่นกับ โปรตีนขัดขวาง SARS-CoV-2 และยับยั้งเซลที่ติดเชื้อ จากนั้นโปรตีนกว่า 118,000 ตัวถูกผลิตและทดสอบ ซึ่งนำไปสู่ยาต้านไวรัสตัวหนึ่งคือ LCB1 นักวิจัยเชื่อว่าการใช้ยาต้านไวรัสที่สร้างจากคอมพิวเตอร์เป็นวิธีการที่น่าจะให้ผลอย่างมาก พวกมันสามารถกันการติด SARS-CoV-2 ได้ดีอย่างน้อยเทียบเท่ากับ  monoclonal antibodies แต่สร้างง่ายกว่ามาก และยังเสถียรกว่าด้วย 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: News-Medical

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563

ความพึงพอใจต่ออาชีพวิศวกรในอเมริกาสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดแต่เงินเดือนเพิ่มขึ้นช้า

ภาพจาก: iStockphoto

จากการสำรวจล่าสุดของ IEEE ด้านเงินเดือนและสวัสดิการของผู้ประกอบอาชีพด้านเทคโนโลยีที่เป็นสมาชิกของ IEEE พบว่ามีรายได้ต่อปีอยู่ที่ $148,500 ในปี 2019 เพิ่มขึ้น 2.4% จากปี 2018 แต่ความพึงพอใจต่องานกลับสูงขึ้น โดยเกิน 1.0 จากสเกล -2 ถึง +2 เป็นครั้งแรก โดยมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้นในทุกด้านรวมถึงด้านความท้าทายทางเทคโนโลยี การสนับสนุนของนายจ้างด้านเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ค่าตอบแทน และโอกาสที่จะก้าวหน้า วิศวกรด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคมีมัธยฐานเงินเดือนสูงสุดคือ $185,000 ในขณะนักการศึกษามีมัธยฐานเงินเดือนต่ำสุดคือ $105,707 และเงินเดือนของผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ของเครื่องลดลงจาก $185,000 ในปี 2018 มาเป็น $130,800 ในปี 2019 นอกจากนี้จากผู้สอบถามทั้งหมดที่ทำงานเต็มเวลา มี 8.6% ที่เป็นผู้หญิง และช่องว่างระหว่างเงินเดือนของผู้หญิงกับผู้ชายเพิ่มขึ้น 18% ในหนึ่งปี นอกจากนี้ช่องว่างของเงินเดือนระหว่างคนคอเคเซียนกับคนแอฟริกันอเมริกันยังกว้างขึ้นด้วย 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: IEEE Spectrum

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2563

ทำไม C++ กระโดดขึ้นมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

Photo by Caspar Camille Rubin on Unsplash


Tiobe Software บอกว่า ตอนนี้ C++ เป็นภาษาเขียนโปรแกรมที่เติบโตขึ้นมาเร็วที่สุด โดยขึ้นมาอยู่อันดับสี่จากดัชนีภาษาที่ได้รับความนิยมสูงสุดของบริษัทในเดือนกันยายน 2020  ตามหลังภาษา C, Java และ Python โดย Paul Jansen จาก Tiobe บอกว่า C++ เคยขึ้นอยู่จุดสูงสุดที่ 17.53% เมื่อปี 2003 โดยเขาบอกว่าการมาถึงของ C++ 20 อาจเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบายว่าทำไมมันจึงกลับมาได้รับความสนใจขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งจากการประกาศรับรองเวอร์ชันสมบูรณ์ของ C++ 20 ซึ่งเป็นการอัพเดตใหญ่ของภาษานับจากปี 2017 โดยมีคุณลักษณะใหม่คือ "module" และ "coroutine" ซึ่ง Jansen บอกว่าจะมาแทนที่กลไก include อันน่าสะพรึงกลัว

อ่านข่าวเต็มได้ที่: ZDNet



วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563

Breakthrough Prize มอบเงินสามล้านเหรียญให้นักวิทยาศาสตร์ที่ออกแบบโมเลกุลในการสู้โควิด

ภาพจาก: TEK IMAGE/SCIENCE PHOTO LIBRARY / Getty Images

Breakthrough Prize Foundation ได้ประกาศชื่อของ David Baker จาก University of Washington ให้รับเงินสามล้านเหรียญ จากการใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบโมเลกุลที่ซับซ้อน ซึ่งจากการออกแบบล่าสุดอาจนำไปสู่การรักษา COVID-19 Baker's Institute for Protein Design ได้พัฒนา Rosetta ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ในการจำลองการพับตัว (folding) และการมีปฏิสัมพันธ์แบบต่าง ๆ ของโปรตีน โดยกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการวิจัยผ่านทาง FoldIT ซึ่งเป็นเครือข่ายการประมวลผลแบบกระจาย ทาง Breakthrough Prize Foundation บอกว่า Baker ได้รับรางวัลนี้จากการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้มีการออกแบบโปรตีนซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในธรรมชาติ รวมไปถึงโปรตีนซึ่งมีศักยภาพที่จะรักษาโรคที่เกิดในคน 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: TechCrunch

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563

Stanford เปิดตัวเครื่องมือวิเคราะห์ข่าวทีวีที่ใช้พลังของ AI

ภาพเครื่องมือ Stanford Cable TV News Analyzer

นักวิจัยจาก Stanford University's Brown Institute for Media Innovation ได้ประกาศเปิดตัวเครื่องมือแบบโต้ตอบที่ใช้ AI ในการทำงาน เพื่อเปิดการค้นหาข่าวจากเคเบิลทีวี (ของอเมริกา) และคำนวณเวลาที่ได้ออกอากาศของบุคคลสาธารณะ ซึ่งงานในลักษณะนี้ถ้าต้องทำโดยใช้คนเพื่อหาว่าใครและอะไรที่ได้ออกข่าวไปแล้วบ้างจะต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เครื่องมือนี้มีชื่อว่า Stanford Cable TV News Analyzer  (ซึ่งสามารถคลิกเข้าไปลองใช้ได้เลยนะครับ) โดยสามารถค้นหาข่าวได้จากทั้ง CNN, Fox News และ MSNBC ย้อนกลับไปได้ถึงเดือนมกราคม 2010 นักวิจัยบอกว่าการที่เราสามารถค้นได้โดยง่ายว่าใครและอะไรที่อยู่ในข่าว จะช่วยระบุอคติและแนวโน้มของข่าวที่นำเสนอในเคเบิลทีวีได้ 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Standford News

 

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563

กล้องเว็บแคมสาธารณะบอกเราได้ว่ามีการเว้นระยะห่างทางสังคมหรือไม่

Social distancing in Massachusetts

BRIAN SNYDER/Reuters

ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จาก  Purdue University ใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ของกล้องสาธารณะเพื่อติดตามว่าผู้คนปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมหรือไม่ ด้วยการเก็บข้อมูลปริมาณ 0.5 เทราไบต์ต่อสัปดาห์ ทีมงานประมวลผลรูปภาพจากเว็บแคมกว่า 10.4 ล้านภาพ โดยใช้เครือข่ายประสาทเทียมการเรียนรู้เชิงลึก (deep learning neural network) เพื่อตรวจจับวัตถุและแยกมันออกจากคน จากนั้นวาดกรอบรอบคนแลพคำนวณระยะห่างเพื่อดูว่าคนทำตามนโยบายเว้นระยะห่างทางสังคมหรือไม่ ซึ่งผลการสังเกตพบว่าผู้คนปฏิบัติตามในระดับหนึ่ง นักวิจัยบอกว่าการติดตามด้วยกล้องมีประสิทธิภาพกว่าการติดตามด้วยข้อมูลตำแหน่งแบบที่ Google และ Apple ทำ เนื่องจากวิธีการดังกล่าวผู้ใช้ต้องสมัครเข้าร่วม แต่วิธีนี้ไม่ต้อง

อ่านข่าวเต็มได้ที่: New Scientist

  

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2563

ผู้หญิงคนแรกที่ได้รางวัล Africa Prize for Innovation

Charlette N'Guessan CEO ของ  BACE Group
[ภาพจาก CNN]

Charlette N'Guessan อายุ 26 ปี CEO ของ BACE Group ได้รับการปะากศชื่อเป็นผู้ชนะรางวัล Africa Prize for Engineering Innovation ของ  Royal Academy of Engineering ประจำปี 2020 จากผลงานของทีมของเธอจาก API สำหรับการระบุตัวตนแบบดิจิทัล ระบบนี้ได้รวมเอา AI และระบบรู้จำใบหน้าเข้าด้วยกันในการระบุตัวตนของคนแอฟริกันจากระยะไกล และทำได้แบบทันที โดยการจับคู่ภาพของบุคคลในขณะนั้นกับรูปถ่ายในพาสปอร์ต หรือบัตรประจำตัว เว็บไซต์และออนไลน์แอปพลิเคชัน สามารถใช้ BACE API เพื่อยืนยันตัวตนจากกล้องเว็บแคม N'Guessan บอกว่า เธอจะดีใจมากถ้าผู้คนได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องของเธอ ที่เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัล Africa Prize for Engineering Innovation และในฐานะของผู้หญิงที่อยู่ในวงการเทคโนโลยี

อ่านข่าวเต็มได้ที่: CNN


วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563

นักวิจัยจากอินเทลออกแบบหุ่นยนต์ที่ใช้พลังจากสมาร์ตโฟนและใช้งบแค่ $50 ในการสร้าง

ภาพจาก Venture Beat

นักวิจัยจากอินเทลได้สร้างหุ่นยนต์ที่มีล้อที่ใช้พลังจากสมาร์ตโฟน โดยมีค่าใช้จ่ายในการประกอบเข้าด้วยกันแค่ $50 โดยหุ่นยนต์นี้อินเทลเรียกว่า OpenBot โครงของหุ่นยนต์ถูกออกแบบให้สามารถถูกพิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ มันสามารถจุมอเตอร์ได้สูงสุด 4 ตัว รวมไปถึง คอนโทรลเลอร์ (controller) ไมโครคอนโทรลเลอร์ (microcontroller) LED ที่วางสมาร์ตโฟน และสายยูเอสบี โดยมีแผงใส่แบตเตอรีเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับมอเตอร์ ให้ผู้ควบคุมจะเก็บข้อมูลจากแอปที่รันบนสมาร์ตโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์  ในขณะที่ บอร์ด Ardunio Nano จะใช้ในจัดการการทำงานในระดับต่ำ และวัดความเร็ว ระยะทาง และโวลต์ของแบตเตอรี ตัวควบคุมที่ใช้งานผ่านบลูทูชของเครื่องเล่นเกม อย่าง PS4, Xbox และ Nintendo Switch สามารถนำมาใช้ควบคุม OpenBot ได้ 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Venture Beat

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563

นักวิจัยพบช่องโหว่ของ PIN code

การซื้อของที่มีราคาสูงจะต้องใช้ PIN Code แต่การป้องกันนี้สามารถถูกหลอกได้ ในบัตรบางใบ 
(ภาพจาก Shutterstock)

นักวิจัยจาก ETH Zurich ในสวิสเซอร์แลนด์ ได้พบช่องโหว่ที่ร้ายแรงในมาตรฐาน EMV (Europay, Mastercasrd, Visa) ที่การจ่ายเงินแบบไร้สัมผัส (contactless) ใช้อยู่ นักวิจัยค้นพบช่องโหว่ในโปรโตคอลที่ใช้โดย Visa ที่ทำให้ไม่ต้องใส่ PIN code เวลาซื้อของที่มีราคาสูง โดยช่องโหว่นี้ทำให้คนที่ขโมยบัตร หรือพบบัตรที่หายเอาไปใช้ได้ นักวิจัยได้ทดลองช่องโหว่นี้โดยพัฒนาแอปที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และติดตั้งลงบนโทรศัพท์มือถือสองเครื่องที่รองรับระบบ Near-Field-Communication (NFC) โดยโทรศัทพ์ตัวแรกทำหน้าที่สแกนข้อมูลของบัตรเครดิต จากนั้นส่งข้อมูลบัตรเครดิตไปให้โทรศัพท์เครื่องที่สอง ซึ่งโทรศัพท์เครื่องที่สองสามารถนำไปใช้ซื่อของได้เลย โดยไม่มีการถาม PIN code นักวิจัยได้แจ้ง Visa เกี่ยวกับช่องโหว่นี้แล้ว และได้เสนอวิธีการที่ต้องแก้ไข ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ได้รับการแก้ไขนี้ จะถูกติดตั้งให้กับเครื่องรับจ่ายเงินในการอัพเดซซอฟต์แวร์ครั้งต่อไป 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: ETH Zurich (Switzerland)

 

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563

ภาษา python อาจทำให้นักเขียนโปรแกรมภาษา Julia นอกใจถ้าเป็นงานด้านศาสตร์ข้อมูล

Photo by Markus Spiske on Unsplash

โครงการเปิดเผยรหัสที่อยู่เบื้องหลังภาษา Julia ภาษาสำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ได้เปิดเผยว่าภาษาอะไรที่นักเขียนโปรแกรมจะใช้นอกจาก Julia ซึ่งผลลัพธ์ก็คือภาษา Python จากการสอบถามผู้ใช้ Julia 2,565 คนพบว่า 76% บอกว่าถ้าไม่ใช้ Julia ภาษาที่จะใช้ต่อไปคือ Python ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจาก 73% ในปี 2019 ภาษา Python เป็นภาษาที่ไม่ว่าจะดูการจัดอันดับใด ๆ มักจะติดสามอันดับแรกเสมอ ซึ่งความนิยมของมันถูกผลักดันจากนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และความต้องการด้านแอปพลิเคชันการเรียนรู้ของเครื่อง อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นผู้ร่วมสร้างภาษา Julia คือViral Shah บอกว่า ยิ่งได้ใช้ภาษา Julia นานเท่าไหร่โอกาสที่จะย้ายไปภาษาอื่นก็ยากขึ้นเท่านั้น และตอนนี้ Julia ก็ขึ้นมาอยู่ใน 20 อันดับแรก 


ถ้าดูจากคู่แข่งของ Julia อย่าง MATLAB พบว่าความนิยมตกลงจาก 35% มาเป็น 31% ส่วน C++ เพิ่มจาก 28% มาเป็น 31% ในณะเดียวกันภาษาด้านการสิเคราะห์ทางสถิติอีกตัวหนึ่งอย่าง R ตกลงจาก 27% เป็น 25% ซึ่งถ้าดูจาก แนวโน้มนี้ Julia ก็ยังดูมีอนาคต ถ้าไม่นับ Python ซึ่งดูเหมือนจะเป็นภาษาที่นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลใช้กันทั่ว ๆ ไป 

จุดแข็งของ Julia คือความเร็วและประสิทธิภาพ ข้อเสียที่ผู้ใช้ Julia รายงานมาก็คือการพล็อตกราฟในครั้งแรกจะใช้เวลานาน และใช้เวลาคอมไพล์นาน และบางคนยังบอกว่าตัวแพ็กแกจยังไม่ค่อยลงตัว ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างหลักเมื่อเทียบกับ Python ยิ่งไปกว่านั้น Julia ยังมีอุปสรรคจากการที่ผู้ร่วมงานของผู้ใช้ไม่ได้ใช้ภาษานี้ ซึ่งก็เป็นอุปสรรคเดียวกับภาษา Rust ที่เป็นภาษาที่โด่งดังสำหรับเขียนโปรแกรมระบบ แต่ผู้ใช้ก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้ เพราะบริษัทที่ผู้ใช้ทำงานด้วยไม่ใข้ภาษานี้ 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: ZDNet

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563

AI ระบุดาวเคราะห์ใหม่ 50 ดวง จากข้อมูลเก่าของ NASA

 

ภาพจาก CNN

การเรียนรู้ของเครื่องที่พัฒนาโดยนักดาราศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ University of Warwick ของประเทศอังกฤษ พบดาวเคราะห์ใหม่ 50 ดวง จากการวิเคราะห์ข้อมูลเก่าของ NASA นักวิจัยได้สอนขั้นตอนวิธีโดยใช้ข้อมูลที่ได้มาจากกล้อง Kepler Space Telescope โดยได้สอนให้แยกความแตกต่างระหว่างดาวเคราะห์จริง ๆ กับสิ่งที่เหมือนว่าจะเป็นดาวเคราะห์ จากนั้นจึงนำไปใช้วิเคราะห์ชุดข้อมูลเก่าของสิ่งที่น่าจะเป็นดาวเคราะห์ ซึ่งได้ผลว่ามันค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบที่เราไม่เคยพบมาก่อน โดยนักวิจัยบอกว่า AI จะสามารถยืนยันความถูกต้องของตัวเลือกที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้ภายในไม่กี่วินาที และเพราะมันเป็นการเรียนรู้ของเครื่อง ดังนั้นมันจึงปรับปรุงขึ้นได้เรื่อย ๆ และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อมีการค้นพบใหม่ ๆ 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: CNN

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563

Data Science Institute เพิ่มการโฟกัสไปที่จริยธรรมและขั้นตอนวิธี

Photo by Markus Spiske on Unsplash

University of California, Santa Cruz (UCSC) กำลังทำงานร่วมกันกับ universities of Washington, Wisconsin-Madison, และ Chicago เพื่อสร้างสถาบันสหวิทยาการ  Institute for Foundations of Data Science (IFDC) ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจาก U.S. National Science Foundation จุดประสงค์ของสถาบันคือการพัฒนาวิธีการเชิงจริยธรรมเพื่อวิเคราะห์ชุดข้อมูลที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีความเป็นได้สูงมากที่จะลำเอียง โดยชุดข้อมูลเหล่านี้ถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรมและการศึกษา สิ่งที่คาดหวังจากการทำงานของสถาบันคือเทคนิคที่มีประสิทธิภาพในการคำนวณมากขึ้น ไม่ผิดพลาด  มีการตอบสนองและดำเนินการได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้ดีกว่าเทคนิคที่มีอยู่ในปัจจุบัน นักวิจัยบอกว่าในขณะที่เรากำลังมองหาวิธีที่เหมาะสมที่สุดทางด้านศาสตร์ข้อมูล เราจะคำนึงถึงความยุติธรรม ความลำเอียง และความเป็นส่วนตัว 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: UC Santa Cruz

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563

ภาษาเขียนโปรแกรมตัวไหนที่ให้ค่าจ้างสูงสุด

Photo by Chris Ried on Unsplash

Upwork ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มจ้างงานฟรีแลนซ์บอกว่า นักพัฒนาซอฟต์แวร์แบบฟรีแลนซ์ที่ทำงานกับภาษาเขียนโปรแกรมเก่า ๆ หรือไม่เป็นที่นิยมมากนัก สามารถเรียกค่าจ้างได้สูงมาก ทักษะด้าน Objective-C ภาษาเขียนโปรแกรมที่ Apple พยายามจะแทนที่มันด้วย Swift ได้รับค่าจ้างสูงสุด  โดยเฉลี่ยอยู่ที่ $66 ต่อขั่วโมง ภาษาที่มาอันดับสองคือ Golang ของ Google อยู่ที่ $64 ต่อชั่วโมง นอกจากนี้ภาษาหลายภาษาที่อยู่ในสิบอันดับแรกก็ไม่ดังมากนักอย่าง Windows PowerShell ก็ได้เงินถึง $62 ต่อชั่วโมง หรือ Excel VBA  ก็ได้ $60 ต่อชั่วโมง จริง ๆ แล้วภาษาที่อยู่ใน 15 อันดับแรกมีอัตราค่าจ้างไม่ต่างกันมากนัก แต่ที่น่าสนใจคือมีภาษาอยู่ 3 ภาษา ที่มีอัตราเติบโตในปริมาณการจ้างเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ภาษา SQL มีอัตราเติบโต 152%  ส่วน Java และ Ruby เพิ่มขึ้น 127% 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: ZDNet

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563

คอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows ตกเป็นเป้าหมายของมัลแวร์ 83% ใน Q1

รายงานจาก AV Test ซึ่งเป็นผู้ประเมินด้านความมั่นคงของ Microsoft Windows และ Android พบว่า 83.45% ของมัลแวร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมดในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ มุ่งจู่โจมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ รายงานบอกว่ามีมัลแสร์ถูกสร้างใหม่ขึ้นมาประมาณ 114 ล้านตัวในปีที่แล้ว และปีนี้คาดว่าจะมากขึ้นคือ160 ล้านตัว เหตุผลที่มัลแวร์เพิ่มขึ้นเนืองจากการแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้แฮกเกอร์ใช้ช่วงเวลาความไม่แน่นอนนี้ในการแพร่มัลแวร์และหลอกลวงแบบ phishing 

เหตุผลที่ Microsoft Windows เป็นเป้าจู่โจมนอกจากความที่มันเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้กันทั่ว ๆ ไปแล้ว มันยังเป็นระบบปฏิบัติการที่มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอีกด้วย จากฐานข้อมูล CVE ที่ใช้ในการติดตามเรื่องช่องโหว่ด้านความมั่นคงพบว่า Microsoft นั้นมีช่องโหว่ที่ร้ายแรงกว่า 660 ประการ และ 357 ประการเป็นของ Windows 10 โดย Windows 10 ถูกมองว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่มีความมั่นคงน้อยที่สุด 

ประเภทของมัลแวร์บน Windows จากรายงานของ AV Test ในปี 2019 แสดงได้ดังรูปต่อไปนี้ 



ถ้าพิจารณาแพลตฟอร์มที่มีการแพร่ของมัลแวร์ เว็บเบราว์เซอร์เคยมีสัดส่วนอยู่ที่ 15.84% ในปีที่แล้ว และลดลงเหลือ 11.09% ในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ Android เคยมีสัดส่วน 2.75% เมื่อปีที่แล้ว แต่เพิ่มขึ้นเป็น 3.24% ในปีนี้ ระบบปฏิบัติการอื่น ๆ ซึ่งรวมถึง iOS, macOS, และ Linux มีสัดส่วน 2.35% ปีที่แล้ว และลดลงเป็น 1.91% ในตอนต้นปี 2020

อ่านข่าวเต็มได้ที่:  PC Magazine

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2563

Apple และ Google ขยายความสามารถของซอฟต์แวร์เตือนโคโรนาไวรัส

Apple และ Google ประกาศการขยายความสามารถของโปรแกรมเตือนโคโรนาไวรัส เพื่อให้หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐ (ในสหรัฐ) นำไปใช้ได้ โดยไม่ต้องปรับปรุงอะไร โปรแกรมนี้จะถูกใส่มากับระบบปฏิบัติการแอนดรอย์ และ iOS และใช้บลูทูช (bluetooth) เพื่อดูว่าคนสองคนอยู่ใกล้กันในเวลาที่นานอย่างมีนัยสำคัญ (คือนานพอที่จะมีการติดต่อของโรค) หรือไม่ โดยจะเรียกคุณสมบัตินี้ว่า “exposure notifications express” 

Covidwise ที่ Apple และ Google ติดตั้งมาในระบบปฏิบัติการของตัวเอง (Jonathan Baran/The Washington Post)

การติดตั้งระบบแจ้งเตือนแบบนี้มาในระบบปฏิบัติการเลย ทำให้รัฐไม่ต้องไปออกแบบโปรแกรมติดตามของตัวเอง ประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัฐ (ในสหรัฐ) จะได้รับข้อความแจ้งเตือนว่าจะเข้าร่วมโปรแกรมหรือไม่ ถ้าจะเข้าร่วมก็ทำตามไม่กี่ขั้นตอน ก็จะสามารถแชร์ข้อมูลบลูทูช และได้รับการแจ้งเตือน ถ้าเขาเข้าไปใกล้กับผู้เข้าร่วมโปรแกรมที่มีผลการตรวจเป็นบวก โดยวิธีการที่จะรู้ว่าใครมีผลเป็นบวกก็คือหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐจะเป็นผู้พิมพ์หมายเลขของคนที่มีผลเป็นบวกเข้าไปในระบบ โดยหมายเลขนี้จะไม่ซ้ำกัน ต่อข้อถามที่ว่าทำไม Apple กับ Google ไม่ทำทางเลือก "express" นี้ตั้งแต่แรก ๆ ก็ได้รับคำตอบว่า พวกเขาชอบที่จะเห็นเวอร์ชันสองของซอฟต์แวร์ของเขาดีกว่าเวอร์ชันแรก 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: The Washington Post

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563

การสรุปความที่น่าจะเก่งมาก ๆ จากวรณคดีไทย

เมื่อหลายวันก่อน ช่วยภรรยาขนของ คุณภรรยาก็ทวนว่าครบเจ็ดชิ้นแล้วใช่ไหม ก็มีอาขยานบทที่เคยท่องมาตั้งแต่เด็กแว่บขึ้นมาในหัว ก็เลยตอบไปว่า "เป็นเจ็ดชิ้นสิ้นเรื่องอรทัย" จำได้ไหมครับว่ามาจากเรื่องอะไร  หรือไม่เคยเรียนกันแล้ว แต่สงสัยเด็กรุ่นหลัง ๆ จะไม่ได้เรียนกันจริง ๆ เพราะลูก ๆ ตอนเรียนอยู่ก็ไม่เคยมาท่องให้ฟัง บทอาขยานนี้มาจากเรื่องสังข์ทองครับ ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 2 

พอนึกถึงอาขยานนี้ได้ก็เลยทำให้นึกถึงสิ่งที่น่าจะเป็นความสามารถหนึ่งที่นักวิจัยน่าจะมีกันก็คือความสามารถในการสรุปความครับ การเขียนบทคัดย่อในการวิจัย การเขียนบทการทบทวนวรรณกรรมก็ต้องใช้ความสามาถในการสรุปความ หรือการเขียนบทสรุปในงานวิจัยก็เช่นกัน 

สำหรับคนที่ไม่เคยท่องบทอาขยานนี้มาก่อนนะครับ มาดูกันครับ 

ชิ้นหนึ่งทรงครรภ์กัลยา

คลอดลูกออกมาเป็นหอยสังข์

ชิ้นสองต้องขับเที่ยวเซซัง

อุ้มลูกไปยังพนาลัย

ชิ้นสามเมื่ออยู่ด้วยยายตา

ลูกยาออกช่วยขับไก่

ชิ้นสี่กัลยามาแต่ไพร

ทุบสังข์ป่นไปกับนอกชาน

ชิ้นห้าบิตรุงค์ทรงศักดิ์

ให้จับตัวลูกรักมาจากบ้าน

ชิ้นหกจองจำทำประจาน

ให้ประหารฆ่าฟันไม่บรรลัย

ชิ้นเจ็ดเพชฌฆาตเอาลูกยา

ไปถ่วงลงคงคาน้ำไหล

เป็นเจ็ดชิ้นสิ้นเรื่องอรไท

ใครใครไม่ทันจะสงกา

ซึ่งเหตุการณนี้เป็นตอนที่พระนางจันเทวีแม่ของพระสังข์ ซึ่งทำงานเป็นแม่ครัวอยู่ในวังของท้าวสามล (พ่อตาพระสังข์) สลักชิ้นฟักทำอาหารให้พระสังข์ เพื่อให้รู้ว่าแม่อยู่ที่นี่ 

ซึ่งจะเห็นนะครับว่าเป็นการสรุปความช่วงชีวิตของพระสังข์ได้ชัดเจนและกระชับที่สุด และสำหรับคนอ่านอย่างเรา ๆ ต่อให้ไม่ได้อ่านเรื่องพระสังข์มาตั้งแต่ต้น มาอ่านแค่ตรงนี้ก็แทบจะรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว จริงไหมครับ นอกจากนี้ผู้ประพันธ์ยังคงแสดงความประชดประชันของเมียหลวง ที่ต่อว่าพ่อกลาย ๆ ให้ลูกฟังด้วยนะครับ อย่าง 

"ชิ้นห้าบิตรุงค์ทรงศักดิ์ 

ให้จับตัวลูกรักมาจากบ้าน

ชิ้นหกจองจำทำประจาน

ให้ประหารฆ่าฟันไม่บรรลัย

ชิ้นเจ็ดเพชฌฆาตเอาลูกยา

ไปถ่วงลงคงคาน้ำไหล" 


ซึ่งถ้าจะพูดภาษาชาวบ้าน ๆ ก็คือ ดูพ่อผู้ยิ่งใหญ่ของลูกสิ และดูเขาทำกับลูกสิ 

ถ้าจะว่าไปพระเอกอย่างพระสังข์นี่เอาจริง ๆ ก็ชอบซุกตัวอยู่ในเปลือกเพื่อหนีปัญหานะครับ ตอนเด็กก็แอบอยู่ในหอยสังข์ ทั้ง ๆ ที่ควรจะออกมาแสดงตัวกับแม่ จนสุดท้ายแม่ต้องมาทุบหอยสังข์ทิ้งไป และสุดท้ายก็ยังมาซุกตัวอยู่ในชุดเจ้าเงาะอีก จนเดือดร้อนไปถึงพระอินทร์ต้องแปลงกายมาทำท่าจะยึดเมืองท้าวสามล ถึงยอมถอดรูปเงาะออกมา 

แต่จะว่าไปก็ยังดีกว่าคนที่แอบย่องเข้าหาผู้หญิงทั้งที่ยังอยู่ในผ้าเหลือง เจ้าชู้ไปทั่ว แล้วยังผ่าท้องเมียเอาลูกมาทำกุมารทองอีก 

อ้าวว่าจะพูดเรื่องความสามารถในการสรุปความ ทำไมกลายเป็นวิจารณ์พระเอกในวรณคดีไทยได้ จบดีกว่า ขอให้มีความสุขในวันหยุดยาวนี้ครับ 

เมื่อนักบิน F16 มาสุ้กับ AI ใครจะชนะ

Photo by Kyaw Tun on Unsplash

กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้จัดการแข่งขันที่เรียกว่า "AlphaDogFight Trials" ขึ้น โดยเป็นการแข่งขันการบินต่อสู้กันระหว่างนักบินจริง ๆ ที่บังคับเครื่องบินผ่านอุปกรณ์ VR กับโปรแกรม AI โดยเครื่องบินจะมีอาวุธคือเครื่องยิงแสงเลเซอร์ ซึ่งสมมติว่าเป็นปืนกล ซึ่งผลการแข่งขันพบว่า AI เอาชนะไปได้อย่างง่ายดายทั้งห้ารอบ โดยใช้เวลาต่ำกว่าสองนาที อย่างไรก็ตามกระทรวงกลาโหมบอกว่า การชนะนี้ไม่ได้หมายความว่า AI จะสามารถชนะได้ในการต่อสู้กันจริง ๆ เพราะในการแข่งขันนี้มีข้อจำกักและข้อยกเว้นมากมาย โปรแกรมที่ชนะนี้เป็นโปรแกรมของ Heron Systems ซึ่งสามารถเล็งเป้าหมายได้แม่นยำกว่านักบินที่เป็นคน และยังชนะโปรแกรมที่พัฒนาโดยบริษัทอื่น ๆ อย่างเช่น โปรแกรมที่พัฒนาโดย Georgia Institute of Technology และ Lockheed Martin

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Fortune

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563

เงินเดือนของนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19

จากการสำรวจของ Burtch Works ที่เป็นบริษัทสรรหาผู้บริหารพบว่า COVID-19 ไม่มีผลกระทบกับเงินเดือนหรืองานด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล ในเดือนกรกฎาคม ผู้ตอบแบบสอบถาม 7.6% บอกว่าทีมด้านวิเคราะห์ของตัวเองมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 

โดยมัธยฐานของเงินเดือนของนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่ไม่ได้เป็นผู้บริหารจะมีรายได้ในช่วง $95,500 สำหรับพนักงานที่อยู่ในระดับ 1 ไปจนถึง $165,000 ในระดับ 3 

Salaries of data science individual contributors

 
BURTCH WORKS

สำหรับมัธยฐานของเงินเดือนในตำแหน่งบริหารจะอยู่ในช่วง $150,750 สำหรับระดับ 1 ไปจนถึง $250,000 ในระดับ 3 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2019 มัธยฐานของเงินเดือนจะคงที่หรือเพิ่มขึ้นในแต่ละระดับขึ้นกับความต้องการ

 BURTCH WORKS


อ่านข่าวเต็มได้ที่: Forbes

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563

เมืองในญี่ปุ่นจะทดสอบรถโดยสารสะเทื้นน้ำสะเทิ้นบกที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง

ภาพจาก Saitama Institute of Technology

เมือง Naganohara ในญี่ปุ่น จะทดสอบรถโดยสารสะเทื้นน้ำสะเทิ้นบกที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง โดยจะเริ่มในเดือนธันวาคม และทดสอบไปจนถึงมีนาคม 2021 Saitama Institute of Technology (SIT) กำลังพัฒนาระบบไร้คนขับให้กับรถโดยสาร โดยใช้แพลตฟอร์ม Autoware ซึ่งเป็นแบบเปิดเผยรหัส โดยใช้กับรถขับเคลื่อนอัตโนมัติ และใช้กับตัวควบคุมซึ่งเอา Joy Cars มาดัดแปลง  Joy Cars คือตัวที่ใช้ควบคุมรถในรูปแบบ joystick ที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับผู้พิการ หลักการทำงานคร่าว ๆ ก็คือ ตัวโปรแกรม Autoware จะถูกติดตั้งในเครื่องพีซี จะรับข้อมูลจากอุปกรณ์อย่าง Lidar กล้อง และ GPS และนำข้อมุลมาประมวลผลเพื่อส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายตัวควบคุม (controller area network ) หรือ CAN ซึ่งก็จะส่งสัญาณไปที่ตัว joystick เพื่อใช้ควบคุมรถยนต์อีกต่อหนึ่ง โดยตัวควบคุมรถยนต์จะแบ่งเป้นสองส่วนคือ ควบคุมพวงมาลัย และควบคุมการเร่งและเบรค โดยตัวรถจะต้องสามารถควบคุมการเคลื่อนที่จากบกสู่น้ำ จากน้ำสู่บก ตรวจสอบาภาพแวดล้อมแบบสามมิติ เนื่องจากเส้นทางที่รถวิ่งจะวื่งไปในเขื่อน Yanba ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงระดับของน้ำ อย่างรวดเร็ว และเนื่องจากในการสร้างเขื่อนนี้ไม่ได้มีการปรับภูมิทัศน์อะไร คือปล่อยน้ำท่วมเข้ามาเฉบ ๆ ดังนั้นต้นไม้ที่เคยมีอยู่ก็จะอยู่อย่างนั้น ดังนั้นต้องใช้โซนาร์ (sonar) เพื่อตรวจสอบอุปสรรคต่าง ๆ ใต้น้ำด้วย  

อ่านข่าวเต็มได้ที่: IEEE Spectrum


วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563

ทำนายอายุขัยของแอป

ภาพจาก Shutterstock

นักวิจัยจาก Northwestern Polytechnical University พัฒนาตัวแบบเพื่อใช้ทำนายอายุขัยของแอป นักวิจัยใช้วิธีการเรียนรู้แบบ Multi-Task ในการพัฒนาตัวแบบ โดยวิเคราะห์ปัจจัยอย่างเช่นประวัติการดาวน์โหลด คะแนนที่ได้รับ และรีวิวของผู้ใช้จากช่วงเวลาต่าง ๆ ตัวแบบนี้มีชื่อว่า AppLife มันจะทำนายโอกาสที่แอปจะถูกถอดออกจาก app store ในปีหรือสองปี นักวิจัยได้ทดสอบกับชุดข้อมูลของแอปกว่า 35,000 แอป จาก app store ที่เปิดตัวในปี 2015 และยังโหลดได้อยู่ในปี 2016 นักวิจัยบอกว่าวิธีของเขาชนะวิธีที่ทันสมัยที่สุด 7 วิธี ในการทำนายอายุขัยของแอป

อ่านข่าวเต็มได้ที่: IEEE Spectrum

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ผู้บุกเบิกคอมพิวเตอร์ Arnold Spielberg พ่อของ Steven Spielberg ตายเมื่ออายุ 103 ปี

Steven Spielberg (ซ้าย) Arnold Spielberg (ขวา) ภาพจาก AP โดย Chris Pizzello

วิศวกรคอมพิวเตอร์ Arnold Spielberg ผู้ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกทางไปสู่คอมพิวเตอร์พีซี และเป็นพ่อแท้ ๆ ของนักสร้างภาพยนต์ชื่อดัง Steven Spielberg เสียชีวิตด้วยวัย 103 ปี ผลงานในการบุกเบิกของเขาคือเขาได้ร่วมมือกับ Charles Propster สร้างเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ GE-225 ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ Dartmouth College ได้พัฒนาภาษาเขียนโปรแกรมคือภาษา Basic ขึ้นมา และภาษา Basic นี้เองเป็นภาษาหลักที่ทำให้เกิดการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีในช่วง ทศวรรษ 1970 และ 1980  Steven Spielberg บอกว่า เมื่อเขามองไปที่เครื่อง PlayStation และมือถือที่มีขนาดตั้งแต่เท่ากับเครื่องคิดเลข ไปจนถึง iPad เขาจะพูดว่าพ่อของเขาและทีมที่เต็มไปด้วยอัจฉริยะ เป็นผู้เริ่มต้นที่ทำให้พวกมันเกิดขึ้นมา

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Associated Press

เพิ่มเติมเสริมข่าว: 

ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพ่อ Steven Spielberg เป็นผู้บุกเบิกวงการคอมพิวเตอร์คนนึง 


วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เทคนิคใหม่เพื่อป้องกันอุปกรณ์ถ่ายภาพทางการแพทย์จากการจู่โจมทางไซเบอร์

Photo by National Cancer Institute on Unsplash

นักวิจัยจากBen-Gurion University of the Negev (BGU) ในอิสราเอลได้พัฒนาวิธีการใหม่ที่ใช้ AI ในการป้องกันอุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายภาพทางการแพทย์จากการจู่โจมทางไซเบอร์ และจากความผิดพลาดของคนที่ป้อนคำสั่งที่ผิดผ่านทางคอมพิวเตอร์ โดยนักวิจัยได้สร้างการตรวจสอบเป็นสองระดับ ยกตัวอย่างเช่นคำสั่งที่สั่งเครื่องให้ทำงาน โดยให้ทำงานกับผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ ก็จะเป็นอันตรายถ้าคนไข้จริง ๆ เป็นเด็กทารก ซึ่งถ้าตรวจสอบเพียงชั้นเดียวอาจตรวจสอบไม่พบความผิดนี้ แต่เมื่อเพิ่มการตรวจสอบในชั้นที่สองเข้าไปก็จะตรวจพบได้ การตรวจสอบในชั้นแรกนั้นเป็นการตรวสอบโดยไม่ดูบริบท (context-free) ส่วนการตรวจสอบในชั้นที่สองนั้นเป็นแบบขึ้นกับบริบท (context-sensitive)  นักวิจัยได้ทดสอบการทำงานของระบบกับเครื่อง computed tomography (CT) โดยใช้คำสั่ง 8,227 คำสั่ง ผลการทดลองพบว่าการใช้ชั้นที่สองร่วมกับชั้นที่ 1 จะตรวจจับความผิดพลาดได้เพิ่มขึ้นจาก 71.6% เป็น 82 ถึง 99% ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ทางคลีนิคและทำงานกับส่วนไหนของร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้นการใช้การตรวจสอบในชั้นที่สองนี้สามารถครวจจับความผิดพลาดที่ตรวจไม่เจอในการใช้ชั้นที่หนึ่งอย่างเดียวด้วย

อ่านข่าวเต็มได้ที่:  Ben-Gurion University of the Negev (Israel)


วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ช้างกับรถไฟ AI ช่วยไม่ให้มันชนกัน

ทีมนักวิจัยประสบความสำเร็จในการทดสอบระบบใน West Bengal 
[ภาพจาก Apal Singh] 

นักวิจัยจาก Polytechnic University of Catalonia (UPC)-BarcelonaTech ในสเปนได้พัฒนา"หูอัจฉริยะ"เพื่อช่วยกันการชนกันจนตายระหว่างช้างกับรถไฟในอินเดีย โดยรถไฟที่วิ่งอยู่บนรางรถไฟสาย  Siliguri-Jalapaiguri ได้ชนช้างตายไปแล้วกว่า 200 เชือกในทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยได้ติดตั้งกล้องและเครื่องบันทึกเสียงบนรางรถไฟใน West Bengal จากนั้นวิเคราะห์เสียงและภาพที่ถูกบันทึกไว้ด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อแยกระหว่างเสียงกับภาพของช้างออกจากสิ่งอื่น ๆ "หูอัจฉริยะนี้" สามารถระบุเสียงของช้างได้ในระยะห่าง 1 กม. และสามารถระบุภาพของช้างได้ในระยะ 250 เมตร เมื่อระบบตรวจจับเจอช้างก็จะส่งสัญญาณเตือนไปที่โทรศัพท์ของคนขับรถไฟ
อ่านข่าวเต็มได้ที่: ZDNet

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563

หน้ากากผ้าใช้ป้องกันไวรัสได้ ยืนยันโดยซุปเปอร์คอมพิวเตอร์

Fugaku ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก ภาพโดย Shoya Okinaga

Riken Institute ของญี่ปุ่นบอกว่าซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ชื่อ Fugaku ซึ่งเพิ่งได้รับรางวัล ซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก ได้พัฒนาตัวแบบที่แสดงให้เห็นว่าหน้ากากผ้าที่ทำจากใยสังเคราะห์สามารถกันการแพร่ของไวรัสไปกับละอองที่เกิดจากระบบทางเดินหายใจได้ดีกว่าผ้าฝ้ายหรือโพลีเอสเตอร์ โดยจากการจำลองแสดงให้เห็นว่าหน้ากากจากผ้าใยสังเคราะห์สามารถกันละอองจาการจามได้เกือบทั้งหมด แต่อีกสองประเภทกันได้อย่างน้อย 80% ซึ่งก็ถือว่าทั้งสามประเภทนี้ทำได้ดีในการชะลอการระบาดของโคโรนาไวรัส ทีมทดลองยังได้จำลองการระบาดของไวรัสในหอประชุมที่มีที่นั่งประมาณ 2000 ที่นั่ง และพบว่ามีอันตรายน้อยมากจากการระบาด ถ้าผู้อยู่ในหอประชุมใส่หน้ากาก และนั่งห่าง ๆ กัน 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Nikkei Asian Review


วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563

นักวิจัยด้านความมั่นคงสามารถทำลูกกุญแจสำรองได้จากการฟังเสียงเสียบลูกกุญแจ

(LFO62/iStock/Getty Images

นักวิจัยจาก  National University of Singapore บอกว่าการฟังเสียงการเสียบลูกกุญแจเข้ากับรูกุญแจ ก็สามารถสร้างลูกกุญแจสำรองได้ ถึงแม้วิธีนี้จะยุ่งยากกว่าวิธีการการคัดลอกลูกกุญแจแบบดั้งเดิม แต่มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจถ้ารู้ว่ามันมีช่องโหว่ทางความมั่นคงในลักษณะนี้ ระบบนี้เรียกว่า Spikey โดยมันจะสร้างกุญแจขึ้นมาชุดหนึ่งหลังจากฟังเสียงการเสียบกุญแจแล้ว โดยปกติจะประมาณ 3 ดอก และมักจะมีดอกหนึ่งที่ใช้ได้ แต่ในบางกรณีที่น้อยมาก จะสร้างกุญแจขึ้นมาถึง 15 ดอก แต่ถึงแม้วิธีนี้จะฟังดูน่าประทับใจ แต่มันก็มีข้อจำกัดคือ การเสียบกุญแจเข้ารูกุญแจจะต้องทำด้วยความเร็วคงที่ และจะต้องเอาไมโครโฟนของมือถือไปอยู่ใกล้ ๆ กับกุญแจ ซึ่งย่อมจะดึงดูดความสนใจของเจ้าของห้องแน่ ดังนั้นการอัดเสียงอาจต้องใช้ไมโครโฟนที่ซ่อนไว้ หรือต้องแฮกโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องมืออัดเสียงของเจ้าของห้องเพื่อใช้เป็นการอัดเสียงแทน 

อ่านข่าวเต็มได้ที่:  ScienceAlert

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563

นักวิทยาศาสตร์พิมพ์ตึกสร้างจากดินโดยใช้เครื่องพิมพ์สามมิติ

ตึกในดูไบที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติ โดยเทคโนโลยีนี้ใช้สร้างสถาปัตยกรรมส่วนหน้าอาคาร (facade) ทั้งหมด[ภาพโดย: Satish Kumar/Reuters]

นักวิจัยจาก Texas A&M University ได้พัฒนาเทคนิคในการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เพื่อพิมพ์ตึก โดยวัสดุที่ใช้ในการพิมพ์คือดิน ซึ่งนักวิจัยคาดหวังว่าวิธีนี้จะสร้างตึกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติแทนการใช้คอนกรีต ทีมนักวิจัยมีจุดมุ่งหมายที่จะพิมพ์โครงสร้างออกมาโดยใช้ดินที่เอามาจากสวนทั่ว ๆ ไป นักวิจัยบอกว่าขณะนี้มีความก้าวหน้าอย่างมากในการปรับปรุงความสามารถในการรับน้ำหนักให้กับดิน เพราะนี่คือส่วนสำคัญที่จะทำให้สามารถใช้แทนคอนกรีตได้ นักวิจัยบอกว่าปัญหาของการใช้คอนกรีตคือ มันนำมารีไซเคิลไม่ได้ และยังต้องใช้พลังงานมากมายในการผสม และเคลื่อนย้าย

อ่านข่าวเต็มได้ที่: The Guardian

 



วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563

กองทัพอาจสอนหุ่นยนต์ให้ทำงานชนะคนได้


[ภาพจาก U.S. Army Research Laboratory

นักวิจัยจาก U.S. Army Combat Capabilities Development Command's Army Research Laboratory (ARL) และ University of Texas at Austin ได้พัฒนาขั้นตอนวิธีที่จะช่วยให้รถขับเคลื่อนด้วยตัวเองปรับปรุงระบบนำทางของตัวเอง โดยสังเกตจากการขับรถของคนจริง ๆ ขั้นตอนวิธีนี้นี้มีชื่อว่า APPLD (adaptive planner parameter learning from demonstration) ที่จะทำให้ระบบทำเหมือนกับที่คนสาธิตให้ดู ในขณะเดียวกันก็ยังคงความสามารถในการนำทางแบบเดิมไว้ ตัวอย่างการสาธิตก็ให้คนขับรถจำลองโดยใช้ตัวควบคุมไร้สายของ Xbox โดยระบบจะสังเกตว่าเมื่อคนขับ ขับรถผ่านในที่ที่เป็นทางแคบ เขาก็จะขับช้าลง และระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งหุ่นยนต์ก็จะเรียนรู้ที่จะลดความเร็วสูงสุดลงมา และเพิ่มการคำนวณต่าง ๆ ให้มากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งการทำแบบนี้หุ่นยนต์สามารถเดินทางผ่านเส้นทางแคบที่มันไม่สามารถผ่านไปได้ก่อนหน้า นักวิจัยคาดหวังว่า ขั้นตอนวิธีนี้จะช่วยฝึกสอนรถที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองในสมรภูมิ ให้ทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่ธุรกันดาร

อ่านข่าวเต็มได้ที่: U.S. Army Research Laboratory


วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ผู้ช่วยเสมือนช่วยคัดกรองสายเรียกเข้าจากระบบอัตโนมัติ

 

You won’t be hearing from them anymore

Juj Winn/Getty Images

นักวิจัยจาก Georgia Institute of Technology พัฒนาผู้ช่วยเสมือนเพื่อคัดกรองสายเรียกเข้าเพื่อบล็อกสายจากระบบอัตโนมัติที่โทรเข้ามา เบอร์โทรที่ไม่อยู่ในรายชื่อผู้ติดต่อจะถูกส่งต่อไปยังผู้ช่วยเสมือน ซึ่งจะบอกให้สายที่โทรเข้าระบุชื่อผู้รับ ถ้าสายที่โทรเข้ามาตอบมา ผู้ช่วยเสมือนจะขัดจังหวะ และพูดว่า  "ขอโทษด้วย ไม่ได้ยิน คุณช่วยบอกชื่อคนที่คุณจะโทรหาอีกครั้งได้ไหม" ถ้าคนโทรมาเป็นคนจริง ก็จะหยุดการสนทนา ผู้ช่วยจะส่งต่อการโทรไปยังผู้รับ และบันทึกข้อมูลลงในแอปพลิเคชัน ระบบนี้บล็อกการโทรเข้าจากสายโทรเข้าอัตโนมัติ 8000 รายการได้ 100% และบล็อกสายที่เป็นคนโทรเข้ามาได้ 97.8% จาก 21 สาย ซึ่งพูดกับผู้ช่วยแต่ระบุชื่อคนรับผิด  

อ่านข่าวเต็มได้ที่: New Scientist

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563

AI ของ Facebook ช่วยให้ได้ภาพจาก MRI เร็วขึ้น 4 เท่า

รูปซ้ายภาพจาก MRI ที่ใช้ข้อมูล 1 ใน 4 ของรูปเต็ม รูปขวาภาพที่สร้างจาก AI โดยใช้ภาพซ้าย
ภาพจาก The Daily Mail

Facebook และผู้เชี่ยวชาญจาก New York University ได้พัฒนาตัวแบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) แบบเปิดเผยรหัสเพื่อช่วยสร้างภาพที่ขาดหายไปจากการสแกนด้วย MRI ประโยชน์ของการทำแบบนี้ก็คือการสแกนด้วย MRI เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์จะใช้เวลานานมาก แต่ด้วยวิธีนี้สามารถสแกนภาพให้มีรายละเอียดน้อยลงและใช้ AI ช่วยสร้างภาพที่สมบูรณ์ขึ้นมา จากการฝึกสอนด้วยภาพจากการสแกนแบบเต็มรูปแบบเป็นพันภาพ และทดสอบกับนักฉายภาพรังสีหกคน ผลการทดสอบพบว่าวิธีนี้เที่ยงตรง และช่วยให้ได้ภาพที่มีความคุณภาพสูงแต่ใช้เวลาเร็วขึ้นสี่เท่า นักวิจัยบอกว่าตัวแบบนี้สามารถทำให้ MRI เร็วเท่าหรือเร็วกว่าการเอกซ์เรย์ โดยมีข้อมูลให้วิเคราะห์มากกว่า และไม่ต้องใช้รังสีด้วย  

อ่านข่าวเต็มได้ที่: The Daily Mail

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2563

จะดีแค่ไหนถ้าเราควบคุมการเข้าถึงข้อมูลของเราจากแอปมือถือได้ดีขึ้น

Source: Jan Vašek from Pixabay

ในแต่ละปีนักพัฒนาแอปมือถือได้เงินเป็นพันล้านเหรียญจากการขายข้อมูลที่เก็บมาจากมือถือของลูกค้า และพวกเขาไม่ได้ให้ทางเลือกที่ง่ายนักกับผู้ใช้ในการป้องกันเรื่องดังกล่าว แม้ว่า iOS  และ Android จะเพิ่มการรวบรวมข้อมูลด้านความเป็นส่วนตัว ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว จะช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลได้มากขึ้น แต่จากการศึกษาพบว่าผู้ใช้ยังต้องวุ่นวายกับข้อมูลมากมาย และไม่ได้ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัตินี้ จริง ๆ แล้วการควบคุมความเป็นส่วนตัวแบบนี้ขาดการแยกจุดประสงค์ที่ต่างกันของการเก็บข้อมูล นักวิจัยจาก Cylab ของ Carnegie Mellon University ได้พัฒนาผู้ช่วยความเป็นส่วนตัวทางดิจิทัล ที่ใช้การเรียนรู้ของเครื่องช่วยให้ผู้ใช้ที่ใช้แอปมือถือควบคุมข้อมูลของตัวเองได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องไปปวดหัวกับการตอบข้อมูลด้านความส่วนตัวมากเกินไป นักวิจัยบอกว่าในปัจจุบันผู้ใช้โดยเฉลี่ยจะมีแอปติดตั้งอยู่บนมือถือ 70 ตัว และแต่ละตัวผู้ใช้ต้องตอบคำถามด้านความเป็นส่วนตัวประมาณ  3 คำถาม ต่อแอป นั่นหมายความว่าผู้ใช้ต้องตอบคำถามกว่า 200 คำถาม ผู้ช่วยความเป็นส่วนตัวที่พัฒนาขึ้นนี้จะถามด้านความเป็นส่วนตัวจากผู้ใช้ประมาณ 5-6 คำถาม นำมาสร้างเป็นโพรไฟล์ของความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้เป็นตัวอนุมานตัวเลือกด้านความเป็นส่วนตัว แต่ถ้าตัวผู้ช่วยไม่สามารถตัดสินใจได้ในบางกรณี ซึ่งนักวิจัยบอกว่าจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ประมาณ 10% ของการใช้งาน ก็จะถามผู้ใช้เพิ่มเติมอีกเพียงหนึ่งหรือสองคำถาม

 อ่านข่าวเต็มได้ที่: Carnegie Mellon University

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563

การจะปฏิรูปองค์กรใด ๆ จำเป็นที่จะต้องด้อยค่าองค์กรด้วยหรือ

วันศุกร์นี้ขอพูดเรื่องหนัก ๆ สักวันแล้วกันนะครับ ต้องบอกก่อนว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ สิ่งที่ผมเห็นและก็รู้สึกดีส่วนหนึ่งก็คือการที่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ออกมาแสดงพลังให้เห็นว่ามีความอึดอัดคับข้องกับการบริหารงานของรัฐบาลและผู้หลักผู้ใหญ่บางคนที่กดพวกเขาไว้ ด้วยกฎระเบียบที่ล้าสมัย  และความไม่ยุติธรรมหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นที่เขามองเห็นจากมุมมองของเขา และการชุมนุมประท้วงก็ไม่ได้ยืดเยื้อ ปิดบ้านปิดเมือง แค่ต้องการแสดงพลังให้รัฐบาลนี้เห็นว่าเขาไม่พอใจ 

ตรงนี้ผมคิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญน่าจะมีความเป็นไปได้ เพราะถ้าไม่มีพลังนี้ผมว่าพวก สว. จะไม่มีทางยอมให้มีการแก้รัฐธรรมนูญแน่ แต่ตอนนี้ผมว่ามีความหวังมากขึ้น ถ้ารัฐบาลเลิกไล่จับคน เลิกพูดว่ามีคนอยู่เบื้องหลังสักทีจะดีมาก รับฟังไป ถ้ามีโอกาสก็ชี้แจง และแสดงฝีมือให้เห็นซะทีว่าแก้ปัญหาได้ อยู่มาจะ 6-7 ปีแล้ว ผมถึงจะไม่ชอบยังไงก็ยังแอบเชียร์นะ เพราะบอกจริง ๆ ว่าถ้ามันตกลงไปมากกว่านี้ มันจะขึ้นมาได้ยากมาก อย่างเช่นคนเก่ง ๆ อย่างคลอปป์ก็ต้องใช้เวลาถึง 4 ปี กว่าจะพาลิเวอร์พูลกลับสู่ระดับที่เคยเป็นได้ (อ้าวเลี้ยวไปทีมรักจนได้ :) ) 

แต่ก็อยากฝากบอกว่าอย่ายกระดับการประท้วงจนไปถึงปิดบ้านปิดเมืองเลย ถ้าเขาหน้าด้านอยู่ต่อไปจริง ๆ โดยไม่สนใจ อีก 2 ปีกว่า ๆ ก็ได้เลือกตั้งกันแล้ว ลองทำตัวเคารพระบบ ตบหน้าพวกผู้ใหญ่บางคนที่ออกมาด่า ๆ อยู่ตอนนี้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองปิดบ้านปิดเมือง เขาให้เลือกตั้งก็ไม่เลือกเพราะกลัวแพ้ จนทหารมายึดอำนาจ  และลากยาวมาถึงตอนนี้ จนพวกเด็ก ๆ อึดอัดต้องออกมาแสดงพลัง 

เขียนมาสามย่อหน้ายังไม่เข้าประเด็นที่จะเขียนวันนี้เลย ประเด็นของวันนี้คือ ถ้าเราต้องการปฏิรูปองค์กรใด ๆ จำเป็นไหมที่เราจะต้องด้อยค่าองค์กร ต้องเกลียดคนในองค์กร และปฏิเสธสิ่งดี ๆ ที่เป็นความจริงมีหลักฐานประจักษ์ที่องค์กรเคยทำมา องค์กรที่ยืนยาวมาเป็นร้อยปี มันจะไม่มีสิ่งดี ๆ ที่ทำให้กับประเทศบ้างเลยหรือ  และจำเป็นไหมที่เราจะต้องไปโจมตีคนที่แสดงความรักความเคารพคนในองค์กร โดยไปตีตราว่าเขาเป็นพวกล้าหลัง ไม่อยากปฏิรูปองค์กร ไม่แน่ว่าเขาอาจจะคิดว่าควรให้มีการปฏิรูปก็ได้ แต่เขารักคนคนนี้ เขาก็แสดงความรัก เหมือนที่เขาทำในทุก ๆ ปี การทำแบบนี้ ดีไม่ดีมันจะเป็นการผลักคนที่อาจเห็นด้วยให้กลายเป็นอีกฝั่งหนึ่ง ผมเคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่าคนเราไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่โลกของมันมีแต่ 0 กับ 1 แต่คนเรานั้นมีหลากหลาย บางคนอาจอยากปฏิรูป แต่อาจเป็นคนละประเด็นกับที่มีคนเรียกร้อง บางคนอาจยังรักคนในองค์กร ยังระลึกถึงอดีตที่ดี ๆ (ในสายตาเขา) แต่ก็อาจเห็นด้วยว่ามันถึงเวลาต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างก็ได้

ส่วนตัวผมผมมองว่าทุกองค์กรถ้าถึงยุคปัจจุบันแล้วมีคนรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ คนเหล่านั้นก็มีสิทธิที่จะพูดได้ แต่ก็ควรจะพูดถึงเฉพาะประเด็นที่คิดว่าเป็นปัญหา ไม่จำเป็นต้องไปทำให้องค์กรดูเลวร้าย อะไรที่เขาทำดีไว้ก็ไม่จำเป็นต้องไปปฏิเสธ เพราะผมมองว่าการที่ต้องปฏิรูปมันไม่เกี่ยวกับสิ่งดี ๆ ที่ทำมา ยกตัวอย่างเช่น ผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง ในยุคหนึ่งเคยทำทีมได้แชมป์ แต่หลัง ๆ ระบบการเล่นล้าสมัย ทีมเริ่มตกต่ำ มันก็ไม่ผิดที่จะมีการพูดถึงการเปลี่ยนผู้จัดการทีม แต่การเปลี่ยนมีความจำเป็นไหมที่จะต้องไปพูดว่า ที่ทำทีมได้แชมป์ตอนนั้นมันฟลุ๊ก และคนที่ไม่อยากให้เปลี่ยนตัว ก็ไม่ควรจะอ้างแต่ว่าเขาเคยทำทีมได้แชมป์ ทั้งสองฝ่ายควรจะพูดคุยกันถกกันด้วยเหตุผล ไม่ไปก้าวล่วงอีกฝ่ายหนึ่ง และสุดท้ายแล้วมันอาจได้ข้อตกลงที่เห็นด้วยทั้งสองฝ่าย ดีต่อทีม และดีต่อตัวผู้จัดการทีมด้วย เช่นการดันผู้จัดการทีมขึ้นไปเป็นบอร์ดบริหารอาวุโส 

ขอปิดท้ายว่าสังคมประชาธิปไตยคือสังคมที่ยอมรับความเห็นต่าง และควรที่จะสามารถพูดคุยกันได้อย่างสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ พูดคุยกันด้วยความเคารพต่อกัน ไม่ใช่เอะอะก็ "ไม่พอใจก็ออกจากประเทศไปสิ" "ออกจากมหาวิทยาลัยไปสิ" "อย่ามาแบมือขอเงินนะถ้าไปประท้วง" "พ่อแม่น่ะเป็นสลิ่ม เป็นไดโนเสาร์ ไม่เข้าใจอะไรหรอก" อะไรแบบนี้ ถ้าจะปฏิรูปอะไรก็ปฏิรูปเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน ผมว่ามันสำคัญที่สุด ถ้าตรงนี้ปฏิรูปไม่ได้ ก็อย่าไปหวังเรื่องอื่น 

อังกฤษกลับลำเรื่องใช้ขั้นตอนวิธีเพื่อประมาณผลการสอบ

Students in South Staffordshire, England, protest the government’s use of an algorithm to estimate exam results. (Jacob King/AP)

หลังจากการประท้วงใหญ่ รัฐบาลอังกฤษเปลี่ยนการตัดสินใจที่จะใช้ขั้นตอนวิธีเพื่อประมาณค่าคะแนนสอบ A-level ที่ใช้ในการรับเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งสาเหตุที่ต้องใช้วิธีประมาณก็คือไม่สามารถจัดสอบได้ จากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่าขั้นตอนวิธีนี้ทำให้เด็กโรงเรียนเอกชนที่จ่ายค่าเทอมแพง ๆ ได้เปรียบ และทำให้นักเรียนที่มีภูมิหลังมาจากครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยเสียเปรียบ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนายก Boris Johnson บอกว่า เขาไม่มีข้อสงสัยกับขั้นตอนวิธีนี้เลย ผลสอบที่ได้เชื่อถือได้ และขึ้นกับผู้สมัครล้วน ๆ แต่หลังจากการประท้วงใหญ่ ก็ได้เปลี่ยนการตัดสินใจ และได้กล่าวคำขอโทษต่อเด็กและผู้ปกครองที่ทำให้กังวลใจ โดยบอกว่าผลที่เป็นทางการจะเทียบจากคะแนนที่ได้จากขั้นตอนวิธีกับการประเมินโดยครู อันไหนสูงกว่าก็เอาอันนั้น จากการสำรวจพบว่า ตัวขั้นตอนวิธีประเมินคะแนน A-level ของนักเรียนในอังกฤษประมาณ 40% ต่ำกว่าคะแนนที่ได้จากการประเมินโดยครู ซึ่งประเมินจากผลการเรียนที่ผ่านมา และการให้นักเรียนได้ทำข้อสอบจำลอง 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: The Washington Post

 เพิ่มเติมเสริมข่าว: 

อาจจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่คล้าย ๆ ในหนังสือ Weapons of Math Destruction ให้ระวังกันไว้ให้ดี ต่อไปอาจจะมีโมเดลแบบนี้มากขึ้น ดังนั้นก่อนจะเอาโมเดลวัดอะไรแบบนี้มาใช้ จะต้องมีการอธิบายวิธีการคำนวณอย่างชัดเจน โปร่งใสเข้าใจได้ และประชาชนก็ต้องพยายามรู้เท่าทัน ไม่ใช่อะไร ๆ ก็เชื่อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพราะจริง ๆ โปรแกรมมันทำงาน มันประมวลผลจากข้อมูลที่มันได้รับ การประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบัน คำว่าเอาขยะใส่เข้าไปก็จะได้ขยะออกมาก็ยังใช้ได้อยู่เสมอ


วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563

การแฮกที่ทำให้ระบบรู้จำใบหน้าคิดว่าคนอื่นเป็นคุณ

MICHAEL ALEO/UNSPLASH

นักวิจัยของ McAfee ใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อสาธิตให้เห็นว่าระบบรู้จำใบหน้าสามารถถูกหลอกให้ระบุว่าหน้าที่กำลังดูอยู่เป็นหน้าคนอื่น วิธีการก็คือเอารูป 1500 รูป จากสองโครงการเข้าสู่ขั้นตอนวิธีการแปลงรูปภาพที่เรียกว่า CycleGAN เพื่อให้เปลี่ยนภาพหนึ่งไปเป็นอีกภาพหนึ่ง จากนั้น CycleGAN จะสร้างภาพที่ดูด้วยตาเปล่าคือนาย A แต่ระบบการรู้จำใบหน้าจะระบุว่าเป็นนาย B นักวิจัยบอกว่าปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการช่วยระบุและยืนยันตัวตน แต่ถ้าเราใช้มันแบบหลับหูหลับตา และให้มันไปแทนระบบเดิมที่เคยขึ้นอยู่กับคนอย่างเดียวโดยไม่ตรวจสอบอีกครั้ง มันก็จะนำไปสู่จุดอ่อนที่ใหญ่กว่าที่เคยมีมา 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: MIT Technology Review

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563

NSA และ FBI เปิดเผยเครื่องมือแฮกจากรัสเซีย


Photo by Markus Spiske on Unsplash

National Security Agency (NSA) ของสหรัฐ และ Federal Bureau of Investigation (FBI) ได้ประกาศต่อสาธารณชนถึงเครื่องมือแฮกจากรัสเซียชื่อ Drovorub ซึ่งเป็นมัลแวร์ (malware) ที่เจาะระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Linux ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า  Drovorub เป็นคล้าย ๆ มีดพับสารพัดประโยชน์ของสวิส (Swiss Army knife) ที่ทำงานได้หลากหลายเช่นการขโมยไฟล์ การควบคุมคอมพิวเตอร์ของเหยื่อจากระยะไกล การประกาศการค้นพบ Drovorub นี้เป็นตัวล่าสุดที่ประกาศโดยรัฐบาลสหรัฐ เกี่ยวกับปฏิบัติการแฮกของรัสเซียก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Reuters

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563

แฮกเกอร์ชาวดัชแสดงให้เห็นว่าการแฮกระบบสัญญาณไฟทำได้ง่าย ๆ

เราอาจเคยเห็นในหนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่องถึงการแฮกระบบสัญญาณไฟจราจร แตาเอาจริง ๆ แล้วจากการสาธิตของนักวิจัยด้านความมั่นคงหลายคนเมื่อหลายปีก่อนแสดงให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ได้ทำกันง่าย ๆ เหมือนในหนัง เพราะใครที่จะทำต้องอยู่ในระยะสัญญาณวิทยุของไฟจราจรที่เป็นเป้าหมาย แต่ตอนนี้นักวิจัยชาวเนเธอร์แลนด์สองคนได้แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถแฮกไฟจราจรได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต 

[ภาพจาก Getty Images]

ในงานสัมมนาด้านแฮกเกอร์ Defcon นักวิจัยด้านความมั่นคงสองคนคือ Rik van Duijn และ Wesley Neelen ได้แสดงให้เห็นว่าเขาพบช้่องโหว่ในระบบ "intelligent transport" ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเข้าไปแทรกแซงระบบสัญญาณไฟจราจรในอย่างน้อย 10 เมืองในเนเธอร์แลนด์ การแฮกของเขาทำไดยหลอกระบบว่ามีจักรยานกำลังจะผ่านสี่แยก (จริง ๆ ไม่มี) จากนั้นไฟสัญญาณจราจรก็จะกลายเป็นไฟเขียวให้จักรยาน ส่วนรถอื่น ๆ ที่จะผ่านแยกก็จะได้สัญญาณไฟแดง ซึ่งพวกเขาบอกว่าถ้าระบบ "intelligent transport" นี้ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น และถูกแฮกแบบนี้ จะทำให้รถต้องหยุดรออยู่ที่แยกที่จริง ๆ แล้วไม่มีรถอะไรวิ่งผ่านเลย ซึ่งจะทำให้การจราจรติดขัดเป็นวงกว้าง นักวิจัยบอกว่าเขาสามารถสร้างจักยานปลอม ๆ นี้ได้จากที่บ้าน และทำได้พร้อม ๆ กันจากหลายสี่แยกด้วย 

จุดอ่อนของระบบนี้อยู่ที่ระบบสัญญาณไฟจราจรนี้ใช้ตำแหน่งของจักรยานจากแอปอย่าง Schwung และ CrossCycle ซึ่งเมื่อผู้ขี่จักรยานที่ใช้แอปนี้มาถึงสี่แยก ระบบก็จะได้ตำแหน่งของจักรยานและเปลี่ยนไฟเขียวให้กับจักรยาน นักวิจัยได้เขียนสคริปต์เพื่อป้อนข้อมูลหลอก ๆ ให้กับระบบสัญญาณไฟว่าตอนนี้มีโทรศัพท์ของนักขี่จักรยานกำลังจะผ่านแยก

อ่านข่าวเต็มได้ที่:  Wired


วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563

โมเดลการคำนวณที่ช่วยปรับปรุงการนำยาที่ทดลองในสัตว์มาใช้กับคน

ประมาณ 50% ของคนที่กินยารักษาลำไส้อักเสบอย่าง infliximab มีการต่อต้านหรือไม่มีการตอบสนองต่อการใช้ยานี้ นักวิทยาศาสตร์อาจเห็นปัญหานี้ได้ตั้งแต่แรกเริ่มในการผลิตยา ถ้าใช้ตัวแบบการคำนวณที่นักวิจัยจาก Purdue University และ Massachusetts Institute of Technology พัฒนาขึ้นเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนจากการทดลองยาในสัตว์มาสู่การทดลองทางคลีนิคกับคน  

ตัวแบบนี้ชื่อว่า TransComp-R ซึ่งนักวิจัยใช้มันเพื่อระบุกลไกทางชีววิทยาที่ถูกมองข้ามไป ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไข้ต่อต้านยา infliximab นักวิจัยบอกว่าตัวแบบนี้จะช่วยบอกได้ว่ายาตัวใดที่ควรจะย้ายจากการทดลองในสัตว์ไปทดลองในคน ถ้ามันมีปัจจัยที่จะทำให้ยานี้ใช้ไม่ได้กับคนเช่นการต่อต้านยา ตัวแบบนี้จะช่วยระบุได้ และจะช่วยแนะนำว่าจะจัดการการทดลองทางคลีนิคได้อย่างไร 

Doug Brubaker หนึ่งในนักวิจัยที่พัฒนา TransComp-R 
[ภาพจาก Purdue University photo/John Underwood]

TransComp-R รวบรวมผลการประเมินเป็นพัน ๆ ตัวอย่างจากตัวแบบที่ใช้กับสัตว์ ข้อมูลที่น้อยลงนี้จะช่วยอธิบายสาเหตุของความแตกต่างด้านชีววิทยาที่มีความเกี่ยวพันกันมากที่สุดระหว่างตัวแบบของสัตว์กับของคน  จากจุดนี้นักวิทยาศาสตร์จะสามารถฝึกสอนตัวแบบอื่น ๆ ให้ทำนายการตอบสนองต่อการรักษาที่มีต่อมนุษย์จากข้อมูลที่ถูกเลือกมาแล้วจากตัวแบบของสัตว์ได้ 

ในกรณีของ infliximab ปัญหาก็คือข้อมูลการทดลองที่ทำกับหนู และคนไม่เข้ากันด้วยความแตกต่างของประเภทการประเมินทางชีววิทยา ซึ่งตัว TransComp-R สามารถชี้ให้เห็นได้   

นักวิจัยบอกว่างานนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับสัตว์ประเภทอื่น โรคอื่น และปัญหาอื่น การที่สามารถระบุสิ่งที่มีผลแต่เฉพาะสัตว์แต่ไม่มีผลกับคน จะช่วยประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และความพยายามในการพัฒนายา

อ่านข่าวเต็มได้ที่:  Purdue University News

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563

งานด้านพัฒนาซอฟต์แวร์มีความต้องการเพิ่มขึ้นอีกครั้งแต่ทักษะที่เป็นที่ต้องการกำลังเปลี่ยนไป

Photo by Karl Pawlowicz on Unsplash

นักวิจัยจากบริษัทจัดหาคนระดับนานาชาติ Harvey Nash พบว่าในธุรกิจหลายภาคส่วนได้เปลี่ยนความต้องการประเภทของทักษะด้านเทคโนโลยี โดยความมั่นคงทางไซเบอร์ (cybersecurity) สถาปัตยกรรมแบบเอนเทอร์ไพรส์ (enterprise architecture) การเปลี่ยนแปลงองค์กร (organizational change) และทักษะด้านคลาวด์ (cloud) อยู่ในส่วนต้น ๆ ของความต้องการ โดยเมื่อปีที่แล้ว ข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ (big data and analytics) อยู่ในอันดับหนึ่ง ตามด้วยความมั่นคงทางไซเบอร์ สถาปัตยกรรมแบบเอนเทอร์ไพรส์ สถาปัตยกรรมเชิงเทคนิค (technical architecture) และ DevOps นักวิจัยบอกว่าภาคเทคโนโลยีนั้นเหมือนมีฉนวนป้องกันตัวจากปัญหาการระบาดของโรค เพราะภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนไปทำงานที่บ้าน ดังนั้นงานด้านเทคโนโลยีที่ชลอตัวลงจะเป็นส่วนของงานประจำเท่านั้น แต่ตอนนี้อัตราความต้องการก็กำลังเพิ่มขึ้นแล้ว โดยเฉพาะในด้านนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้ตอบคำถามให้ความช่วยเหลือ (helpdesk advisor) สถาปนิกระบบคลาวด์ (cloud architect) และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: ZDNet

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ภาพสามมิติใบหน้าของทารกจากอัลตราซาวด์เพื่อพ่อแม่ที่ตาบอด

Taylor Ellis อายุ 26 ถือรูปสามมิติจากภาพอัลตราซาวด์ของลูกของเธอ 
(Andrew Mangum for The Washington Post)

โรงพยาบาล Johns Hopkins ในบัลติมอร์สามารถสร้างตัวแบบสามมิติของหน้าของลูกของพ่อแม่ที่ตาบอด จากภาพถ่ายที่ได้จากอัลตราซาวด์ เพื่อช่วยให้พวกเขาได้ "เห็น" หน้าลูกของเขา ก่อนที่ลูกของเขาจะคลอดออกมา เหมือนกับพ่อแม่ที่ตาปกติทั่วไปที่จะได้เห็นหน้าลูกจากภาพอัลตราซาวด์ โดยแนวคิดนี้ได้มาจากการที่เมื่อหลายปีก่อนโรงพบาบาลได้ใช้เครื่องพิมพ์สามมิติพิมพ์ภาพกระดูกสันหลังของเด็กทารกที่ต้องผ่าตัดเพื่อรักษาโรค spina bifida เพื่อให้ทีมหมอผ่าตัดได้ฝึกฝนก่อนการผ่าจริง สำหรับการพิมพ์หน้าทารกแบบสามมิตินี้ จะใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมง และใช้วัสดุราคา $1.40

อ่านข่าวเต็มได้ที่: The Washington Post

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ตัวแบบเครือข่ายประสาทเทียมของ NIST สามารถเห็นอ็อบเจกต์เล็ก ๆ ในรูปที่ไม่ชัด

 

Credit: NIST

นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จาก U.S. National Institute of Standards and Technology (NIST) ได้สร้างตัวแบบเครือข่ายประสาทเทียมในการตรวจหารูปภาพทางเรขาคณิตเล็ก ๆ จากรูปที่ไม่ชัด นักวิจัยได้ปรับปรุงสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่พัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันที่ใช้วิเคราะห์รูปทางชีวการแพทย์ เพื่อใช้ดึงข้อมูลดิบออกมาจากรูปที่ถูกทำให้มีคุณภาพแย่ลงในการตีพิมพ์บทความในวารสาร นักวิจัยบอกว่าถึงแม้จุดประสงค์ของงานวิจัยนี้จะเป็นการหาข้อมูลที่หายไปเนื่องจากการตีพิมพ์ แต่งานนี้สามารถนำไปประยุกต์กับงานด้านอื่นที่ต้องการการตรวจจับวัตถุได้ด้วย เช่นรถขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ และการตรวจสอบเครื่องจักรเป็นต้น 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: NIST

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ตำรวจสิงคโปร์ทดลองใช้โดรนไร้คนขับในการบังคับการเว้นระยะห่างทางสังคม

ภาพจาก Reuters

หน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายในสิงคโปร์กำลังทดสอบการใช้โดรนไร้คนขับสองตัวในการช่วยบังคับการเว้นระยะห่างทางสังคม โดยใช้ติดตามการรวมกลุ่มกันและถ่ายวีดีโอส่งให้กับตำรวจ โดรนนี้เป็นของบริษัท Airobotics ซึ่งบริษัทบอกว่าบริษัทได้ระดมทุนมา $120 ล้านเหรียญ และใช้ $100 ล้านเหรียญในการลงทุนพัฒนาโดรนให้เช่าใช้ บริษัทบอกว่านี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่โดรนทางการค้าที่ทำงานโดยอัตโนมัติ ได้รับอนุญาตให้บินตรวจการในเมือง โดรนจะช่วยตรวจตราในพื้นที่ที่การเดินเท้าหรือรถของตำรวจเข้าไปไม่ถึง โดยปัจจุบันนอกจากสิงคโปร์แล้ว ยังมีภาคอุตสาหกรรมในอิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ที่ใช้โดรนของบริษัท  

อ่านข่าวเต็มได้ที่: The Daily Mail (U.K.)


วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2563

การเรียนรู้เชิงลึกทำให้วัคซีนมะเร็งเข้าใกล้ความจริง

Image credit: Pixabay (Free Pixabay license

นักวิจัยจาก India's International Institute of Information Technology Bangalore (IIIT Bangalore) ได้ออกแบบวิธีการเรียนรู้เชิงลึกที่จะช่วยให้การพัฒนาวัคซีนโรงมะเร็งสำหรับแต่ละคน โดยทำความเข้าใจกลไกทางชีวภาพระหว่างเซลล์มะเร็งกับระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ดีขึ้น 

ระบบภูมิคุ้มกันด้วยตัวของมันเองไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเซลล์ปกติกับเซลล์มะเร็ง วิธีการที่วัคซีนตัวนี้ทำงานก็คือสังเคราะห์เป๊ปไทด์ (peptide) จากภายนอก ซึ่งเมื่อฉีดให้กับคนไข้แล้วจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันระบุเซลล์มะเร็งได้ วิธีการก็คือการสร้างพันธะ (bond) ระหว่างเป๊ปไทด์ที่ถูกฉีกเข้าไปกับเซลล์มะเร็งในร่างกาย เนื่องจากเซลล์มะเร็งจะมีความแตกต่างกันในแต่ละคน ดังนั้นการเลือกเป๊ปไทด์ที่ถูกต้องจะต้องใช้การวิเคราะห์ที่จะทำให้ได้เป๊ปไทด์ที่กระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันอย่างเหมาะสม 

ความยากของวิธีนี้คือในตอนนี้ประชาคมทางวิทยาศาสตร์ยังขาดความเข้าใจว่าพันธะของเป๊ปไทด์ MHC (Major Histocompatibility Complex) เกิดขึ้นได้อย่างไร และความยากในการทดสอบทางคลีคนิคของโมเลกุลที่ต่างกันเป็นงานที่ใช้ทรัพยากรมหาศาล 

นักวิจัยจึงสร้างตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) ที่ชื่อว่า MHCAttnNet ขึ้น นักวิจัยบอกว่าตัวแบบนี้สามารถทำนายการเกิดพันธะของ เป๊ปไทด์ MHC ได้ดีกว่าวิธีการที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเน้นให้เห็นถึงสายลำดับย่อยของกรดอะมิโน (amino-acids) ที่น่าจะมีความสำคัญในการทำนายได้อีกด้วย

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Technology.org

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563

นักวิทยาศาสตร์ออกแบบอุปกรณ์สวมใส่ที่มีตัววัดเหงื่อเพื่อติดตามสุขภาพ

Photo by Nico Nazaire on Unsplash

นักวิจัยจาก  Tufts University ได้พัฒนาชุดวัดสัญญาณทางไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นที่สามารถวัดสัญญาณด้านสุขภาพหลายตัวจากเหงื่อของผู้ใส่ โดยอุปกรณ์นี้จะถูกเย็บเข้าไปในเสื่อผ้าด้วยเส้นด้ายพิเศษที่มีส่วนประกอบอิเลกโทรนิกส์ และการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่สามารถดึงข้อมูล จัดเก็บ และประมวลผลได้ตามเวลาที่ต้องการ เส้นด้ายนี้นอกจากใช้วิเคราะห์โรคที่เกิดขึ้นฉับพลันและเรื้อรังแล้ว ยังสามารถใช้ติดตามประสิทธิภาพของนักกีฬา และความปลอดภัยในที่ทำงานอีกด้วย โดยมันจะวิเคราะห์ระดับสัญญาณจากตัวบ่งชี้ทางชีวภาพจากเหงื่อที่เกิดขึ้นในขณะนั้นหลายตัวอย่างเช่น อิเลกโตรไลต์ (electrolyte) เมตาโบไลต์ (metabolite) พีเอช (pH) และฮอร์โมนความเครียดคอร์ติโซล (cortisol) 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: International Business Times

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ระบบ AI ของอินเทลระบุความคล้ายคลึงกันของโค้ดโปรแกรมสองชุด

MISIM
สถาปัตยกรรมของ MISIM 
[ภาพจาก VentureBeat]

นักวิทยาศาสตร์ของอินเทลร่วมกับนักวิจัยจาก Massachusetts Institute of Technology และ Georgia Institute of Technology บอกว่าพวกเเขาได้พัฒนาเครื่องที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติในการบอกว่าโค้ดโปรแกรมสองชุดทำงานเหมือนกันหรือไม่ ถึงแม้โค้ดทั้งสองจะมีโครงสร้างที่แตกต่างกันและใช้ขั้นตอนวิธีที่แตกต่างกัน โดยวิธีนี้ใช้ AI และการเรียนรู้ของเครื่องในการสรุปว่าโปรแกรมจะทำอะไร เครื่องนี้มีชื่อว่า Machine Inferred Code Similarity (MISIM) โดยนักวิจัยบอกว่ามันทำงานได้เร็วกว่าวิธีที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบันถึง 40 เท่า เครื่องนี้สามารถนำไปใช้ในงานได้หลากหลายตั้งแต่การแนะนำโค้ด ไปจนถึงการตรวจแก้จุดบกพร่อง (debugging) ของโปรแกรมโดยอัตโนมัติ 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: VentureBeat

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563

นักวิทยาศาสตร์ต้องเปลี่ยนชื่อของยีนเพราะไมโครซอฟท์เอกซ์เซล

DNA (deoxyribonucleic acid) structure, illustration.
KTSDESIGN/SCIENCE PHOTO LIBRARY via Getty Images

แม้ว่าระบบจัดรูปแบบอัตโนมัติของไมโครซอฟท์เอกซ์เซลเป็นระบบที่มีประโยชน์ที่ช่วยให้เราพิมพ์ข้อมูลได้เร็วขึ้น แต่ในหลาย ๆ ครั้งมันก็ก่อให้เกิดความสับสน ตัวอย่างหนึ่งของความสับสนนี้คือ  HUGO Gene Nomenclature Committee (HGNC) ต้องออกคู่มือการตั้งชื่อยีน (gene) ของคน เพื่อป้องกันไม่ให้เอกซ์เซลจัดรูปแบบมันเป็นวันที่ ตัวอย่างเช่นยีนชื่อ MARCH1 (Membrance Associaed Ring-CH-Type Finger 1) พอไปพิมพ์ในเอกซ์เซลมันจะแปลงเป็น 1-Mar ซึ่งก็คือวันที่ 1 มีนาคม ในปัจจุบันยีนดังกล่าวมีชื่อว่า MARCHF1 เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ 

ชื่อยีน 27 ตัว ต้องถูกเปลี่ยนชื่อในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากเอกซ์เซล ผู้ประสานงานของ HGNC บอกว่านี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะจากการศึกษาในปี 2016 พบว่าบทความด้านพันธุกรรมห้าบทความได้รับผลกระทบจากโปรแกรมเอกซ์เซล 

จริง ๆ แล้ววงการวิทยาศาสตร์เคยเปลี่ยนชื่อยีนมาแล้ว เพื่อลดข้อผิดพลาดจากการสืบค้นข้อมูล หรือเหตุผลด้านความไม่สบายใจของคนไข้ แต่ตอนนี้มันเป็นผลจากการออกแบบซอฟต์แวร์โดยตรง 

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการจัดรูปแบบอัตโนมัติสามารถสร้างปัญหาได้ และนี่คือสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: engadget

 

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2563

อิฐพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ช่วยซ่อมกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน

Scientists Engineer 3D-Printed Bricks That Aid in Bone and Soft Tissue Repair
[ภาพจาก  Oregon Health & Science University]


นักวิจัยจาก Oregon Health & Science University ได้สร้างอิฐที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่สามารถใช้ซ่อมแซมกระดูกที่หัก และเนื้อเยื่ออ่อนที่ถูกทำลาย อิฐนี้จะเป็นลูกบาศก์ขนาด 0.6 นิ้ว ที่เอามาประกอบกันได้เหมือนเลโก้ (Lego) โดยมันสามารถทำหน้าที่เป็นโครง (scaffold) ให้ทั้งเนื้อเยื่อที่แข็งและอ่อนถูกปลูกขึ้นมาใหม่ ด้วยการใส่เจลจำนวนหนึ่งที่มีองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการเติบโตเข้าไปในส่วนที่เป็นรูของก้อนอิฐ แล้วนำมันไปใส่ไว้ในจุดที่ต้องการที่สุด โดยอิฐนี้สามารถนำมาประกอบกันได้หลายรูปแบบเพื่อซ่อมแซมกระดูกที่แตก ผลการศึกษาจากการทดลองกับกระดูกของหนูพบว่า มันสามารถสร้างการเติบโตของหลอดเลือดได้เป็น 3 เท่า เมื่อเทียบกับการใช้วัสดุที่ใช้ทำโครงแบบเดิมที่ใช้กันอยู่ 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Interesting Engineering

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563

กุ้มใจ

ไม่ได้ฟังเพลงวันศุกร์กันมานานแล้วนะครับ อาการเดิมกลับมาอีกแล้วครับ เพลงวนเวียนอยู่ในหัว คราวนี้เป็นเพลงไทยจังหวะสนุก ๆ ของอัสนี-วสันต์ครับ ไม่รู้ว่าทันกันไหมนะครับ เพลงจังหวะสนุก ๆ แต่ต้องสารภาพว่าจนป่านนี้ผมยังไม่รู้ว่าเพลงนี้เขาอยากสื่ออะไร เดาเอาว่าให้สะกดภาษาไทยให้ถูก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นในยุคนี้น่าจะมีเพลง นะคะ นะค่ะ น่าจะดีนะครับ ไปฟังเพลงกันครับ ขอให้มีความศุกร์กันในวันศุกร์ กับ #ศรัณย์วันศุกร์ ครับ


AI ทำนายมะเร็งต่อมลูกหมากได้แม่นยำเกือบสมบูรณ์

Prostate Biopsy AI Cancer
ภาพเนื้อเยื่อที่มีความน่าจะเป็นที่จะเป็นมะเร็ง 
[ภาพจาก Ibex Medical Analytics]

นักวิจัยจาก University of Pittsburgh และ University of Pittsburgh Medical Center (UPMC) ได้ฝึกสอนให้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) สามารถจำแนกและระบุคุณลักษณะของมะเร็งต่อมลูกหมากได้ด้วยอัตราแม่นยำสูงสุดในปัจจุบัน นักวิจัยใช้รูปภาพจากสไลด์ของเนื่อเยื้อย้อมสีจากเนื้อเยื่อของคนไข้ในการฝึกสอน AI จากนั้นทดสอบกับสไลด์จำนวน 1600 สไลด์จากคนไข้ 100 คนที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ผลการทดลองพบว่าอัตตราที่ AI บอกว่าเป็น และคนไข้เป็นจริง ๆ อยู่ที่ 97% และอัตราที่ AI บอกว่าไม่เป็น และคนไข้ไม่เป็นจริง ๆ อยู่ที่ 98% 

อ่านข่าวเต็มได้ที่: SciTechDaily