วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

เรื่องน่ารู้ 10 ประการของการจีบ (flirt)

วันนี้วันศุกร์ขอเรื่องเบา ๆ สักเรื่องแล้วกันนะครับ อันนี้เป็นบทความที่เจอบนหน้าแรกของ Yahoo! ก่อนที่จะเข้าไปเช็คอีเมลครับลองอ่านดูเป็นการผ่อนคลายครับ

1. คนที่จีบกันจะมีจำนวนเซลเม็ดเลือดขาวมาก ซึ่งการที่มีเซลเม็ดเลือดขาวมากนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย (อันนี้น่าจะใช้เป็นข้อแก้ตัวได้นะครับ เวลาถูกแฟนจับได้ว่ากำลังจีบคนอื่นอยู่ ก็บอกว่ากำลังเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย :) )
2. คนเราใช้สัญญาณที่แสดงการจีบกันอยู่ 52 สัญญาณ และสัญญานที่ใช้มากที่สุดคือการเสยผม (อย่างผมนี่เสยบ่อยเลย คือผมมันยาวเข้าตาน่ะ อย่างนี้สาว ๆ ครึ่งค่อนเมืองไม่คิดว่าผมจีบเขาอยู่หรือนี่)
3. ในบางแห่งการแสดงท่าทางการจีบกันบางอย่างเป็นเรื่องที่ผิด เช่นในนิวยอร์คผู้ชายที่จ้องมองผู้หญิงนาน ๆ โดยส่อเจตนาทางเพศจะถูกปรับ $25 (อันนี้คุ้น ๆ คล้ายกับกฏที่เพิ่งจะออกมาใช้กับข้าราชการเมื่อเร็ว ๆ นี้)
4. ไม่ต้องรอถึงวันศุกร์หรอกที่จะจีบ จากบทความเขาบอกว่าคนที่ขับรถ(ในอเมริกา) ร้อยละ 62 จะจีบกัน และร้อยละ 31 จากคนที่จีบกันนั้นจะจบลงด้วยการออกเดท (เอแล้วประเทศไทยล่ะ สงสัยตอนขับรถต้องสังเกตบางแล้วว่ามีใครกำลังจีบเราอยู่ไหม :) )
5. การจีบไม่ต้องเห็นหน้ากันก็ได้ จากการสำรวจพบว่าร้อยละ 40 ของคนที่หาคู่ออนไลน์จะจีบกันผ่านทางอีเมลหรือการส่งข้อความ (ก็แหงล่ะ เรื่องอย่างนี้ต้องบอกด้วยหรือ)
6. ในยุควิคตอเรียการใช้พัดสื่อความหมายได้หลายอย่างเช่น การวางพัดไว้ที่ข้างหัวใจหมายความว่าคุณได้รักจากฉันแล้ว หรือการกางพัดออกครึ่งหนึ่งแล้วแตะที่ริมฝีปากหมายความว่าคุณจูบฉันได้ ซ่อนสายตาอยู่ข้างหลังพัดที่กางออกแล้วหมายความว่า ฉันรักคุณ การเปิดปิดพัดหลาย ๆ ครั้งหมายความว่า คุณใจร้ายมาก (ในบทความบอกยังว่าจะถือพัดไว้ทำไมนี่ไม่เห็นเอามาพัดเลย อันนี้เห็นด้วย)
7. ปัจจุบันคนใช้โทรศัพท์มือถือกว่าครึ่งส่งข้อความจีบกันกับชู้รักของตัวเองเมื่อต้องอยู่ห่างกัน (นั่นสิไทเกอร์ วู้ดส์ ถึงโดนเมียจับได้ )
8. ระวังอย่าทำมากเกินไป จากการวิจัยพบว่าหลาย ๆ ครั้งคนที่จีบกันนั้นทำผิดพลาดด้วยการสบตากันมากเกินไป (เอ แล้วมันเป็นยังไงหว่า หรือกลัวจับได้ว่ากำลังโกหกอยู่ว่ายังไม่มีแฟน)
9. บางครั้งเราอาจตีความหมายผิด ๆ เกี่ยวกับการจีบ จากการวิจัยพบว่าผู้ชายมักจะตีความหมายที่แสดงออกถึงมิตรภาพว่าเป็นการจีบ (เอ้าผู้ชายทั้งหลายเข้าข้างตัวเองให้น้อย ๆ หน่อย)
10. การจีบกันนั้นเป็นสากล ผู้คนที่มีความแตกต่างกันในด้านต่าง ๆ เวลาจะแสดงท่าทางจีบกันก็จะมีลักษณะเหมือน ๆ กัน เช่นยิ้ม หัวเราะคิกคัก แม้แต่สัตว์ก็มีการจีบกันเช่นกัน (ในบทความบอกว่าถ้าแม้แต่สัตว์ก็ยังจีบกัน ถ้างั้นจะรออะไรอยู่ จีบกันเลย เห็นด้วย แต่จีบแฟนตัวเองนะ ไม่งั้นอาจไม่มีโอกาสมีชีวิตอยู่ไปจีบใครอีกเลย)

ที่มา Math.com on Yahoo!

จะต้องมีคนตายอีกกี่รายจึงจะแก้ปัญหานักเรียนนักเลงได้

สวัสดีครับ วันนี้วันศุกร์จริง ๆ ควรจะเขียนเรื่องเบา ๆ นะครับ แต่จากข่าวที่เด็กอายุ 9 ขวบ ถูกยิงตายจากการไล่ล่ากันทะเลาะกันของพวกนักเรียนนักเลงนี่ทำให้ผมรุ้สึกหดหู่ใจและเศร้าใจมากจนอยากจะมาระบายความรู้สึก และเสนอความคิดเห็นต่อประเด็นนี้เสียหน่อย ต้องบอกเลยว่าเด็กที่โดนยิงอายุเท่าลูกชายคนเล็กของผมเลยครับ และพี่ชายของเขาที่รอดมาได้ก็อายุเท่ากับเจ้าคนโตของผม มันทำให้ผมยิ่งรู้สึกว่ามันมีความรู้สึกร่วมกับครอบครัวของผู้สูญเสีย ตอนนี้ผมกับภรรยายังขับรถไปส่งและไปรับทั้งสองคนอยู่ แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็คงต้องให้เขาเดินทางกันเองโดยใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แต่มาเห็นเหตุการณ์แบบนี้เข้าก็ยิ่งทำให้รู้สึกไม่อยากจะปล่อยให้เขาเดินทางกันเองเลยครับ ระบบขนส่งสาธารณะบ้านเราลำพังตัวรถเมล์เองก็ไม่ปลอดภัยอยู่แล้ว เช่นออกรถจนเด็กตกลงมาบ้าง แข่งกันเข้าป้่ายจนไปชนคนรอรถตายบ้าง แล้วก็ยังเรื่องนักเรียนนักเลงพวกนี้อีก

สำหรับเรื่องนักเรียนนักเลงนี้จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยนะครับมันอยู่คู่กับสังคมเรามานานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็กคนพวกนี้ก็ยกพวกตีกันก่อความเดือดร้อนกับคนอื่นอยู่แล้ว แต่คำถามคือทำไมเราจึงยังแก้ปัญหาพวกนี้ไม่ได้ ปล่อยจนมีคนไม่รู้เรื่องรู้ราวต้องตายไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ พอตายกันขึ้นมาทีก็มานั่งประชุมแก้ปัญหากันที ก็ไอ้เรื่องเดิม ๆ แหละครับ ประเภทจะต้องจับตาดูกลุ่มพวกหัวโจก ต้องดูแลไม่ให้มีการซ่องสุมอาวุธ เสร็จแล้วมันก็เงียบหายไป จนมีคนตายขึ้นมาใหม่ก็มาพูดกันเรื่องเดิมอีก ผมว่าเราต้องทำอะไรให้เด็ดขาดกว่านี้แล้วนะครับ เช่นถ้าจะต้องปิดโรงเรียนในฐานะควบคุมดูแลไม่ได้ก็ต้องทำ คนผิดเมื่อจับได้แล้วก็ต้องลงโทษตามกฏหมายอย่างเด็ดขาด หมดเวลาที่จะมาบอกว่าเป็นเยาวชนแล้วทำผิดต้องให้อภัย เพราะจากตัวอย่างที่ผ่านมาจะเห็นว่าแทนที่จะทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้สำนึก กลับเป็นว่าเด็กกลุ่มนี้กลายเป็นรู้ว่าเดี๋ยวก็ได้รับการอภัย

ในความเห็นของผมผมว่าปัญหาหลักมันอยู่ที่รุ่นพี่บางกลุ่มครับ ซึ่งอาจารย์ในโรงเรียนน่าจะรู้ดีว่าเป็นกลุ่มไหน ทำไมผมจึ่งบอกว่าเป็นที่รุ่นพี่ เพราะลองคิดดูนะครับว่าเด็กนักเรียนอาชีวะนั้นก่อนจะมาเรียนอาชีวะเขาก็เรียนโรงเรียนธรรมดาใช่ไหมครับ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ยกพวกไปตีกับใครหรือไปยิงใครที่ไหน แต่ทำไมพอก้าวเข้าอาชีวะไปได้ไม่ถึงปีก็ไปมีเรื่องมีราวถึุงกับกล้าไปไล่ยิงคนอื่นได้ แสดงว่าต้องถูกล้างสมองจากรุ่นพี่ชั่ว ๆ นี่แหละ ดังนั้นทางโรงเรียนน่าจะต้องมีมาตรการกีดกันไม่ให้รุ่นพี่เลว ๆ เหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องกับน้องใหม่ที่เข้ามา และถ้ามีหลักฐานอะไรก็ไล่ออกไปหรือแจ้งตำรวจจับเข้าคุกไปเลย แน่นอนครับคงจะไปโทษไอ้พวกรุ่นพี่ชั่ว ๆ ฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้ ทางครอบครัวเองและโรงเรียนประถม-มัธยมจะต้องเสริมสร้างทุนชีวิตให้กับเด็กโดยสอนให้เขารู้จักเลือกที่จะคบคน กล้าที่จะปฏิเสธที่จะทำในสิ่งที่ไม่ดี คือต้องให้เขามีสิ่งที่เรียกว่าหิริโอตัปปะ ซึ่งก็คือการละอายต่อการทำบาป และเกรงกลัวผลที่เกิดจากการทำบาป ผมคิดว่าคุณธรรมข้อนี้มันเริ่มจะเลือนหายไปจากสังคมของเรานะครับต้องนำมันกลับมา อีกจุดหนึ่งก็คือทางบ้านและโรงเรียนจะต้องสร้างความไว้ใจให้เขากล้่าที่จะไปปรึกษาเมื่อเกิดปัญหาขึ้น เขาจะได้ไม่ไปคบกับคนชั่วคนเลวที่ทำเป็นเข้าใจเขาแต่มีจุดประสงค์เลวร้ายที่จะเปลี่ยนเขาให้เป็นคนชั่วเหมือนตัวเอง

สุดท้ายนี้ผมก็อยากภาวนาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ขอให้เป็นเหตุการณ์สุดท้ายอย่าให้เกิดขึ้นอีกเลย ขอขอบคุณตำรวจที่จับคนยิงได้แล้ว และขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครับของผู้สูญเสียด้วยครับ

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ไปลองแอร์พอร์ตลิงก์มาแล้วครับ

ผมได้มีโอกาสไปลองใช้บริการแอร์พอร์ตลิงก์หรือถ้าจะเรียกให้ถูกจริง ๆ ก็ต้องเรียกว่าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาครับ ว่าจะมาเขียนเล่าให้ฟังตั้งแต่วันที่ไปขึ้นมาแล้วครับ แต่ไม่มีเวลาเลย เลยลากยาวมาถึงวันศุกร์นี่แหละครับ เริ่มเลยแล้วกันนะครับ

วันจันทร์ที่ผมไปเป็นวันที่แอร์พอร์ตลิงก์เปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์เป็นวันแรก ซึ่งผมก็คาดหวังว่าอะไรต่าง ๆ น่าจะพร้อมแล้ว แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คาดครับ เริ่มจากป้ายบอกทางต่าง ๆ ก็ยังดูสับสนอยู่ (แต่อันนี้อาจเป็นเพราะผมยังไม่ชินเองก็ได้) ต้องอาศัยเดิน ๆ ตามกันไป ส่วนขบวนที่ผมจะขึ้นก็เจอเลยครับสิ่งที่เกิดขึ้นกับรถไฟไทยมาทุกยุคทุกสมัยนั่นคือดีเลย์ครับ ก็คือช้ากว่ากำหนดไป 15 นาที แต่ทางการรถไฟเขาเข้าใจทำนะครับคือเขาประกาศว่ารถไฟจะมาถึงใน 5 นาที และอีก 5 นาทีต่อมาเขาก็ประกาศอีกว่ารถไฟจะมาถึงใน 5 นาที ทำอย่างนี้ 3 ครั้ง 15 นาทีพอดีครับ แต่ฟังเหมือนดีเลย์แค่ 5 นาที

หลังจากที่ได้ขึ้นรถไปสิ่งแรกที่สังเกตเห็นก็คือประตูปิดเสียงดังมากและดูเหมือนจะแรงมากครับ เรียกว่าเป็นการขู่พวกที่ชอบยืนขวางประตุได้ผลนะครับผมว่า เพราะถ้าใครลองไปยืนขวางและถูกหนีบนี่ดูแล้วน่าจะมีสิทธิขาดสองท่อนได้ แต่ที่ชอบก็คือเสียงตอนที่หยุดและเปิดประตุให้ผู้โดยสารขึ้นลงนี่เป็นเสียงระฆังรถไฟแบบเดิมครับซึ่งผมว่ามันคลาสสิกดี

สำหรับสภาพตัวรถก็ดูใหม่ดีครับ แต่พอลองมองออกไปตรงรางรถไฟตอนรถใกล้จะเข้าสถานีเห็นสนิมขึ้นเต็มเลย ก็เลยดูไม่ดีนิดหน่อย แต่ถ้าคิดจริง ๆ รางนี่เขาก็วางกันมาเป็นปีแล้วโดนฝนเข้าก็อาจเป็นสนิมได้ แต่ก็ทำให้ความรู้สึกเห่อว่าเป็นของใหม่หมดไปเล็กน้อย ส่วนในเรื่องของการวิ่งของรถไฟนี่ไม่นิ่มเหมื่อน BTS หรือ MRT บอกได้เลยว่ายังมีลักษณะเอกลักษณ์ของรถไฟธรรมดาอยู่มีกระตุกมีโคลงเคลงอยู่บ้างเป็นบางช่วง

ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ให้บริการดีครับแม้ดู ๆ ว่าจะยังสับสนอยู่บ้าง แต่ที่ต้องรีบปรับปรุงนี่ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องหาเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาอังกฤษได้มาประจำไว้บ้าง เพราะผมเดินผ่านไปเห็นชาวต่างชาติไปสอบถามข้อมูลแต่เจ้าหน้ายังไม่สามารถสื่อสารได้ดีนัก อันนี้สำคัญนะครับเพราะแอร์พอร์ตลิงนี้น่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้บริการเป็นจำนวนมาก

อีกจุดหนึ่งก็คือเรื่องของที่จอดรถเพื่อให้คนมาจอดรถทิ้งไว้แล้วเดินทางไปทำงานผมว่าก็น่าจะทำให้มากกว่านี้นะครับ ตอนนี้เท่าที่ทราบก็มีที่มักกะสัน แต่ที่อื่นถ้าสามารถทำได้ก็น่าจะทำให้คนหันมาสนใจมากขึ้น และอย่าคิดค่าจอดแพงนะครับ ตอนผมไปลองขึ้นนี่ผมเอารถไปจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตอนแรกว่าจะไปแป๊บเดียวแล้วรีบกลับมา ปรากฏว่าพอลงที่มักกะสันก็เลยลองเดินต่อไปขึ้น MRT เข้าไปหาอะไรทานแถว ๆ ย่านรัชดา ปรากฏว่าพอกลับมาขับรถออกจากสนามบินเจอค่าจอดรถไป 145 บาท :(

โดยสรุปผมก็ดีใจครับที่เราสามารถใช้เจ้าแอร์พอรต์ลิงก์นี้ได้เสียที เพราะน่าจะเป็นระบบขนส่งมวลชนที่มีประโยชน์มากอีกอันหนึ่ง และน่าจะเป็นก้าวใหม่ของรถไฟไทยที่จะพัฒนาบริการใหม่ ๆ เช่นรถไฟความเร็วสูงให้เราได้ใช้กันต่อไป ในการบริการวันแรก ๆ ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกคนก็น่าจะช่วยให้ปัญหาต่าง ๆ หมดไปในอนาคตอันใกล้นี้ ขอเป็นกำลังใจให้นะครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เกี่ยวกับ 3G ในประเทศไทย จากความเห็นของ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ กทช.

ผมได้อ่าน Time Line ใน Twitter เกี่ยวกับเรื่อง 3G ในประเทศไทย ซึ่ง พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ (@DrNatee39G ) หนึ่งในกรรมการ กทช. ได้ tweet มาเล่าให้ follower ฟังกัน ซึ่ง พ.อ.ดร.นที บอกว่าจริง ๆ แล้วได้ให้สัมภาษณ์ทาง DM (direct message) กับคุณปานระพี @panraphee จากช่อง 3 ไปแล้วรอบหนึ่งแต่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์จึงเอามา tweet ให้ follwer อีกที ผมก็เลยสรุปประเด็นมาเล่าให้ฟังกัน และเสริมความคิดเห็นส่วนตัวลงไปบ้างนะครับ

ผมคงไม่นำมาเล่าทั้งหมดนะครับ ถ้าใครอยากดูข้อความทั้่งหมดก็ขอเชิญไปดูจาก twitter ของ พ.อ.ดร.นที ได้ แต่ผมอยากจะสรุปเฉพาะประเด็นที่คิดว่าน่าสนใจมาให้อ่านกัน ประเด็นแรกก็คือในประเทศไทยเราเปิดประมูล 3.9G ไม่ใช่ 3G แล้วมันต่างกันยังไง จริง 3.9G ก็คือเทคโนโลยี 3G แต่มีความเร็วมากขึ้น คือข้อกำหนดพื้นฐานของ 3G มีความเร็วอยู่ที่ 2 Mbps แต่ 3.9G จะอยู่ที่ 42 Mbps พ.อ.ดร.นที สรุปง่าย ๆ ว่า 3.9G ก็คือเวอร์ชัน 3G ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน และถ้าเราประกาศว่าเราจะเปิด 3.9G จะทำให้เราประกาศตัวเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่จะใช้เทคโนโลยีนี้พร้อมกับญี่ปุ่น แต่ถ้าเราประกาศ 3G เราจะกลายเป็นประเทศรองบ๊วยในอาเซียนที่ใช้ 3G (ประเทศบ๊วยนี่คือประเทศอะไรใครทราบบ้างครับ) อันนี้คิดว่า พ.อ.ดร.นที คงพูดตลก ๆ นะครับ คงไม่มีใครคิดจะทำวิธีนี้ในการหนีบ๊วยหรอกนะครับ

คำถามต่อไปคือทำไมไม่ประกาศ 4G ไปเลย คำตอบก็คือ มาตรฐานของ 4G จะกำหนดชัดเจนในปีหน้า และอาจต้องรออุปกรณ์อีก 3-4 ปี ส่วน 3G จะให้ประโยชน์อะไรบ้างคำตอบก็คือบริการ broadband จะไปอย่างทั่วถึง จะสามารถครอบคลุมประชากรถึงร้อยละ 80 ของประเทศได้โดยใช้ระยะเวลาน้อยกว่า 4 ปี โดย ADSL ปัจจุบันใช้ได้กับประชากรร้อยละ 10 เท่านั้น การมีบริการ 3G จะช่วยให้เราสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ ได้ และเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน ให้ทั้งคนเมืองและชนบทมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารมากขึ้น

นอกจากนี้ พ.อ.ดร.นที ยังได้พูดถึงโครงการต่อจาก 3G ว่าก็คือโครงการที่ในเมืองใหญ่ ๆ จะมีบริการผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสงทีเรียกว่า Fiber to the Home (FTTH) ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ตัวผมเองเห็นด้วยว่าดีมาก และควรจะมีได้ตั้งนานแล้ว ในส่วนตัวผมมองว่าถ้าจุดใดสามารถที่จะเดินสายได้ก็ควรจะเดินสาย เพราะการสื่อสารแบบมีสายเช่นนี้จะเสถียรและมีประสิทธิภาพมากกว่าไร้สาย

จริง ๆ พ.อ.ดร.นที ยังได้พูดถึงเรื่องการประมูลใบอนุญาตว่าแตกต่างจากสัมปทานอย่างไร แต่ผมคงไม่มาพูดถึงในที่นี้นะครับ ขอพูดถึงแต่ในแง่มุมที่น่าจะทำให้เรามองเห็นประโยชน์ และอนาคตของเครือข่ายโทรคมนาคมในบ้านเรา เราก็มานับวันรอกันที่จะได้ใช้เครือข่าย broadband ความเร็วสูงกันเถอะครับ และช่วยภาวนาให้มันเสถียร และราคาอยู่ในจุดที่พอรับได้ด้วยนะครับ

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและวิชาการ

สวัสดีครับ สำหรับวันนี้ผมมีหน่วยงานหน่วยงานหนึ่งมาแนะนำให้รู้จักกันครับ หน่วยงานนี้มีชื่อว่าสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและวิชาการ เคยได้ยินไหมครับ สำหรับผมเพิ่งจะเคยได้ยินเมื่อวันพุธที่ผ่านมานี่เอง คือในสัปดาห์นี้วันจันทร์ถึงวันพุธผมได้ไปเป็นวิทยากรอบรมเรื่อง UML ให้้กับบุคลากรของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ในวันพุธซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการอบรม ผมก็ได้ขึ้นไปทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารและได้ไปเจอหน่วยงานนี้มาออกบูธอยู่ (ถ้ามาเริ่มออกวันพฤหัสผมก็คงยังไม่รู้ว่ามีหน่วยงานนี้) ด้วยความที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนก็เลยเดินเข้าไปสอบถามดูเพราะคิดว่าเป็นหน่วยงานเกิดใหม่ แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ใหม่มากนะครับเพราะเป็นหน่วยงานที่ผ่านพระราชกฤษฎีการเมื่อวันที่ 28 ก.ย. พ.ศ. 2545 และเริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 สำหรับหน่วยงานนี้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการจัดประชุมและวิชาการในประเทศไทยครับ ฟัง ๆ ดูก็น่าจะคล้าย ๆ กับพวกรับจัดงานแต่งงานหรืองานอีเวนต์ต่างๆ นะครับ โดยจากแผ่นพับที่เขาแจกมาเขามีแพกเกจที่จะช่วยเชิญวิทยากร มีการจัดกิจกรรมสร้างความสามัคีให้กับทีมงาน การตรวจสุขภาพพื้นฐานให้พนักงาน การจัดคาราโอเกะ และอาหารกล่องด้วย สำหรับใครที่สนใจก็เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ของหน่วยงานนี้ได้ที่นี่ครับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและวิชาการ แต่เท่าที่ผมเข้าไปดูรู้สึกว่าจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์นะครับ อ้อเขามี twitter ด้วยนะครับคือ @MeetInThailand