แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #ศรัณย์วันศุกร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #ศรัณย์วันศุกร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ปราสาททราย

เพื่อให้เข้าสถานการณ์ ภูเก็ตปราสาททราย ของนายกประเทศสารขัณฑ์ เราไปฟังเพลงและดูเนื้อเพลงประสาททรายของสุรสีห์ อิทธิกุล อดีตศิลปิน นักดนตรี และโปรดิวเซอร์ที่โด่งดังคนหนึ่งของไทยกันดีกว่าครับ ไปฟังเพลงเพราะ ๆ แต่อาจจะเศร้านิด ๆ และก็ได้แต่หวังว่าโครงการภูเก็ตประสาททรายของใครบางคนจะไม่แหลกสลายลงไปกับตาเหมือนในเนื้อเพลงนะครับ ไปฟังเพลงกันครับ



และนี่คือเนื้อเพลงครับ

กว่าจะรวมจิตใจ
เก็บทรายสวยสวยมากอง
ก่อปราสาทสักหลัง
ก่อกำแพงประตู
ก่อสะพานสร้างเป็นทาง
ทำให้เป็นดังฝัน
ก่อนที่ฉันจะได้เห็นทุกอย่าง
อย่างที่ฝันที่ฉันทุ่มเท
น้ำทะเลก็สาดเข้ามา
ไม่เหลืออะไรเลย
แหลกสลายลงไปกับตา
เหลือเพียงทรายที่ว่างเปล่า
กับน้ำทะเลเท่านั้น
ไม่เหลืออะไรเลย
จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน
ไร้กำลังจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม
ทีละเล็กละน้อย
ที่คอยสะสมความดี
มีให้เธอเท่านั้น
ก่อเป็นความเข้าใจ
แต่งเติมความหมายด้วยกัน
คอยถึงวันที่หวัง
ก่อนที่ฉันจะได้พบความสุข
อย่างที่ฉันฝันไว้ทุกวัน
เธอก็พลันมาจากฉันไป
ไม่เหลืออะไรเลย
แหลกสลายลงไปกับตา
เหลือเพียงใจที่ว่างเปล่า
กับฉันคนเดียวเท่านั้น
ไม่เหลืออะไรเลย
จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน

ขอให้ปลอดภัยเอาชีวิตรอดจากวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ครับ... 

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ขอเพียงช่วงเวลาหนึ่ง

ไม่ได้เขียนศรัณย์วันศุกร์มาซะนาน วันนี้มาฟังเพลงกันก็แล้วกันครับ เอาอีกแล้วครับที่มีเพลงหนึ่งวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในหัวตลอดเวลา สำหรับเพลงที่จะชวนกันฟังในวันนี้ก็คือ One Moment in Time ครับ ซึ่งเป็นเพลงประจำกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1988 ที่โซล เกาหลีใต้ ซึ่งก็ผ่านมา 23 ปีแล้ว และคนร้องซึ่งคือ  Whitney Houston ก็เสียชีวิตไปแล้ว แต่เพลงนี้ฟังยังไงก็ไม่เบื่อนะครับ ไปฟังเพลงกันก่อนครับ เอาเวอร์ชัน Whitney Houston ก่อนครับ



และแถมอีกเวอร์ชันที่ผมก็ชอบของ Dana Winner ครับ



 

เพราะจริง ๆ นะครับ 

คราวนี้มาดูเนื้อเพลงกันครับ

Each day I live

I want to be

A day to give

The best of me

I'm only one

But not alone

My finest day

Is yet unknown

I broke my heart

Fought every gain

To taste the sweet

I face the pain

I rise and fall

Yet through it all

This much remains

I want one moment in time

When I'm more than I thought I could be

When all of my dreams are a heartbeat away

And the answers are all up to me

Give me one moment in time

When I'm racing with destiny

Then in that one moment of time

I will feel

I will feel eternity

I've lived to be

The very best

I want it all

No time for less

I've laid the plans

Now lay the chance

Here in my hands

Give me one moment in time

When I'm more than I thought I could be

When all of my dreams are a heartbeat away

And the answers are all up to me

Give me one moment in time

When I'm racing with destiny

Then in that one moment of time

I will feel

I will feel eternity

You're a winner for a lifetime

If you seize that one moment in time

Make it shine

Give me one moment in time

When I'm more than I thought I could be

When all of my dreams are a heartbeat away

And the answers are all up to me

Give me one moment in time

When I'm racing with destiny

Then in that one moment of time

I will be

I will be

I will be free

I will be

I will be free


ชีวิตทุกวันของฉัน

ฉันอยากจะอยู่

ในวันที่ฉันจะให้

สิ่งที่ดีที่สุดของฉัน

ฉันตัวคนเดียว

แต่ก็ไม่ได้เปล่าเปลี่ยว

วันที่ดีที่สุดของฉัน

ยังไม่รู้จะมาเมื่อไหร่

ฉันหักห้ามใจตัวเอง

ต่อสู้กับทุกอย่างเพื่อให้ได้มา

เพื่อที่จะได้ลิ้มรสความหวาน

ฉันต้องเผชิญกับความเจ็บปวด

ฉันพุ่งขึ้นแล้วก็ร่วงหล่นลงมา

แม้ว่าฉันจะผ่านมันมาทั้งหมดแล้ว

มันก็มีสิ่งที่เหลืออยู่อีกมากมาย

ฉันขอเพียงช่วงเวลาหนึ่ง

ช่วงเวลาที่ฉันเป็นได้มากกว่าที่ฉันเคยคิดไว้

เมื่อความฝันทั้งปวงของฉันอยู่ห่างออกไปแค่จังหวะหัวใจเต้น

และคำตอบทั้งหมดขึ้นอยู่กับฉันเพียงผู้เดียว

ขอเพียงช่วงเวลาหนึ่งให้ฉันเถอะ

ช่วงเวลาที่ฉันได้แข่งขันกับโชคชะตา

และในช่วงเวลานั้น

ฉันจะรู้สึก

ฉันจะรู้สึกถึงความเป็นนิรันดร์

ฉันใช้ชีวิต

เพื่อให้เป็นที่สุด

ฉันต้องการมันทั้งหมด

ไม่มีเวลาให้กับสิ่งที่ไม่สำคัญ

ฉันวางแผนมาตลอด

ตอนนี้ก็คว้าโอกาส

ซึ่งอยู่ในมือของฉัน

ขอเพียงช่วงเวลาหนึ่งให้ฉันเถอะ

ช่วงเวลาที่ฉันเป็นได้มากกว่าที่ฉันเคยคิดไว้

เมื่อความฝันทั้งปวงของฉันอยู่ห่างออกไปแค่จังหวะหัวใจเต้น

และคำตอบทั้งหมดขึ้นอยู่กับฉันเพียงผู้เดียว

ขอเพียงช่วงเวลาหนึ่งให้ฉันเถอะ

ช่วงเวลาที่ฉันได้แข่งขันกับโชคชะตา

และในช่วงเวลานั้น

ฉันจะรู้สึก

ฉันจะรู้สึกถึงความเป็นนิรันดร์

คุณจะเป็นผู้ชนะตลอดชีวิตของคุณ

ถ้าคุณคว้าช่วงเวลาหนึ่งนั้นเอาไว้ได้

ทำให้มันเปล่งประกายออกมา

ขอเพียงช่วงเวลาหนึ่งให้ฉันเถอะ

ช่วงเวลาที่ฉันเป็นได้มากกว่าที่ฉันเคยคิดไว้

เมื่อความฝันทั้งปวงของฉันอยู่ห่างออกไปแค่จังหวะหัวใจเต้น

และคำตอบทั้งหมดขึ้นอยู่กับฉันเพียงผู้เดียว

ขอเพียงช่วงเวลาหนึ่งให้ฉันเถอะ

ช่วงเวลาที่ฉันได้แข่งขันกับโชคชะตา

และในช่วงเวลานั้น

ฉันจะเป็น
ฉันจะเป็น
ฉันจะเป็นอิสระ
ฉันจะเป็น
ฉันจะเป็นอิสระ 


ถือว่าเป็นการต้อนรับโอลิมปิกที่ญี่ปุ่นปีนี้ (ถ้าจัดได้) ด้วยแล้วกันนะครับ ขอให้ปลอดภัยจากโควิดครับ

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564

สวัสดีปีใหม่ 2564 (2021)

Photo by Moritz Knöringer on Unsplash

สวัสดีปีใหม่ครับ ศรัณย์วันศุกร์วันนี้มาในวันปีใหม่พอดี เนื่องจากวันเริ่มต้นของปีนี้เป็นวันศุกร์ และเมื่อเริ่มต้นด้วยวันศุกร์ ก็หวังว่ามันจะเป็นปีที่ทำให้เรามีความสุขกันทุกคนนะครับ 

ในวันนี้ผมก็อยากจะเริ่มต้นด้วยการมองย้อนไปในปีที่แล้วจากการเขียนบทความลงในบล็อกนี้ของผมแล้วกันนะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านบล็อกนะครับ เริ่มจากต้นปีมียอดวิวอยู่ที่ประมาณ 120,000 กว่าวิว จนถึงวันสุดท้ายของปีมียอดวิว  150,000 กว่าวิว ถ้าเอากลม ๆ ก็คือ ปีนี้มีผู้เข้ามาอ่านบล็อกทั้งหมดประมาณ 30,000 กว่าครั้ง ก็ขอขอบคุณอีกครั้งครับ

ถึงแม้ผมจะทำสำเร็จตามที่ตั้งปณิธานไว้ในปีที่แล้ว คือสรุปข่าวไอทีเขียนลงบล็อกวันละหนึ่งเรื่อง แต่บทความที่ถูกอ่านมากที่สุดกลับเป็นบทความเกี่ยวกับอ.วีระกับ Apple ซึ่งโพสต์ไว้เมื่อ 8 ปีที่แล้ว กับบทความสรุปให้ฟังอีกครั้งซึ่งเขียนในปีที่แล้ว ส่วนสรุปข่าวไอทีที่เขียนให้อ่านทุกวันก็พอมียอดอ่านอยู่บ้าง ก็หวังว่าในปีนี้จะเข้ามาอ่านกันให้มากขึ้นนะครับ ซึ่งผมจะพยายามคัดสรรเรื่องที่น่าสนใจมาให้อ่านกันต่อไปครับ ส่วนศรัณย์วันศุกร์ก็จะพยายามหาเรื่องที่น่าสนใจมาเขียนให้บ่อย ๆ ขึ้นในทุก ๆ วันศุกร์ครับ 

และสำหรับใครที่สนใจบทความด้าน Computing ก็ขอฝากบล็อกนี้ของผมไว้ด้วยครับ ซึ่งเอาจริง ๆ ปีที่แล้วก็ไม่ได้เขียนมากนัก เนื่องจากไม่มีเวลา เพราะจัดสรรเวลาแต่ในปีนี้ผมตั้งใจว่าจะเขียนให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละบทความครับ 

ในปีนี้ปณิธานของผมที่ตั้งใจจะทำให้ได้ก็คือจัดสรรเวลาให้ดีขึ้นเพื่อจะได้มีเวลาพัฒนาตัวเองตามที่ตั้งใจไว้มาหลายปีแล้ว  และดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อที่จะได้มีกำลังดูแลคนในครอบครัว และเมื่อแก่ตัวลงมากกว่านี้จะได้ไม่เป็นภาระของคนในครอบครัวครับ ส่วนใครที่มีปณิธานอะไรก็ขอให้ทำได้ตามที่ตั้งใจไว้นะครับ

ขอให้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคนครับ 

 


วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ปีที่ไม่น่าจดจำกำลังจะผ่านไป

หลังจากไม่ได้เขียนศรัณย์วันศุกร์มาพักหนึ่ง วันศุกร์นี้ก็ขอเขียนซะหน่อยแล้วกันนะครับ เพราะมันเป็นศุกร์สุดท้ายของปีที่ไม่น่าจดจำปีหนึ่งทีเดียว ทั้ง ๆ ที่เลขของปีสวยงามมากคือ 2020 นิตยสาร Times ถึงกับใช้รูปนี้เป็นหน้าปก และบอกว่ามันเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดตั้งแต่เคยมีมา 


จริง ๆ ศุกร์สุดท้ายของปีนี้คือวันคริสมาสต์พอดี ซึ่งควรเป็นช่วงของการเฉลิมฉลองแต่เนื่องจากสถานการณ์ของโลกในปีนี้ นั่บตั้งแต่ไฟป่าตามที่ต่าง ๆ และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งไม่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น และเมื่อถึงเดือนสุดท้ายของปี กลับดูหมือนจะแย่ลงไปอีก และผลกระทบของ COVID ไม่เป็นเพียงแต่ด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบไปถึงปัญหาเศรษฐกิจอีกด้วย 

ในส่วนประเทศของเรานั้น รัฐบาลเลือกที่จะไม่ให้มีการแพร่ระบาดในประเทศ โดยในตอนต้นนั้นเน้นด้านเดียว โดยแทบจะทิ้งมิติด้านเศรษฐกิจไปเลย พอสถานการณ์ดีแล้วจึงกลับมามองด้านเศรษฐกิจ ซึ่งก็ไม่รู้จะทันไหม แต่ขณะที่กลไกเศรษฐกิจกำลังจะเดินไป ก็เกิดมีการแพร่ระบาดระลอกใหม่เกิดขึ้นมาในเดือนสุดท้ายของปี ซึ่งในบล็อกนี้ผมจะไม่โทษใครแล้วกันนะครับ เอาเป็นว่ามันเกิดขึ้นแล้ว และก็หวังว่ารัฐบาลจะมองเห็นจุดบกพร่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จากการแก้ปัญหาในรอบแรก และไม่ให้มันเกิดซ้ำอีกในรอบนี้ (แต่ดู ๆ แล้ว อาจหวังไม่ได้ เพราะเอาง่าย ๆ ตอนนี้หน้ากากอนามัยก็เริ่มแพง และอาจจะขาดตลาดอีกแล้ว) 

ส่วนตัวถ้าถามว่าปีนี้มีผลกระทบอะไรไหม ก็มีญาติคนหนึ่งต้องเสียชีวิตไปในปีนี้ (ไม่ใช่จาก COVID) แต่นอกจากนั้นแล้วต้องบอกว่า โดยส่วนตัวก่อนเดือนสุดท้ายของปีก็ถือว่าไม่มีอะไรนะครับ สุขภาพก็ยังใช้ได้ การงานอาจหนักขึ้นหน่อย เนื่องจากต้องมาเปลี่ยนการเรียนการสอนออนไลน์อย่างกระทันหัน แต่ในอีกแง่หนึ่งก็ทำให้ได้ทักษะด้านการจัดทำสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ในปีนี้ผมได้สร้างนิสัยในการโพสต์ข่าวด้านวิทยาการทุกวันเป็นเวลาจะครบปีแล้ว ทีมฟุตบอลที่เชียร์คือลิเวอร์พูลก็ได้แชมป์ (แต่เอาจริง ๆ ผลงานลิเวอร์พูลนั้นดีมาก ๆ ในปี 2019 นะครับ พอเข้ามา 2020 ก็ดรอปลงไป แต่อาศัยว่าทำดีมาก่อนหน้าแล้วก็เลยได้แชมป์ไปอย่างสบาย) คนรอบตัวก็ไม่มีใครติด COVID 

แต่พอเข้าเดือนสุดท้ายของปี ก็เริ่มโดนกับเขาบ้าง เริ่มจากอุบัติเหตุรถยนต์เล็ก ๆ น้อย ซึ่งต้องบอกว่าผมไม่ได้ขับรถที่เกิดอุบัติเหตุโดยมีสาเหตุมาจากตัวเองมาเป็นสิบปีแล้วนะครับ พอวันที่ 2 ของเดือนสุดท้ายก็โดนเลย แต่มันก็เป็นอะไรที่เล็กน้อยมาก 

แต่เหตุการณ์ที่แย่กว่านั้นมากก็คือ แม่ผมหกล้มครับ และเป็นการหกล้มในบ้าน ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะแม่ก็เดินจากห้องนอน ห้องน้ำ ห้องพระ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันไม่เกิน 3 เมตร มาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว พื้นก็ไม่ลื่น ไม่มีอะไรขวางให้สะดุดได้ แต่วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม น่าจะประมาณเที่ยง แม่ก็ล้มลงแถว  ๆ ห้องพระ ปกติแม่จะถือของมือหนึ่ง อีกมือจะถือไม้เท้า หรือไม่ก็เอาไว้คอยจับ แต่วันนั้นแม่บอกว่าไม่รู้นึกอะไร จึงถือของเต็มทั้งสองมือ และแม่ก็ล้มครับ ซึ่งในตอนแรกก็นึกว่าน่าจะแค่ช้ำ เพราะเป็นการล้มในบ้าน พืนก็เป็นพื้นไม้ แต่แม่ปวดมากขยับไม่ได้ เลยเรียกรถพยาบาลมารับไปโรงพยาบาล ปรากฏว่ากระดูกสะโพกหักสามท่อน หมอถามหลายรอบมากว่าไม่ใช่ล้มนอกบ้านนะ สุดท้ายก็ต้องผ่าตัดครับ และนอนโรงพยาบาลสิบกว่าวัน จึงออกมาพักฟื้นที่บ้านได้ ดูเอาเถอะครับ เรื่องไม่น่าเกิดก็เกิด และไม่น่าหนักก็หนัก แต่คิดในแง่ดีคือการผ่าตัดออกมาปลอดภัย เพราะการผ่าตัดแบบนี้ในคนสูงอายุ มีความเสี่ยงมากมาย แต่สุขภาพโดยรวมของแม่ค่อนข้างดี ไม่เป็นเบาหวานอะไรพวกนี้ ก็เลยไม่เป็นอะไรมากนอกจากเจ็บแผลผ่าตัด 

ก็หวังว่าจากนี้ไปจะไม่มีอะไรแล้วนะครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลายเรื่องก็เกิดจากปัจจัยภายนอกตัวที่ตัวเราเองคุมไม่ได้ อย่างการระบาดของ COVID แต่หลายเรื่องก็เกิดจากตัวเราเอง อย่างการเกิดอุบัติเหตุของรถผม หรือการล้มของแม่ ถ้าเราตั้งสติดี ๆ เหตุการณ์นี้ก็คงไม่เกิด 

สรุปปีนี้สิ่งที่เหมือนเดิมอย่างหนึ่งก็คือเวลายังคงผ่านไปเร็วมาก ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายใด ๆ เวลาก็เดินหน้าของมันต่อไป และผมก็ยังมีหลายอย่างที่ตั้งใจว่าจะทำก็ยังทำไม่เสร็จ บางอันยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำเหมือนเดิม :( แต่เราก็คงต้องมองต่อไปข้างหน้าครับ อะไรที่มันผ่านไปแล้ว เราก็ดูก็จำเก็บไว้เป็นบทเรียนเหมือนที่ผ่าน ๆ มา และก็ตั้งเป้าหมายของเราต่อไป และก็หวังว่าปีหน้าเหตุการณ์โดยรวมของโลก และของประเทศจะดีขึ้น หวังว่าเราจะมีวัคซีนป้องกัน COVID ที่ได้ผล และมีปริมาณเพียงพอให้ทุกคนได้ฉีดกัน หวังว่าปีหน้าประเทศของเราจะมีรัฐบาลที่ดีกว่านี้ หรือต่อให้เป็นชุดนี้ ก็ขอให้เขามีปัญญาที่จะนำพาประเทศผ่านวิกฤติต่าง ๆ ไปได้โดยไม่ตกต่ำจนคนที่จะเข้ามากอบกู้ต้องใช้เวลานานเป็นหลายปี เหมือนลิเวอร์พูลที่ต้องรอถึง 30 ปี ก่อนจะกลับมาถึงจุดที่ตัวเองเคยเป็นได้ 

สุดท้าย สุขสันต์วันคริสมาต์และสวัสดีปีใหม่ 2564, 2021 ขอให้เป็นปีที่ดีครับ

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

สาวเผาจุดสำคัญของแฟนหนุ่มเนื่องจากมันไม่สู้

ผู้หญิงชาวฮ่องกงคนถูกพิพากษาให้จำคุก 3 ปี 5 เดือน ในข้อหาทำร้ายร่างกายแฟนหนุ่มของตัวเอง ตามข่าวบอกว่าสาวคนนี้อายุ 39ปี ใช้ไดร์เป่าผมเผาจุดสำคัญของแฟนตัวเองหลังจากที่เขาทำให้มันแข็งตัวไม่ได้ ตามข่าวบอกว่าผู้ญิงคนนี้ใช้ไดร์เป่าผมเผาจุดนั้นจนเป็นแผลพุพองไปหมด ยิ้งไปกว่านั้นเธอยังกระแทกหัวเขากับกำแพง และเอาน้ำร้อนลวกต้นขาด้วย ตามคำกล่าวของหมดที่รักษาผู้ชายบอกว่า ทั้งคู่มาพบเขาและบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ตัวผู้หญิงยังถามด้วยว่าแฟนของเธอจะมีเซ็กส์ได้อีกเมื่อไหร่ 

ในการให้การกับศาลผู้หญิงคนนี้บอกว่าเธอต้องพบจิตแพทย์หลังจากได้อ่านข่าวของตัวเอง และเมื่อปลายปีที่แล้วเธอถึงกับคิดจะฆ่าตัวตาย ส่วนในคำตัดสินของศาลบอกว่าถึงแม้ผู้ต้องหาจะมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย แต่ก็ไม่มีรายงานความผิดปกติทางจิตอื่น ๆ อย่างไรก็ตามเธอกำลังเข้ารับการปรึกษาเพื่อกำจัดความเครียด 

ตามข่าวบอกว่าแฟนของเธอได้ขอเธอแต่งงานในปี 2018 แต่พ่อของเธอไม่อนุญาตให้สองคนคบกัน อย่างไรก็ตามข่าวบอกว่าเธอให้สัมภาษณ์ว่าเธอไม่มีความสุขในเรื่องเพศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะแฟนของเธอไม่ค่อยแข็งตัว โดยจะแข็งตัวได้เพียงไม่กี่วินาที แต่เธอก็ยังบอกว่าเธอรักเขามาก 

ใครอยากเห็นหน้าตาของเธอดูได้จากข่าวเลยครับ 

อ่านแล้วก็ยังสงสัยนะครับ ว่าจริง ๆ มันยังไงกัน ทำไมผู้ชายยอมให้เผาอยู่ได้โดยไม่ทำอะไร และยังถูกจับเอาหัวกระแทกกำแพงอีก ดูจากรูปผู้หญิงก็ไม่ได้ตัวใหญ่อะไร และผู้ชายก็ไม่ได้ตัวเล็ก 

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563

If we burn you burn with us

 ไม่ได้เขียน #ศรัณย์วันศุกร์มาหลายศุกร์เพราะไม่ว่าง ศุกร์นี้ก็ยังไม่ว่าง แต่รู้สึกอยากเขียน มันมีอะไรหลายอย่างที่ประดังประเดเข้ามาในสถานการณ์ตอนนี้ แต่พอจะลงมือเขียนจริง เรื่องต่าง ๆ มันเยอะซะจนถ้าเขียนอาจต้องนั่งเขียนและเรียบเรียงเป็นเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งไม่มีเวลามากขนาดนั้น พอดีนึกถึงฉากนี้ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งการชูสามนิ้วก็มาจากหนังเรื่องนี้แหละครับ คิดว่ามันน่าจะพูดแทนใจคนหลาย ๆ คนได้ 

Katniss Everdeen:

I have a message for President Snow: You can torture us, and bomb us, or burn our districts to the ground. But do you see that? Fire Is Catching... If we burn... you burn with us!.

ฉันมีข้อความจะฝากถึง ประยุทธ์ เอ๊ยไม่ใช่ ประธานาธิบดี Snow แกอาจฉีดน้ำผสมสาร เอ๊ยไม่ใช่ ทรมานเรา ยิงแก๊สน้ำตา เอาอีกแล้วไม่ใช่ ทิ้งระเบิดหรือเผาเขตของเราจนราบเป็นหน้ากลอง แต่แกเห็นนั่นไหม เปลวไฟได้ถูกจุดขึ้นแล้ว ถ้าเราต้องมอดไหม้ แกก็ต้องมอดไหม้ไปกับเราด้วย

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563

การสรุปความที่น่าจะเก่งมาก ๆ จากวรณคดีไทย

เมื่อหลายวันก่อน ช่วยภรรยาขนของ คุณภรรยาก็ทวนว่าครบเจ็ดชิ้นแล้วใช่ไหม ก็มีอาขยานบทที่เคยท่องมาตั้งแต่เด็กแว่บขึ้นมาในหัว ก็เลยตอบไปว่า "เป็นเจ็ดชิ้นสิ้นเรื่องอรทัย" จำได้ไหมครับว่ามาจากเรื่องอะไร  หรือไม่เคยเรียนกันแล้ว แต่สงสัยเด็กรุ่นหลัง ๆ จะไม่ได้เรียนกันจริง ๆ เพราะลูก ๆ ตอนเรียนอยู่ก็ไม่เคยมาท่องให้ฟัง บทอาขยานนี้มาจากเรื่องสังข์ทองครับ ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 2 

พอนึกถึงอาขยานนี้ได้ก็เลยทำให้นึกถึงสิ่งที่น่าจะเป็นความสามารถหนึ่งที่นักวิจัยน่าจะมีกันก็คือความสามารถในการสรุปความครับ การเขียนบทคัดย่อในการวิจัย การเขียนบทการทบทวนวรรณกรรมก็ต้องใช้ความสามาถในการสรุปความ หรือการเขียนบทสรุปในงานวิจัยก็เช่นกัน 

สำหรับคนที่ไม่เคยท่องบทอาขยานนี้มาก่อนนะครับ มาดูกันครับ 

ชิ้นหนึ่งทรงครรภ์กัลยา

คลอดลูกออกมาเป็นหอยสังข์

ชิ้นสองต้องขับเที่ยวเซซัง

อุ้มลูกไปยังพนาลัย

ชิ้นสามเมื่ออยู่ด้วยยายตา

ลูกยาออกช่วยขับไก่

ชิ้นสี่กัลยามาแต่ไพร

ทุบสังข์ป่นไปกับนอกชาน

ชิ้นห้าบิตรุงค์ทรงศักดิ์

ให้จับตัวลูกรักมาจากบ้าน

ชิ้นหกจองจำทำประจาน

ให้ประหารฆ่าฟันไม่บรรลัย

ชิ้นเจ็ดเพชฌฆาตเอาลูกยา

ไปถ่วงลงคงคาน้ำไหล

เป็นเจ็ดชิ้นสิ้นเรื่องอรไท

ใครใครไม่ทันจะสงกา

ซึ่งเหตุการณนี้เป็นตอนที่พระนางจันเทวีแม่ของพระสังข์ ซึ่งทำงานเป็นแม่ครัวอยู่ในวังของท้าวสามล (พ่อตาพระสังข์) สลักชิ้นฟักทำอาหารให้พระสังข์ เพื่อให้รู้ว่าแม่อยู่ที่นี่ 

ซึ่งจะเห็นนะครับว่าเป็นการสรุปความช่วงชีวิตของพระสังข์ได้ชัดเจนและกระชับที่สุด และสำหรับคนอ่านอย่างเรา ๆ ต่อให้ไม่ได้อ่านเรื่องพระสังข์มาตั้งแต่ต้น มาอ่านแค่ตรงนี้ก็แทบจะรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว จริงไหมครับ นอกจากนี้ผู้ประพันธ์ยังคงแสดงความประชดประชันของเมียหลวง ที่ต่อว่าพ่อกลาย ๆ ให้ลูกฟังด้วยนะครับ อย่าง 

"ชิ้นห้าบิตรุงค์ทรงศักดิ์ 

ให้จับตัวลูกรักมาจากบ้าน

ชิ้นหกจองจำทำประจาน

ให้ประหารฆ่าฟันไม่บรรลัย

ชิ้นเจ็ดเพชฌฆาตเอาลูกยา

ไปถ่วงลงคงคาน้ำไหล" 


ซึ่งถ้าจะพูดภาษาชาวบ้าน ๆ ก็คือ ดูพ่อผู้ยิ่งใหญ่ของลูกสิ และดูเขาทำกับลูกสิ 

ถ้าจะว่าไปพระเอกอย่างพระสังข์นี่เอาจริง ๆ ก็ชอบซุกตัวอยู่ในเปลือกเพื่อหนีปัญหานะครับ ตอนเด็กก็แอบอยู่ในหอยสังข์ ทั้ง ๆ ที่ควรจะออกมาแสดงตัวกับแม่ จนสุดท้ายแม่ต้องมาทุบหอยสังข์ทิ้งไป และสุดท้ายก็ยังมาซุกตัวอยู่ในชุดเจ้าเงาะอีก จนเดือดร้อนไปถึงพระอินทร์ต้องแปลงกายมาทำท่าจะยึดเมืองท้าวสามล ถึงยอมถอดรูปเงาะออกมา 

แต่จะว่าไปก็ยังดีกว่าคนที่แอบย่องเข้าหาผู้หญิงทั้งที่ยังอยู่ในผ้าเหลือง เจ้าชู้ไปทั่ว แล้วยังผ่าท้องเมียเอาลูกมาทำกุมารทองอีก 

อ้าวว่าจะพูดเรื่องความสามารถในการสรุปความ ทำไมกลายเป็นวิจารณ์พระเอกในวรณคดีไทยได้ จบดีกว่า ขอให้มีความสุขในวันหยุดยาวนี้ครับ 

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563

การจะปฏิรูปองค์กรใด ๆ จำเป็นที่จะต้องด้อยค่าองค์กรด้วยหรือ

วันศุกร์นี้ขอพูดเรื่องหนัก ๆ สักวันแล้วกันนะครับ ต้องบอกก่อนว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ สิ่งที่ผมเห็นและก็รู้สึกดีส่วนหนึ่งก็คือการที่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ออกมาแสดงพลังให้เห็นว่ามีความอึดอัดคับข้องกับการบริหารงานของรัฐบาลและผู้หลักผู้ใหญ่บางคนที่กดพวกเขาไว้ ด้วยกฎระเบียบที่ล้าสมัย  และความไม่ยุติธรรมหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นที่เขามองเห็นจากมุมมองของเขา และการชุมนุมประท้วงก็ไม่ได้ยืดเยื้อ ปิดบ้านปิดเมือง แค่ต้องการแสดงพลังให้รัฐบาลนี้เห็นว่าเขาไม่พอใจ 

ตรงนี้ผมคิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญน่าจะมีความเป็นไปได้ เพราะถ้าไม่มีพลังนี้ผมว่าพวก สว. จะไม่มีทางยอมให้มีการแก้รัฐธรรมนูญแน่ แต่ตอนนี้ผมว่ามีความหวังมากขึ้น ถ้ารัฐบาลเลิกไล่จับคน เลิกพูดว่ามีคนอยู่เบื้องหลังสักทีจะดีมาก รับฟังไป ถ้ามีโอกาสก็ชี้แจง และแสดงฝีมือให้เห็นซะทีว่าแก้ปัญหาได้ อยู่มาจะ 6-7 ปีแล้ว ผมถึงจะไม่ชอบยังไงก็ยังแอบเชียร์นะ เพราะบอกจริง ๆ ว่าถ้ามันตกลงไปมากกว่านี้ มันจะขึ้นมาได้ยากมาก อย่างเช่นคนเก่ง ๆ อย่างคลอปป์ก็ต้องใช้เวลาถึง 4 ปี กว่าจะพาลิเวอร์พูลกลับสู่ระดับที่เคยเป็นได้ (อ้าวเลี้ยวไปทีมรักจนได้ :) ) 

แต่ก็อยากฝากบอกว่าอย่ายกระดับการประท้วงจนไปถึงปิดบ้านปิดเมืองเลย ถ้าเขาหน้าด้านอยู่ต่อไปจริง ๆ โดยไม่สนใจ อีก 2 ปีกว่า ๆ ก็ได้เลือกตั้งกันแล้ว ลองทำตัวเคารพระบบ ตบหน้าพวกผู้ใหญ่บางคนที่ออกมาด่า ๆ อยู่ตอนนี้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองปิดบ้านปิดเมือง เขาให้เลือกตั้งก็ไม่เลือกเพราะกลัวแพ้ จนทหารมายึดอำนาจ  และลากยาวมาถึงตอนนี้ จนพวกเด็ก ๆ อึดอัดต้องออกมาแสดงพลัง 

เขียนมาสามย่อหน้ายังไม่เข้าประเด็นที่จะเขียนวันนี้เลย ประเด็นของวันนี้คือ ถ้าเราต้องการปฏิรูปองค์กรใด ๆ จำเป็นไหมที่เราจะต้องด้อยค่าองค์กร ต้องเกลียดคนในองค์กร และปฏิเสธสิ่งดี ๆ ที่เป็นความจริงมีหลักฐานประจักษ์ที่องค์กรเคยทำมา องค์กรที่ยืนยาวมาเป็นร้อยปี มันจะไม่มีสิ่งดี ๆ ที่ทำให้กับประเทศบ้างเลยหรือ  และจำเป็นไหมที่เราจะต้องไปโจมตีคนที่แสดงความรักความเคารพคนในองค์กร โดยไปตีตราว่าเขาเป็นพวกล้าหลัง ไม่อยากปฏิรูปองค์กร ไม่แน่ว่าเขาอาจจะคิดว่าควรให้มีการปฏิรูปก็ได้ แต่เขารักคนคนนี้ เขาก็แสดงความรัก เหมือนที่เขาทำในทุก ๆ ปี การทำแบบนี้ ดีไม่ดีมันจะเป็นการผลักคนที่อาจเห็นด้วยให้กลายเป็นอีกฝั่งหนึ่ง ผมเคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่าคนเราไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่โลกของมันมีแต่ 0 กับ 1 แต่คนเรานั้นมีหลากหลาย บางคนอาจอยากปฏิรูป แต่อาจเป็นคนละประเด็นกับที่มีคนเรียกร้อง บางคนอาจยังรักคนในองค์กร ยังระลึกถึงอดีตที่ดี ๆ (ในสายตาเขา) แต่ก็อาจเห็นด้วยว่ามันถึงเวลาต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างก็ได้

ส่วนตัวผมผมมองว่าทุกองค์กรถ้าถึงยุคปัจจุบันแล้วมีคนรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ คนเหล่านั้นก็มีสิทธิที่จะพูดได้ แต่ก็ควรจะพูดถึงเฉพาะประเด็นที่คิดว่าเป็นปัญหา ไม่จำเป็นต้องไปทำให้องค์กรดูเลวร้าย อะไรที่เขาทำดีไว้ก็ไม่จำเป็นต้องไปปฏิเสธ เพราะผมมองว่าการที่ต้องปฏิรูปมันไม่เกี่ยวกับสิ่งดี ๆ ที่ทำมา ยกตัวอย่างเช่น ผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง ในยุคหนึ่งเคยทำทีมได้แชมป์ แต่หลัง ๆ ระบบการเล่นล้าสมัย ทีมเริ่มตกต่ำ มันก็ไม่ผิดที่จะมีการพูดถึงการเปลี่ยนผู้จัดการทีม แต่การเปลี่ยนมีความจำเป็นไหมที่จะต้องไปพูดว่า ที่ทำทีมได้แชมป์ตอนนั้นมันฟลุ๊ก และคนที่ไม่อยากให้เปลี่ยนตัว ก็ไม่ควรจะอ้างแต่ว่าเขาเคยทำทีมได้แชมป์ ทั้งสองฝ่ายควรจะพูดคุยกันถกกันด้วยเหตุผล ไม่ไปก้าวล่วงอีกฝ่ายหนึ่ง และสุดท้ายแล้วมันอาจได้ข้อตกลงที่เห็นด้วยทั้งสองฝ่าย ดีต่อทีม และดีต่อตัวผู้จัดการทีมด้วย เช่นการดันผู้จัดการทีมขึ้นไปเป็นบอร์ดบริหารอาวุโส 

ขอปิดท้ายว่าสังคมประชาธิปไตยคือสังคมที่ยอมรับความเห็นต่าง และควรที่จะสามารถพูดคุยกันได้อย่างสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ พูดคุยกันด้วยความเคารพต่อกัน ไม่ใช่เอะอะก็ "ไม่พอใจก็ออกจากประเทศไปสิ" "ออกจากมหาวิทยาลัยไปสิ" "อย่ามาแบมือขอเงินนะถ้าไปประท้วง" "พ่อแม่น่ะเป็นสลิ่ม เป็นไดโนเสาร์ ไม่เข้าใจอะไรหรอก" อะไรแบบนี้ ถ้าจะปฏิรูปอะไรก็ปฏิรูปเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน ผมว่ามันสำคัญที่สุด ถ้าตรงนี้ปฏิรูปไม่ได้ ก็อย่าไปหวังเรื่องอื่น 

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563

กุ้มใจ

ไม่ได้ฟังเพลงวันศุกร์กันมานานแล้วนะครับ อาการเดิมกลับมาอีกแล้วครับ เพลงวนเวียนอยู่ในหัว คราวนี้เป็นเพลงไทยจังหวะสนุก ๆ ของอัสนี-วสันต์ครับ ไม่รู้ว่าทันกันไหมนะครับ เพลงจังหวะสนุก ๆ แต่ต้องสารภาพว่าจนป่านนี้ผมยังไม่รู้ว่าเพลงนี้เขาอยากสื่ออะไร เดาเอาว่าให้สะกดภาษาไทยให้ถูก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นในยุคนี้น่าจะมีเพลง นะคะ นะค่ะ น่าจะดีนะครับ ไปฟังเพลงกันครับ ขอให้มีความศุกร์กันในวันศุกร์ กับ #ศรัณย์วันศุกร์ ครับ


วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

โชคมักจะมากับความมุ่งมั่น

วันศุกร์นี้ขอเขียนเรื่องทีมรักอย่างลิเวอร์พูลอีกสักวันแล้วกันครับ เพราะมีประเด็นที่คิดว่าน่าสนใจที่จะเอาแบ่งปันกันได้ อย่างที่รู้กันนะครับว่าลิเวอร์พูลสามารถกลับมาคว้าแชมป์ในลีกสูงสุดของอังกฤษอีกครั้งหลังจากที่คว้าแชมป์นี้ได้ล่าสุดเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยก่อนหน้าที่โควิดจะระบาดลิเวอร์พูลมีแต้มนำทีมแชมป์ปีที่แล้ว และรองแชมป์ปีนี้อย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้อยู่ภึง 25 คะแนน ในณะที่เหลือการแข่งขันอยู่อีก 9 นัด และหลังจากกลับมาแข่งขันใหม่ ลิเวอร์พูลสามารถทำคะแนนทิ้งห่างจากแมนเชสเตอร์ซิตี้จนแต้มขาดไปในนัดที่ 31 และเพิ่งจะได้ชูถ้วยอย่างเป็นทางการไปในเช้าตรู่วันพฤหัสที่ 23 กรกฎาคม 2563 ตามเวลาประเทศไทย 



ในฤดูกาลนี้มีช่วงหนึ่งที่ลิเวอร์พูลชนะติดกันมาถึง 18 นัด และในหลาย ๆ นัดก็ทำท่าว่าจะเสมอ หรือบางนัดจะแพ้ด้วยซ้ำ แต่ก็กลับมาชนะได้หมด จนหลายคนโดยเฉพาะที่ไม่ใช่แฟนลิเวอร์พูล บอกว่าลิเวอร์พูลนั้นก็แค่โชคดีมากในฤดูกาลนี้ ถ้าไม่มีโชคแบบนี้ ก็คงไม่ทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ซิตี้แบบนี้ 

แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไปก็คือ ในช่วงที่ผลการแข่งขันดีมาก ๆ นั้น นักฟุตบอลของลิเวอร์พูล มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเอาชนะ เพื่อที่จะพยายามทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ซิตี้ออกไปให้มากที่สุด เพราะยังคงเจ็บใจจากฤดูกาลที่แล้วที่แพ้ไปแค่แต้มเดียว โดยมาโดนแมนเชสเตอร์ซิตี้แซงในช่วงท้าย ดังนั้นเมื่อนกหวีดหมดเวลายังไม่ดัง ทุกคนจึงทุ่มเทอย่างไม่หยุดยั้ง และได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งถ้านักเตะลิเวอร์พูลไม่ทุ่มเทแบบนั้นสิ่งที่จะเรียกว่าโชคหรืออะไรก็แล้วแต่มันก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ 
 


แต่หลังจากกลับมาเล่นกันใหม่จากการที่ต้องหยุดยาวจากโควิด โดยเฉพาะหลังจากคว้าแชมป์แน่นอนแล้ว จะเห็นว่าลิเวอร์พูลมีผลการแข่งขันที่ไม่ดีเหมือนเดิม เสียแต้มไปเยอะมาก สองนัดก่อนหน้านัดล่าสุดก็เสมอและแพ้ ทั้งที่ออกนำไปก่อนด้วยรูปเกมที่ในช่วง 20 นาทีแรกเหนือกว่าคู่แข่งอย่างมาก ประเด็นที่เห็นได้ชัดคือนักฟุตบอลหลายคนไม่ได้มุ่งมั่นเหมือนเดิม คือยังคงเล่นเต็มที่ แต่ถ้าพลาดไปแล้วมักจะกลับมาไม่ได้ ลูกยิงที่น่าจะเข้า หรือเคยเข้าในช่วงที่ชนะติดกันยาว ๆ ก็ไม่เข้า ชนเสาบ้าง ถูกเซฟบ้าง ยิงไม่ดีเองบ้าง ซึ่งถ้าจะพูดในเรื่องโชค ก็อาจพูดได้ว่าโชคหายไปแล้ว แต่ถ้าดูดี ๆ ก็คือมันหายไปพร้อมกับความมุ่งมั่นที่ลดลงนั่นเอง แต่ในนัดล่าสุดถึงแม้จะยังมีฟอร์มที่ไม่ดีเหมือนเดิม แต่เท่าที่เห็นคือมีความมุ่งมั่นมากกว่าเดิม เพราะเป็นนัดสุดท้ายในบ้านในฤดูกาลนี้ และเป็นนัดที่จะได้รับถ้วยด้วย จึงเอาชนะไปได้ 

ซึ่งผมว่าตรงนี้มันน่าจะให้ข้อคิดกับพวกเราหลาย ๆ คนนะครับว่า การที่เราคิดว่าหลาย ๆ คนนั้นโชคดี แต่เบื่้องหลังของความโชคดีส่วนใหญ่ มักจะเกิดจากความพยายามมุ่งมั่นทำอะไรบางอย่างมาก่อน จนเมื่อโชคหรือโอกาสหรืออะไรก็ตามมาถึง เขาก็สามารถคว้ามันไว้ได้ น้อยมากที่นอน ๆ อยู่แล้วก็จะได้โชค ต่อให้ถูกล็อตเตอรีรางวัลที่หนึ่ง หลายคนอย่างน้อยสุดก็ต้องออกไปซื้อใช่ไหมครับ และหลายคนก็อาจมุ่งมั่นซื้อมาเรื่อย ๆ ด้วย :)



ดังนั้นใครที่มีความฝันอะไร ก็มุ่งมั่นทำต่อไปนะครับ เมื่อโอกาสมาถึง หรือจะเรียกว่าโชคมาถึงก็ได้ เราจะได้คว้ามันเอาไว้ได้ และอีกจุดหนึ่งที่ลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นในฤดูกาลนี้ก็คือ ถ้าเร่งเดินหน้าทำเต็มที่ตั้งแต่ต้น เราก็สามารถสบายได้ในตอนท้าย ขณะที่หลาย ๆ ทีมยังคงต้องเครียดเพื่อที่ 3  ที่ 4 หรือที่ 5 บางทีมก็หนีการตกขั้น แต่ลิเวอร์พูลนั้นไม่ต้องมาเครียดอะไรอีกแล้ว 

เขียนไปเขียนมาชักจะกลายเป็นไลฟ์โค้ชแล้ว แค่แสดงความเห็นส่วนตัวนะครับ จบดีกว่า...    ก่อนจบก็ขอแชร์บรรยากาศชูถ้วยของลิเวอร์พูลซะหน่อยแล้วกันนะครับ 


วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ขอพูดถึงเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการบ้าง

ในสัปดาห์นี้เรื่องที่น่าจะเป็นประเด็นร้อนที่สุดในวงการวิชาการของมหาวิทยาลัยก็คือเกณฑ์ใหม่ที่ออกมาในการประเมินอาจารย์เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการครับ ซึ่งตัวเกณฑ์ใหม่ก็ดูได้จากลิงก์นี้ครับ พออกมาก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมากมาย ว่าเป็นกฏเกณฑ์ที่สูงกว่าเกณฑ์เดิม ซึ่งจริง ๆ ก็สูงอยู่แล้ว มีการวิจารณ์ว่าเป็นเหมือนการชักบันไดหนีของคนที่ได้ไปแล้ว และก็มีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการวิเคราะห์ปัญหาของเกณฑ์นี้ตัวอย่างก็เช่นลิงก์นี้ครับ

ในส่วนตัวผมซึ่งก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และก็วางแผนที่จะขยับขยายยื่นเรื่องเพือเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการที่สูงขึ้น ซึ่งต้องบอกว่าผมควรจะยื่นนานแล้ว แต่ติดโน่นติดนี่คือขาดงานบางชิ้น ซึ่งอันนี้ผมโทษตัวเองที่วางแผนเวลาไม่ดีเอง คืออย่างนี้ครับเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการถ้านับจากสักสิบปีที่แล้วนี่น่าจะเปลี่ยนมาสามหรือสี่ครั้งแล้วนะครับ ซึ่งการปรับแต่ละครั้งก็จะมีเงื่อนไขที่ต่างออกไป และมีเงื่อนไขที่ส่วนใหญ่จะสูงขึ้น ดังนั้นผมก็ไม่ประหลาดใจกับอันล่าสุดนี่สักเท่าไหร่ที่มันจะสูงขึ้น แต่คราวนี้มันสูงขึ้น บ้าขึ้น และไม่สอดคล้องกับบริบทที่ประเทศกำลังดำเนินไป

อีกอย่างหนึ่งส่วนใหญ่เกณฑ์ที่ออกมามันมักจะมีระยะเวลาก่อนที่จะบังคับใช้ คือให้เวลาอาจารย์ที่วางแผนกับเกณฑ์เก่าก็ทำตามเกณฑ์เก่าไปก่อนได้ แต่อันนี้เหมือนออกมาปุ๊ปก็จะบังคับใช้ปั๊ป อารมณ์ก็เหมือนกับวิธีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนไปเกือบทุกปี ทำให้เด็กบางคนที่วางแผนมาตั้งแต่ ม.4 ม.5 เสียแผนไปหมด อันนี้คืออาจารย์ก็เสียแผนไปหมด และงานบางอย่างที่ทำมาเกณฑ์เก่าใช้ได้ แต่พอเกณฑ์ใหม่นี่อาจใช้ไม่ได้เลยนะครับ ตัวอย่างก็เช่นการกำหนดว่าผลงานที่มาขอตำแหน่งวิชาการ ถ้าทำหลายคนผู้ขอจะต้องมีชื่อเป็นคนแรก หรือเป็นผู้เขียนที่รับผิดชอบในการแก้ไข (corresponding author) เท่านั้น ซึ่งบริบทในปัจจุบัน และทิศทางของประเทศ การทำงานมันจะเป็นลักษณะของสหสาขาวิชา หรือทำร่วมกันหลายคน เนื่องจากแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน ซึ่งผลงานอย่างหนังสือหนึ่งเล่ม อาจจะมีอาจารย์ช่วยกันแต่งหลายคน ถ้ากำหนดให้คนที่มีชื่อเป็นคนแรกเท่านั้นเอาไปขอผลงานได้ ก็คงไม่มีใครอยากทำงานร่วมกันกับใคร เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไร ซึ่งในเกณฑ์เก่าเขาให้อาจารย์ไปเซ็นเอกสารกันมาว่างานชิ้นนี้อาจารย์มีส่วนร่วมกันคนละกี่เปอร์เซนต์ ซึ่งก็เป็นการตกลงกันของอาจารย์เอง

สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะดีจากเกณฑ์ใหม่นี้คือการที่สามารถเสนอจะขอตำแหน่งได้โดยไม่ต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิมาพิจารณางาน ซึ่งเป็นส่วนที่ผมเห็นด้วยค่อนข้างมาก เพราะเกณฑ์เก่า ๆ ก่อนหน้านี้เขาก็ให้ผู้ทรงคุณวุฒิมาให้เกรดงานวิจัยว่าดี ดีมาก อะไรแบบนี้ ซึ่งจริง ๆ เกณฑ์ใหม่ก็ให้เกรดวารสารว่ากลุ่มไหนเป็น A, B+, B (เท่าที่อ่านเหมือน B จะให้กรรมการพิจารณา) อะไรแบบนี้ แต่เท่าที่ดูเกณฑ์ A กับ A+ ค่อนข้างสูง และยังกำหนดว่าต้องตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมทุกสาขาต้องทำเหมือนกัน แต่ถ้ามีเกณฑ์ตรงนี้แล้วก็ไม่เห็นต้องไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิอ่านอีก ประหยัดเวลา และลดงานที่ซ้ำซ้อน กำหนดไปเลยว่าจะเอากี่ชิ้น (แต่ช่วยทำวิจัย และดูแต่ละสาขาด้วย)  ผมบอกเลยนะครับว่าเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ได้ยื่นขอตำแหน่งก็เพราะอันนี้นี่แหละ คือผมไม่เข้าใจว่าถ้าเราตีพิมพ์งานลงบนวารสารที่ตรงตามเกณฑ์แล้ว ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้เอาอะไรมาบอกว่าบทความเราผ่านหรือไม่ผ่าน  

แต่แทนที่จะทำแบบนี้กลับไปวางเกณฑ์แบบบ้าบอมาก คือเอาง่าย ๆ ว่าคงไม่มีใครสามารถยื่นขอตำแหน่งวิชาการแบบไม่มีผู้ทรงคุณวุฒิได้ เท่าที่อ่านมามีคนถามว่าต่อให้ศาตราจารย์ระดับโลกถ้ามายื่นขอศาสตราจารย์ในประเทศไทย ก็คงไม่ผ่านเกณฑ์นี้ ก็ได้รับคำตอบว่าก็ไปยื่นแบบมีผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาสิ ตอบได้บ้าบอมาก (ถ้าจริงนะ) และที่น่าขำคือมีคนไปขุดมาว่า พวกที่ออกเกณฑ์นี้มาเองก็ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ตัวเองตั้งขึ้นมา

จริง ๆ ผมมองไปถึงมีระบบที่ให้อาจารย์แต่ละคนพอมีผลงานก็อัพโหลดผลงานเข้าไปในระบบ พอผลงานถึงเกณฑ์ก็ได้ตำแหน่งไป ผมไม่เข้าใจว่าจะทำให้มันซ้ำซ้อนโดยอาจารย์จะต้องมากรอกแบบฟอร์มประวัติตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ก็มีข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์แล้วทำไม นอกจากนี้ระบบนี้ยังมีประโยชน์ในเรื่องของการประกันคุณภาพได้อีกด้วย สามารถดึงข้อมูลตรงนี้ไปใส่เป็นหลักฐานประกันคุณภาพได้เลย ไม่ต้องมาเรียกขอจากอาจารย์ซ้ำไปซ้ำมา

แต่ไม่ใช่ว่าผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่มีความจำเป็น สิ่งที่ผมคิดว่ายังคงต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิอ่านอยู่ก็คือกรณีที่ยื่นขอตำแหน่งโดยใช้ตำรา/หนังสือประกอบด้วย อันนี้ควรที่จะมีผู้ทรงคุณวุฒิช่วยตรวจดู ช่วยคุมคุณภาพ และก็ควรจะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความทันสมัย เข้าใจเทคโนโลยี และวิชาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย

อีกอย่างที่ควรจะเลิกได้แล้วก็คือทำอะไรแบบ one-size-fits-all แต่ละสาขาวิชา มีบริบทที่แตกต่างกัน ทำไมการยื่นขอศาสตราจารย์ของทุกสาขาจะต้องลงตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติเท่านั้น บางประเด็นมันแก้ปัญหาอยู่ในบริบทของประเทศไทยซึ่งเป็นประโยชน์มากกับประเทศไทย เช่นสมมติเป็นงานวิจัยด้านภาษาไทย แล้วจะไปตีพิมพ์นานาชาติยังไง 

ในส่วนหนึ่งผมก็เข้าใจ และเห็นว่ามันต้องมีการควบคุมคุณภาพทางวิชาการ แต่ควรทำอยู่ในขอบเขตของความพอดี ความเป็นไปได้ เหมาะสมกับบริบทของประเทศ อย่างตอนนี้ประเทศบอกว่าต้องการงานวิจัยแบบเน้นการพัฒนาประเทศ แต่เกณฑ์ก็ยังจะเอาการอ้างอิงจากต่างประเทศ ขอให้เข้าใจว่ามหาวิทยาลัย และสาขาวิชาต่าง ๆ มีความแตกต่างกัน และภาระงานต่าง ๆ ของอาจารย์ก็ต่างกัน และเอาใจเขามาใส่ใจเราว่าถ้าตัวเองต้องมาอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์นี้จะเป็นยังไง ไม่ใช่เพราะฉันผ่านไปแล้ว ไม่ต้องลงมาทำอันนี้แล้ว จะทำยังไงก็ได้ ไหน ๆ ก็อยู่ในวงการการศึกษาการวิจัยระดับสูงสุดของประเทศแล้ว ช่วยสร้างตัวอย่างการทำงานให้หน่วยงานอื่นเขาดูกันเถอะครับ จะทำอะไรจะวางเกณฑ์อะไรก็ชี้แจงแสดงเหตุผล หรือมีงานวิจัยใช้อ้างอิงประกอบด้วยก็ดี อย่างมีประเทศไหนไหมที่เขาใช้เกณฑ์แบบเราบ้าง เพราะแทบทุกวงการในประเทศนี้ ส่วนใหญ่มันถูกสั่งการมาโดยคนกลุ่มหนึ่งที่วางเกณฑ์แบบดูเหมือนจะมโนเอา ไม่ได้วิจัยอะไร หรือมองโลกแต่ในมุมของตัวเองว่าแบบนี้มันดี โดยไม่ได้ดูว่ามันปฏิบัติได้ไหม ทำแล้วมันคุ้มกับการสิ้นเปลืองเวลาในการทำไหม และมีการประเมินข้อดีข้อเสียไหม 

สุดท้ายก็ขอฝากไว้ว่า พวกกลุ่มคนที่ออกกฏมานี่ ก็ล้วนแล้วแต่ที่จะต้องผ่านการทำวิจัยมาแล้ว และกฏเกณฑ์พวกนี้ส่วนหนึ่งก็ออกมาวัดความสามารถในการทำวิจัยของอาจารย์ ดังนั้นก่อนจะทำอะไรออกกฏอะไร ก็ช่วยทำให้คนที่เขาต้องปฏิบัติ ได้เชื่อว่าเรื่องพวกนี้ผ่านการทำวิจัยมาแล้ว มีเหตุผลรองรับชี้แจงได้ ทุกข้อ เหมือนตอนที่พวกเราต้องเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา เราก็ต้องถามประเด็นที่นักศึกษานำเสนอจนชัดเจน ก็ขอฝากไว้แค่นี้แล้วกันครับ 
  

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563

แชมป์ลีกในรอบสามสิบปีของลิเวอร์พูล

วันนี้ขอเขียนบล็อกยินดีกับความสำเร็จของทีมที่ตัวเองเชียร์มาตั้งแต่เด็ก ถ้านับตั้งแต่เชียร์มาจนถึงตอนนี้ก็น่าจะร่วม 40 กว่าปีได้แล้วนะครับ ทีมที่ผมเชียร์ก็คือทีมที่เพิ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษประจำฤดูกาล 2019-2020 ได้แล้ว ถึงแม้จะเหลือการแข่งขันอยู่อีก 7 นัด ลิเวอร์พูลนั่นเอง ถ้านับจากเริ่มเปลี่ยนชี่อมาเป็นพรีเมียร์ลีกก็นับว่าเป็นสมัยแรก แต่ถ้านับรวมทั้งหมดทั้งในชื่อเดิมด้วยก็คือ 19 ครั้ง อยากนับแบบไหนก็เชิญเถอะครับ อดีตที่มันเกิดขึ้นแล้วจะพยายามฝัง พยายามกลบ ขโมยหมุด ทำลายอนุเสาวรีย์ยังไง มันก็เปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้หรอก อ้าวนอกเรื่องแล้ว กลับมาดีกว่า

ผมเริ่มเชียร์ลิเวอร์พูลจากความชื่นชอบผู้รักษาประตูในขณะนั้นของลิเวอร์พูลคือ เรย์ คลีเมนซ์ จำได้ว่ามีช่วงหนึ่งที่ต้องไปอยู่บ้านย่าที่เชียงใหม่ แล้วก็ได้ไปอ่านนิตยสารสตาร์ซอคเกอร์ของอา แล้วก็ไปอ่านเรื่องของเรย์ คลีเมนซ์เข้า แล้วก็ชื่นชอบ เพราะตอนเด็ก ๆ ชอบเล่นเป็นผู้รักษาประตู เพราะดูชุดมันสวยดี ได้ใส่กางเกงวอร์ม มีถุงมือโกล์ด้วย พอรู้ว่าอยู่ลิเวอร์พูล ก็เชียร์ลิเวอร์พูลด้วยเลย ไม่ได้รู้จักหรอกว่าเป็นทีมที่กำลังครองความยิ่งใหญ่อยู่ในยุคนั้น 

ในยุคเมื่อ 40 ปีมาแล้ว เราไม่ได้มีบอลถ่ายทอดสดให้ดูกันครบทุกคู่อย่างทุกวันนี้นะครับ ดังนั้นข่าวสารส่วนใหญ่ก็จะได้จากการอ่านนิตยสารอย่างสตาร์ซอคเกอร์ นานนานที่จะมีบอลอังกฤษถ่ายทอดให้ดูสักครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็จะเลือกลิเวอร์พูลกับแมนยูมาให้ดูกัน ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจนะครับที่คนไทยส่วนใหญ่จึงรู้จักและเชียร์สองทีมนี้  

ซึ่งต้องบอกนะครับว่าในยุคที่ผมเริ่มเชียร์ลิเวอร์พูลคือปลาย ๆ 1970 มาเรื่อย ๆ นี่ไม่ใช่ยุคยิ่งใหญ่ของแมนยูในลีกนะครับ คู่แข่งของลิเวอร์พูลจะเป็นพวก น็อตติงแฮมฟอเรสต์  อิปสวิช วิลล่า แม้แต่คู่อริร่วมเมืองอย่างเอฟเวอร์ตัน ผลงานของแมนยูนั้นลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่ในลีก แต่แมนยูมักจะทำแสบให้กับลิเวอร์พูลบ่อย ๆ ในบอลถ้วย ถ้าไปอ่านประวัติแมนยู จะเห็นว่าเขาต้องรอแชมป์ลีกสูงสุดหลังจากคว้ามาครั้งสุดท้ายถึง 26 ปี จากนั้นจึงเริ่มเป็นยุคทองของแมนยู และยาวนานมาจนเกือบสองทศวรรษ 

และผมก็คิดไม่ถึงว่าเรื่องแบบเดียวกันจะมาเกิดกับลิเวอร์พูล และใช้เวลารอมากกว่าแมนยูด้วยคือ 30 ปี ซึ่งในช่วง 30 ปีนี้ ผลงานของลิเวอร์พูลในลีกก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ต่างกับแมนยูในช่วงนั้น  แต่ถ้าจะถามว่าเราล้มเหลวไหม ผมว่าก็ไม่นะ ในช่วง 30 ปีนี้ เราคว้าแชมป์มาได้ทุกรายการ รวมถึงถ้วยยุโรปทั้งใบใหญ่ใบเล็ก ได้เข้ารอบชิงถ้วยยุโรปสี่ห้าครั้ง (บางทีมที่ว่าแน่ ๆ ในลีกในประเทศยังทำไม่ได้)  ขาดแค่แชมป์ลีกเท่านั้น และก็เป็นจุดด่างพร้อย ทำให้คนหลายคนมองข้ามว่าทีมไม่ประสบความสำเร็จ และกลายมาเป็นที่ล้อเลียนของแฟนบอลทีมอื่น โดยเฉพาะแฟนบอลทีมแมนยู แต่ถึงตอนนี้ผมว่าแฟนแมนยูน่าจะเข้าใจความรู้สึกของแฟนลิเวอร์พูลได้แล้วนะครับ เพราะตอนนี้ก็น่าจะ 7 หรือ 8 ปีแล้ว ที่ไม่ได้แชมป์ลีกเลย และก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปอีกหลายปีไหม ดังนั้นก็เลิกล้อเลียนกันซักทีนะครับ 

พูดถึงเรื่องแฟนบอล ก็ย้อนคิดไปถึงสมัยที่อ่านจากสตาร์ซอคเกอร์ ยุคนั้นเราไม่มี Social Media แบบนี้ แฟนบอลก็จะเขียนจดหมายไปคุยกับ ย.โย่ง ซึ่งก็เป็นคอลัมน์ที่ผมชอบอ่าน ส่วนใหญ่ก็จะถามเกี่ยวกับทีมที่ตัวเองเชียร์ ไม่มีด่ากันไปกันมาระหว่างแฟนทีมต่าง ๆ (หรือมันอาจจะมีแล้วเขาคัดออกก็ไม่รู้) แต่ในยุคปัจจุบันนี้ รู้สึกว่ามันไม่ใช่การแซวกัน แต่มันเป็นการทำร้ายกัน เหยียดใส่กัน ซึ่งไม่ใช่แค่แฟนทีมอื่น แฟนลิเวอร์พูลเองก็เป็น ถ้าเป็นเพื่อนกันสนิทกันก็ว่าไปอย่าง (แต่ถึงเป็นเพื่อก็ควรมีลิมิต) แต่บางคนไม่ได้รู้จักกันเลย ก็มาสาดคำด่าหยาบคายใส่กัน บางครั้งคนเชียร์ทีมเดียวกัน สร้างเว็บไซต์สร้างเพจขึ้นมา พูดคุยถึงทีมตัวเอง ซึ่งบางครั้งก็อาจอวยทีมตัวเองบ้างซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ แต่ก็จะมีแฟนทีมอื่นเข้ามาป่วน มาด่าส่า มาบอกว่าขี้โม้ ดังนั้นผมจะหลีกเลี่ยงที่จะอ่านความเห็นคนเหล่านี้ ติดตามทีมอย่างเดียว แต่บางครั้งเวลาทวีตเกี่ยวกับทีมในทวิตเตอร์ช่วงที่มีการแข่งขัน ก็มีคนทวีตมาแซวด้วยข้อความที่ผมเห็นว่าไม่เหมาะสม ผมก็จะบล็อกครับ บอกตรง ๆ เมื่อก่อนไม่เคยไม่ชอบแมนยูเลย มันก็ทีมที่แข่งกัน สลับกันแพ้สลับกันชนะ เป็นกีฬา คุณภรรยาก็เชียร์แมนยู นักเตะหลายคนของแมนยูผมก็ชอบ แต่มาหลัง ๆ เริ่มไม่ชอบมากขึ้น ก็เพราะพวกแฟนบอลบางคนนี่แหละ แต่แฟนบอลดี ๆ ก็มีนะครับ ไม่ใช่ไม่มีซะเลย และแน่นอนแฟนบอลลิเวอร์พูลแย่ ๆ ก็มี 

ชักออกนอกเรื่องไปมากมายกลับมาดีกว่า อย่างที่บอกครับ ผมไม่เคยคิดว่าหลังจากครองแชมป์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1990 จะค้องรอถึง 30 ปีจึงจะกลับมาได้แชมป์ลีกอีกครั้ง ในช่วง 30 ปีนี้ แมนยูสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในลีกได้อย่างเต็มภาคภูมิในช่วงยี่สิบปีแรก และทีมอย่างแบล็คเบิร์น และเลสเตอร์ ก็สามารถความแชมป์ลีกได้ โดยลิเวอร์พูลไม่สามารถทำได้ และยังมีการเติบโดขึ้นมาของเชลซี และแมนซิ จากทีมที่ไม่มีอะไร กลายมาเป็นทีมชั้นนำของลีกอีก ทำให้งานของลิเวอร์พูลยากขึ้นเรื่อย ๆ และตัวสโมสรเองก็ต้องเกือบล้มละลาย จากการบริหารของสองปลิงมะกัน แต่ก็อย่างที่อยู่ในเนื้อเพลง You'll never walk alone ที่ว่า At the end of a storm. There is  a golden sky. เมื่อพายุสงบลง เราก็จะได้พบกับฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เอ๊ยไม่ใช่แล้ว จบแค่ฟ้าสีทองผ่องอำไพครับ  

การเข้ามาของ FSG เข้ามาแก้ปัญหาของลิเวอร์พูลอย่างเป็นระบบ จริง ๆ ต้องบอกว่าการเลือกโค้ชของ FSG นี่ใช้ได้นะครับ แบรนดอน ร็อดเจอร์ เกือบพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีกได้ แต่ด้วยความที่ขาดประสบการณ์ ขาดโชค ในฤดูกาล 2013-2014 ทำให้ได้เพียงแค่รองแชมป์ และไม่สามารถรักษาสตาร์ไว้ได้ จึงเกิดความตกต่ำกลับมาอีกครั้ง จนนำไปสู่การปลดร็อดเจอร์ และการเข้ามาของเจอร์เกน คลอปป์ ผมว่าปัญหาของร็อดเจอร์ คือขาดประสบการณ์ ยังไม่สามารถเอาชนะใจและสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง ประกอบกับตัวร็อดเจอร์ อาจไม่มีความรู้ด้านศาสตร์ข้อมูล (data science) ไม่เปิดกว้างที่จะรับ และไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา 

ซึ่งต่างจากคลอปป์ที่นอกจากจะเป็นโค้ชที่เก่ง มีจิตวิทยา มีบุคลิกลักษณะที่เป็นเสน่ห์แล้ว คลอปป์ยังเป็นคนเปิดกว้าง และจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา จึงได้ทำงานร่วมกับทีมของ FSG ได้อย่างลงตัว และค่อย ๆ ปรับให้ลิเวอร์พูลกลับขึ้นมาเป็นทีมที่แข็งแกร่งทั้งฟอร์มการเล่น และสภาพจิตใจของนักเตะ และสร้างความเชื่อใจให้กับแฟนบอล และเจ้าของทีม 

ในส่วนตัวผมเห็นว่าความสำเร็จของลิเวอร์พูลในวันนี้มาจากการร่วมมือกัน เริ่มจากเจ้าของทีมที่บริหารทีมด้วยความเข้าใจ ถึงแม้จะไม่ทุ่มมากเหมือนเชลซี หรือแมนซิ แต่ก็พร้อมจะจ่ายถ้าทีมงานบอกว่าจำเป็น  การนำวิทยาการสมัยใหม่ อย่างศาสตร์ข้อมูล (data science) เข้ามาใช้ และการเน้นถึงรายละเอียดทุกอย่างแม้กระทั่งในด้านโภชนาการของนักเตะ และที่สำคัญที่สุดก็คือคลอปป์ที่นำข้อมูลด้านต่าง ๆ มาสู่ภาคปฏิบัติ การวางแผนการเล่น การฝึกซ้อม การดึงศักยภาพนักเตะ การรวมใจของแฟนบอลให้กลับมาศรัทธาทีมอีกครั้ง ด้วยผลงานที่ทำให้เห็นว่ามีการพัฒนาขึ้นมาทุกปี ถึงแม้ในสองปีแรกจะไม่มีถ้วยรางวัลอะไรเลย แต่ทุกคนเห็นถึงพัฒนาการในด้านบวกของทีม และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จต่อเนื่องมากจากปีที่แล้วจนมาถึงปีนี้ ด้วยรากฐานแบบนี้ผมก็หวังว่าในช่วงอย่างน้อย 10 ปีต่อจากนี้ น่าจะเป็นยุคทองของลิเวอร์พูลอีกครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะเป็นไปตามวัฏจักรคือเมื่ออะไรที่ขึ้นไปสูงสุด แล้วมันก็จะต้องตกลงมาบ้าง 

ใช้ผลงานเป็นตัวพูด ไม่ต้องร้องขอให้ใครมาเชื่อใจและศรัทธา ทั้งที่ทำงานมาหกเจ็ดปีแล้ว แต่ยังไม่เห็นพัฒนาการอะไรก็ยังขอความศรัทธาอยู่นั่นแหละ และก็ออกอาการงอนถ้ามีคนแสดงให้เห็นว่าไม่ศรัทธา อ้าว ๆ ชักไปกันใหญ่แล้ว จบดีกว่านะครับ 

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563

เรื่องที่น่ากังวลในการพัฒนาโปรแกรม

ศรัณย์วันศุกร์วันนี้ขอพูดถึงเรื่องในวงการของตัวเองสักวันแล้วกันนะครับ ต้องขอโทษด้วยถ้าผู้อ่านที่อาจติดตามบล็อกอยู่แต่ไม่ได้อยู่ในฟิลด์นี้อาจอ่านไม่เข้าใจ วันนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาโปรแกรมครับ คือผมได้มีโอกาสอ่านบล็อกบล็อกหนึ่งคือ Old Code Gets Younger Every Year ซึ่งพูดถึงเรื่องของการพัฒนาโปรแกรม และผมค่อนข้างเห็นด้วย ก็เลยเอามาเขียนสรุปให้ฟังในบล็อกนี้ครับ

จากบล็อกที่ผมเข้าไปอ่าน ผมเข้าใจว่าผู้เขียนน่าจะเป็นคนที่ทำงานอยู่กับภาษาเขียนโปรแกรมที่จัดว่าเก่ามาก ๆ ภาษาหนึ่งคือ COBOL ครับ ซึ่งภาษานี้ยังมีการใช้งานอยู่นะครับ เพราะระบบงานที่ใช้กันมานานแล้ว งานพวกที่ต้องประมวลผลข้อมูล จัดรูปแบบข้อมูล โปรแกรมทางธุรกิจที่ทำงานอยู่บนเครื่องเมนเฟรม ก็เขียนกันมาด้วยภาษานี้ แต่ด้วยความโบราณของมัน ทำให้มันไม่รองรับแนวคิดของการเขียนโปรแกรมสมัยใหม่ และก็แทบจะไม่มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยกันอีกแล้ว และก็มีการคาดกันว่ามันน่าจะล้มตายไป แต่ก็ไม่นะครับ เพราะอย่างที่บอกมันยังใช้อยู่ในงานที่ผมกล่าวมาแล้ว และผู้เขียนบล็อกก็คงจะโดนแซะโดนแซวว่าทำงานกับภาษาโบราณเป็นคนแก่อะไรประมาณนี้ 

แต่สิ่งที่ผู้เขียนพูดถึงก็คือภาษา COBOL จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ตาย ทั้ง ๆ  ที่มีการสำรวจในปี 2006 ว่าอายุเฉลี่ยของนักเขียนโปรแกรมภาษา COBOL อยู่ที่ 55 ปี และก็มีความกังวลว่าเมื่อคนเหล่านี้เกษียณจะเกิดอะไรขึ้น แต่มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น และจากการสำรวจในปี 2019 อายุเฉลี่ยกลับมาอยู่ที่ 50 ปี และจริง ๆ อายุเฉลี่ยของนักเขียนโปรแกรมภาษา COBOL ค่อนข้างคงที่แบบนี้มาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว เหตุผลก็คือ ในตอนแรกคนรุ่นใหม่อาจไม่ได้เรียนหรือใช้ภาษา COBOL แต่พอเป็นนักเขียนโปรแกรมนาน ๆ เข้า ก็มีประสบการณ์มากพอที่จะย้ายเข้ามาทำงานกับภาษา COBOL ในภายหลังได้ไม่ยาก สิ่งที่ผู้เขียนพูดอีกอย่างเกี่ยวกับ COBOL ก็คือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับงานคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน มักจะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับภาษา COBOL 

ผู้เขียนบอกว่าแทนที่จะมาแซะกันเรื่อง COBOL เราควรจะมาสนใจเรื่องพวกนี้กันดีไหม (ซึ่งผมค่อนข้างเห็นด้วยนะครับ) ปัญหาคือการขึ้นต่อกัน  (dependency)  ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างของภาษาเขียนโปรแกรมซึ่งมีการปรับปรุงเวอร์ชันไปขนานใหญ่แล้ว แต่นักพัฒนายังติดอยู่กับเวอร์ชันเก่าของภาษา ตัวอย่างก็คือภาษา Java ซึ่งตอนนี้ไปที่เวอร์ชัน 14 แล้ว แต่ 64% ของนักพัฒนายังใช้ Java 8 อยู่ ภาษา Java มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ตั้งแต่เวอร์ชัน 9 นั่นคือถ้าจะเอาจริง ๆ โปรแกรมเดิมที่เขียนด้วยเวอร์ชัน 8 จะต้องถูกเขียนใหม่เกือบทั้งหมด และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมยังใช้เวอร์ชัน 8 กัน 

อีกหนึ่งตัวอย่างคือภาษา Python ซึ่งตอนนี้อยู่ในเวอร์ชัน 3 ซึ่งก็เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน และนักเขียนโปรแกรมหลายคนก็ยังอยู่ในเวอร์ชัน 2 แม้แต่ Mac OS เอง ก็ยังติดตั้ง Python 2.7 มาเป็นดีฟอลต์ให้ เพราะเครื่องมือที่ใช้ภายในของตัว OS ยังใช้ Python 2.7 นอกจากนี้ก็ยังมีโปรแกรมดัง ๆ อีกหลายตัวที่เป็นแบบนี้ 

ปัญหาของทั้ง Java และ Python ที่มีร่วมกันก็คือการขึ้นต่อกันเพราะภาษาพวกนี้ มักจะมีการใช้คลังโปรแกรม (library) พอตัวภาษาถูกปรับปรุง แต่ตัวคลังโปรแกรมไม่ได้ปรับปรุงตาม ก็ทำให้นักเขียนโปรแกรมที่ใช้คลังโปรแกรมเหล่านั้น ถ้าจะปรับก็ต้องเขียนคลังโปรแกรมขึ้นมาเอง ซึ่งก็ไม่มีใครอยากทำ

นอกจากนี้พอมาถึงยุคของเฟรมเวอร์กก็ทำให้การขึ้นต่อกันหนักขึ้นไปอีก ผู้เขียนยกตัวอย่างของ node.js ซึ่งเกิดขึ้นมาเพื่อทำให้เราสามารถเขียนโปรแกรมภาษา JavaScript ซึ่งทำงานบนฝั่งเซิร์ฟเวอร์ได้ และด้วยความที่ภาษา JavaScript อาจถูกออกแบบมาไม่ดีนัก (ผมนี่ไม่ชอบเลยภาษานี้) ปัญหาคือมันแทบจะไม่มีคลังโปรแกรมมาตรฐานที่ควรมากับภาษาโปรแกรมเหมือนที่ภาษาอื่นมี ดังนั้นมีแนวคิดของ NPM เกิดขึ้น เพื่อให้นักเขียนโปรแกรมไปแชร์ไลบรารีที่ตัวเองเขียนขึ้นได้โดยง่าย นักพัฒนาซึ่งไม่อยากเขียนคลังโปรแกรมเอง ก็ใช้ NPM เพื่อติดตั้งคลังโปรแกรมเหล่านั้น ลงบนเครื่องของนักพัฒนา ดังนั้นเครื่องของนักพัฒนาแต่ละคนก็อาจติดตั้งคลังโปรแกรมที่ทำงานแบบเดียวกันแต่เป็นคนละตัวกัน คลังโปรแกรมบางตัวก็ไม่ได้ปรับปรุงมาเป็นปีแล้ว ก็ยังถูกดาวน์โหลดไปติดตั้งกัน จะเห็นว่ามีการขึ้นแก่กันอย่างมาก ลองจินตนาการว่าถ้า JavaScript มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ เหมือน Java และ Python มันก็คงจะให้ผลคล้าย ๆ กัน คือคงมีคนไม่ปรับปรุงโปรแกรมเป็นจำนวนมาก 

ผู้เขียนสรุปว่าสิ่งที่เราควรจะกังวลกันคงไม่ใช่อายุของคนเขียนโปรแกรม ที่ไปเขียนโปรแกรมด้วยภาษาโปรแกรมโบราณ ภาษาอย่าง COBOL ทำงานของ COBOL ได้ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราควรกังวลกันคือเรากำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เรายึดติดอยู่กับโค้ดของภาษาโปรแกรมที่หมดอายุไปแล้วต่างหาก 

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2563

สรุปเรื่อง Siri ของ Apple กับ นักวิจัยไทยกันอีกสักครั้ง

วันนี้ขอมาสรุปเรื่องคดีที่ Apple ถูกฟ้องเรื่องละเมิดสิทธิบัตร ซึ่งมีนักวิจัยไทยคนหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยกันอีกสักครั้งแล้วกันนะครับ ผมได้เขียนเรื่องนี้ไว้สองบล็อก บล็อกแรกเล่าข่าวตอนที่มีการเริ่มฟ้องร้องกัน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อน่าจะแปดปีมาแล้ว และบล็อกที่สองสรุปเรื่องราวว่า Apple ยอมจ่ายค่าสิทธิบัตร 24.9 ล้านเหรียญ เพื่อที่จะไม่ต้องไปขึ้นศาล บล็อกนี้เขียนเมื่อสี่ปีที่แล้ว และคิดว่าน่าจะจบไปแล้ว แต่อยู่ ๆ เมื่อวานนี้ผมพบว่ามียอดคนเข้าไปอ่านบล็อกแรกของผมเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก ก็เลยแปลกใจ จนได้เห็นว่ามีการเอาข่าวจากเว็บไซต์แห่งหนึ่งมาแชร์ใน Facebook ว่า Apple แพ้คดี Siri ที่ศาลสูงสหรัฐและต้องจ่าย 25 ล้านเหรียญ และก็มีการเอารูป รศ.ดร.วีระ บุญจริง ในฐานะที่เป็นนักวิจัยมาประกอบด้วย และก็แน่นอนมีการคอมเมนต์มากมาย บางคนก็เพิ่งทราบเรื่องนี้ บางคนก็อาจรู้มาบ้างแล้ว บางคนอ่านข่าวอาจคิดว่าอ.วีระเป็นคนไปฟ้อง Apple และได้เงิน 25 ล้านเหรียญ และบางคนก็เอาไปโยงว่ามันชื่อ Siri เพราะคนไทยเป็นคนคิด ซึ่งมันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ผมก็เลยจะมาสรุปให้เข้าใจกันซะอีกรอบหนึ่งแล้วกัน

มาเริ่มกันก่อนนะครับ อ.วีระ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก Rensselaer Polytechnic Institute (RPI) นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา น่าจะประมาณปี คศ. 2000 ถ้าจำไม่ผิด โดยส่วนหนึ่งของงานวิจัยของอ.วีระคือ Natural Language Interface นั้นได้ถูกจดสิทธิบัตรไว้ ซึ่งถ้าใครอยากดูตัวสิทธิบัตรก็ดูได้จากลิงก์ในบล็อกแรกของผมนะครับ และอาจารย์ก็กลับมาทำงานที่ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง ตามเดิมหลังจากสำเร็จการศึกษา ซึ่งอาจารย์ก็ทำหน้าที่สอนและวิจัยไปตามปกติ ไม่ได้ไปด้อม ๆ มอง ๆ หาวิธีการที่จะฟ้องร้อง Apple อะไร ตอนที่ Apple ออก Siri มา อาจารย์ก็ไม่ได้คิดว่า Apple จะไปละเมิดสิทธิบัตรอะไร

คราวนี้เมื่อประมาณแปดปีที่แล้ว ผ่านมาจากที่อาจารย์จบมาประมาณ 12 ปี อ.วีระซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานกับผมมานานแล้ว ได้ส่งลิงก์ข่าวมาให้ผม บอกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาป.เอกของอ.วีระ ส่งมาให้ ซึ่งมันก็คือข่าวที่บริษัท Dynamic Advances ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำมาหากินโดยไปขอรับใบอนุญาตการใช้งานสิทธิบัตรด้านงานวิจัย และก็เอาไปฟ้องร้องบริษัทต่าง ๆ กำลังฟ้อง Apple จากการละเมิดสิทธิบัตร Natural Language Interface ซึ่งตอนนั้นอาจารย์วีระก็ดูงง ๆ กับข่าวนี้ พอผมเห็นข่าว ผมซึ่งเขียนบล็อกอยู่แล้ว ก็เลยเขียนเรื่องนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นที่แรกหรือเปล่าที่เขียนเรื่องนี้ จุดประสงค์หลักที่ผมเขียนบล็อกก็คือ เล่าเรื่องราวที่น่าสนใจให้ลูกศิษย์ และเพื่อน ๆ ได้อ่านกัน  ยิ่งเรื่องนี้มีเพื่อนตัวเองเป็นตัวละคร และตัวเองก็มีส่วนร่วมนิดหน่อยในงานวิจัยนี้ ด้วยการส่งตัวอย่างคำถามที่เป็นภาษาพูดให้อาจารย์วีระไปทดสอบระบบนี้ ก็เลยเขียนบล็อกโดยรายงานข่าว แล้วก็เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศช่วงนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งผมและอาจารย์วีระกำลังเรียนอยู่ที่อเมริกา แต่อยู่คนละรัฐกัน และก็ไม่มีใครคิดว่างานวิจัยนั้นมันจะมาถึงขั้นนี้ 

หลังจากผมเขียนบล็อกแรกเสร็จ ก็มีลูกศิษย์อาจารย์วีระ และเคยเป็นเพื่อนร่วมงานกับผมคือ ดร.จักรกฤษณ์ สิริริน ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ เนชั่นสุดสัปดาห์ ได้เอาเรื่องจากบล็อกผมไปขยายความในคอลัมน์ ซึ่งตอนนั้นต้องบอกว่าอาจารย์วีระปวดหัวมาก เพราะมีนักข่าวพยายามจะขอสัมภาษณ์มากมาย ซึ่งอาจารย์วีระ เป็นคนที่ไม่ชอบความวุ่นวาย และไม่ชอบตกเป็นข่าว อาจารย์ชอบใช้ชีวิตเงียบ ๆ ดังนั้นจึงปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ทั้งหมด เอาจริง ๆ ตอนนนั้นผมก็รู้สึกไม่สบายใจนะ เพราะเหมือนผมเป็นคนต้นเรื่องเอามาเขียนบล็อก แต่คิดอีกทีถ้าผมไม่เขียน ก็ต้องมีคนอื่นเขียนอยู่ดี  

หลังจากนั้นคดีก็ดำเนินไป มีช่วงหนึ่งอาจารย์วีระก็ต้องเดินทางไปให้การไต่สวนที่ศาลที่สหรัฐอเมริกาเพื่อเป็นพยานในคดี ซึ่งสุดท้ายเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผลของคดีก็คือ Apple ยอมจ่าย 24.9 ล้านเหรียญ เพื่อยุติคดี ไม่ต้องให้คดีไปขึ้นสู่ศาล ผมก็เลยมาเขียนบล็อกที่สอง และคิดว่าเรื่องน่าจะจบไปแล้ว

คราวนี้มาดูความที่น่าจะเกิดความเข้าใจผิดจากข่าวที่แชร์กัน หนึ่งเลยที่ผมค้นล่าสุด ไม่ได้มีข่าวเกี่ยวกับการตัดสินที่ศาลสูง ดังนั้นสิ่งที่ข่าวเอามาแชร์จึงน่าจะเป็นเรื่องที่จบไปเมื่อสี่ปีที่แล้ว คือ Apple ยอมจ่าย 24.9 ล้านเหรียญ 

สอง คนที่ได้เงินส่วนใหญ่ไป ไม่ใช่อาจารย์วีระ แต่เป็นบริษัท (Dynamic Advances) ที่ทำเรื่องฟ้อง ซึ่งเงินที่ได้บริษัทก็จะแบ่งให้มหาวิทยาลัย (RPI) ส่วนหนึ่งตามข้อตกลง จากนั้นเงินที่มหาวิทยาลัยได้ จึงจะมาแบ่งให้อาจารย์ที่ปรึกษา และนักศึกษาที่เป็นคนทำงานวิจัย (อ.วีระ) ตามข้อตกลง ดังนั้นสรุปอาจารย์วีระ ไม่ได้เป็นคนฟ้อง Apple และก็ไม่ใช่ได้เงิน 24.9 ล้านเหรียญ

สาม ชื่อ Siri ไม่ได้มาจากการที่คนพัฒนาเป็นคนไทย ตอนนั้น Apple ยังไม่รู้เลยว่าจะถูกฟ้อง ยังอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าส่วนหลักส่วนหนึ่งของโปรแกรมมาจากคนไทย มีคนเคยวิเคราะห์ว่า Siri น่าจะมาจากคำเต็มที่ว่า Speech Interpretation and Recognition Interface ซึ่ง Apple ก็ไม่เคยออกมายอมรับคำเต็มนี้ และมีบางคนบอกว่าถ้าเป็นตัวย่อจริง Apple น่าจะใช้ SIRI เป็นตัวใหญ่ทั้งหมด แต่ Apple เลือกใช้ Siri ซึ่งจากบล็อกนี้ เขาวิเคราะห์ว่า Siri น่าจะมาจากภาษานอร์เวย์ ซึ่งมีความหมายตามภาษาอังกฤษว่า "beautiful woman who leads you to victory" หรือถ้าจะแปลเป็นไทยก็คือ "สาวงามผู้จะนำทางคุณไปสู่ชัยชนะ" ซึ่งผู้ร่วมพัฒนา Siri เป็นคนนอร์เวย์ และจะตั้งขื่อลูกสาวตัวเองว่า Siri แต่ปรากฎว่าได้ลูกชาย ก็เลยเอามาเป็นชื่อแอปอย่างเดียว

สี่ อาจารย์วีระไม่ใช่คนพัฒนา Siri แต่ส่วนหนึ่งของ Siri อยู่บนฐานงานวิจัยคือ Natural Language Interface ที่ได้มีการจดสิทธิบัตรไว้ โดยวิธีการนี้อาจารย์วีระเป็นผู้คิดค้นหลัก เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยระดับปริญญาเอกของอ.วีระ และต้องบอกว่าส่วนของงานนี้มันไม่ได้ใช้กับแค่ Siri ต่อไปสมมติถ้าได้ข่าวว่ามีการฟ้องร้อง Alexa ของ Amazon และมีชื่ออาจารย์วีระเข้าไปเกี่ยวข้องอีก ก็อย่าได้ประหลาดใจ และอย่าไปคิดว่าอาจารย์วีระเป็นคนพัฒนา Alexa อีก กลัวเหลือเกินว่า ถ้าเข้าใจกันอย่างนี้จะไปเข้าใจว่าอาจารย์วีระมีภรรยาเป็นชาวต่างชาติ เลยตั้งชื่อตามลูกสาวว่า Alexa 

ห้า อาจารย์วีระในตอนนี้ไม่ได้สังกัดภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบังแล้ว อาจารย์ย้ายไปประจำอยู่ที่วิทยาลัยนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง อยู่หลายปี ปัจจุบันเกษียณอายุแล้ว และได้รับการต่ออายุให้เป็นอาจารย์พิเศษของภาควิชาวิศกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563

สรุปประสบการณ์สอนออนไลน์และสิ่งที่น่าจะทำต่อไป

สัปดาห์นี้ผมเพิงจบการสอนออนไลน์ของภาคการศึกษาที่ 2/2562 ไปครับ อย่างที่เราทราบกันว่ามันมีเรื่อง COVID 19 เกิดขึ้น แล้วก็เกิดการระบาดไปทั่วโลกรวมถึงประทศไทยด้วย โดยสถานการณ์ของประทเศไทยเริ่มมีปัญหาหนักในช่วงปลายเดือนมีนาคม จากการระบาดครั้งใหญ่จากสนามมวยลุมพินีทำให้สถานศึกษาทุกแห่งในประเทศต้องเปลี่ยนเข้าสู่ระบบออนไลน์ทันทีไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่ ผมก็เลยอยากจะสรุปประสบการณ์ของตัวเองและข้อเสนอแนะเอาไว้ในบล็อกนี้สักนิดนะครับ 

ต้องบอกว่าผมใช้วิธีสอนออนไลน์หลายอย่างมากครับ คือบางวิชาที่มีวีดีโออยู่แล้ว ผมก็ใช้วิธีให้ดูวีดีโอมาก่อน แล้วก็มาทำโจทย์ร่วมกันแบบออนไลน์ตามเวลาเรียนปกติ วิชาที่ไม่มีวีดีโอก็บรรยายสดผ่านโปรแกรมประชุมออนไลน์ที่ใช้มากที่สุดก็คือ Google Meet และวิชาไหนที่มี Lab คอมพิวเตอร์ก็มีใช้ Zoom บ้าง Google Meet บ้าง ให้นักศึกษาทำโจทย์ ใครทำเสร็จก็ให้แชร์หน้าจอมาให้ดู แล้วก็อธิบายโปรแกรมให้ฟัง มีการ Quiz เพื่อวัดความรู้ผ่านทางโปรแกรมอย่าง Socrative หรือ Google Form ใช้ Google Classroom ให้ทำแบบฝึกหัดแล้วอัดวีดีโอส่ง มีการสอบปฎิบัติโดยให้ทำแล้วอัดวีดีโอขณะที่ทำ แล้วส่งทั้งโค้ดและวีดีโอขึ้น Google Classroom สิ่งเดียวที่ไม่ได้ทำคือจัดสอบออนไลน์ แล้วให้นักศึกษาเปิดกล้องแล้วไปคุมสอบ อย่างที่หลายที่ทำกัน 

ซึ่งขอสรุปว่าวิธีที่ผมไม่ชอบที่สุด และสุดท้ายก็ต้องเลิกไปก็คือการสอนสด เพราะมีปัญหาหลายอย่าง อันแรกคือเรื่องความสนใจของนักศึกษา ซึ่งตามปกติเรียนในห้องก็สมาธิไม่ดีอยู่แล้ว ยิ่งเรียนแบบนี้ยิ่งไปกันใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นการสอนนี่ยิ่งเหมือนเป็นทางเดียวหนักเข้าไปอีก เพราะตามปกติเด็กไทยเรียนในห้องก็แทบจะไม่อยากตอบอะไรอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ยิ่งไม่มีส่วนร่วมใหญ่ ขนาดผมให้ chat มา ไม่ต้องพูดถาม/ตอบ ยังแทบไม่มีใครทำ นอกจากบรรยากาศแล้ว ยังเป็นเรื่องความพร้อมของนักศึกษาทั้งทางด้านวินัยตัวเอง ขนาดเรียนออนไลน์ ผมนัดตามเวลาเรียน ซึ่งจริง ๆ ไม่ควรจะมีใครมาสายก็ยังมีคนที่เข้ามาร่วมชั้นเรียนสาย ไม่ต่างจากเวลามาเรียนในห้องปกติ ความไม่พร้อมด้านสภาพแวดล้อม และอุปกรณ์ของนักศึกษาเอง ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมของบ้าน คุณภาพของเครือข่าย ความพร้อมของอุปกรณ์อื่น ๆ อย่างคอมพิวเตอร์ ซึ่งถ้ามาเรียนตามปกติ ก็มาใช้ทุกอย่างของมหาวิทยาลัย แต่พอใช้ที่บ้านเครื่องที่มีอยู่อาจไม่พร้อมเท่ามหาวิทยาลัย นักศึกษาหลายคนบ่นว่าได้ยินเสียงขาด ๆ หาย ๆ ซึ่งในที่สุดผมก็ต้องเลิกใช้วิธีนี้ และไปใช้การอัดวีดีโอให้ไปดูมาล่วงหน้า ซึ่งมันทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาอีก อย่างเช่นผมไม่มีเวลาตรวจงานที่มอบหมายให้นักศึกษาได้ทันเวลา ซึ่งจริง ๆ ควรตรวจสัปดาห์ต่อสัปดาห์ จะได้ให้คำแนะนำต่องานที่นักศึกษาส่งเข้ามา ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่าทำไม่ได้เลย เพราะการทำวีดีโอมันค่อนข้างใช้เวลา และผมก็สอนเยอะมาก เทอมนี้สอน 7 วิชา มีวีดีโออยู่ 4 วิชา ซึ่งก็ต้องปรับปรุง และยังมีวิชาที่ไม่มีดีโอเลย ซึ่งการทำวีดีโอนี่ใช้เวลามากครับ ผมเลยไม่มีเวลาไปตรวจงานได้

และทุกวิธีก็มีปัญหา บางปัญหาก็เกิดจากตัวนักศึกษาเอง บางครั้งก็เกิดจากผมเอง เพราะสั่งงานไปบางครั้งก็ไม่คิดว่าจะมีปัญหาแบบนี้ เพราะเอาตัวเองเป็นหลักว่าตัวเองรู้แล้ว หรือเด็กเอกคอมน่าจะรู้ น่าจะแก้ปัญหาได้ บางปัญหาก็ไม่นึกว่าจะเกิดขึ้น อย่างทำ quiz อยู่ นักศึกษาบอกว่าไฟดับเพราะที่บ้านฝนตกหนัก บอกให้ไปซ้อมอัดวีดีโอหน้าจอมา บางคนไปซ้อมอัดมาแค่คลิปละ 2-3 นาที พอมาใช้จริง ก็พบว่า โปรแกรมที่ใช้แบบฟรี ๆ มันให้ใช้แค่คลิปละไม่เกิน 10 นาที (นี่แสดงให้เห็นถึงปัญหาของพวกเราที่เป้นผู้ใช้หลายคนนะครับ คือไม่เคยอ่านข้อตกลงเงื่อนไขการใช้งานเลย) บางคนพออัปคลิปขึ้น Youtube ซึ่งมันต้องให้ยืนยันตัวตนก่อน ถึงจะอัปคลิปยาวเกิน 15 นาทีได้ ก็ไม่อ่านว่าแค่ยืนยันตัวตนก็อัปได้แล้ว แต่กลับไปแบ่งวีดีโอเป็นหลาย ๆ คลิป อะไรแบบนี้เป็นต้น 

โดยความเห็นส่วนตัวผมมองว่า ที่ผมทำผ่านมามันไม่ใช่การเรียนออนไลน์จริง ๆ การเรียนออนไลน์จริง ๆ  ควรจะเป็นแบบที่ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามอัธยาศัยของผู้เรียน โดยอาจมีการกำหนดเวลาอย่าง Coursera, MOOC,  และ อีกหลาย Platform ซึ่งผมอยากทำแบบนั้น และตั้งใจจะทำมานานแล้ว แต่ยังหาเวลาทำให้สมบูรณ์ไม่ได้ และยังหา Platform ที่จะทำแบบนี้ยังไม่ได้ ซึ่งคิดว่าในช่วงปิดเทอมนี้จะพยายามทำให้ได้ ไม่ว่าจะต้องสอนออนไลน์หรือกลับไปสอนตามปกติ ซึ่งผมว่ามันจะเป็นประโยชน์และเป็นประโยชน์อื่น ๆ ด้วย อย่างเช่นผมสามารถให้นักศึกษาไปเรียนด้วยตัวเอง และอาจนัดกันคุยผ่านออนไลน์หรือในห้องสักสองสัปดาห์ครั้ง ครั้งละไม่นานนัก หรือถ้าใครอยากถามเป็นการส่่วนตัวก็จะกำหนดเวลาให้ซักถามไว้ ซึ่งตรงนี้ถ้าใครเรียนได้เร็วก็จบเร็ว โดยถ้าใครเรียนจบได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ ก็จะให้เกรดอย่างต่ำ C จากนั้นก็อาจมาสอบกันจริง ๆ และ/หรือมานำเสนอโครงการ เพื่อที่จะได้เกรดที่สูงกว่า C ต่อไป 

อีกอย่างที่ต้องปรับตัวและทำความเข้าใจก็คือส่วนของสถานศึกษาครับ สถานศึกษาหลายแห่งยังเข้าใจว่าการเรียนออนไลน์ก็คือการเปลี่ยนจากสอนในห้องเป็นสอนผ่านเน็ต ดังนั้นก็จะเรียกหาหลักฐานการสอนว่าสอนครบชั่วโมง สอนตามตารางสอนไหม และที่น่าต้องคิดกันต่อไปก็คือ น่าจะสนับสนุนให้อาจารย์สร้างคอร์สออนไลน์กันให้มากขึ้น โดยอาจจะนับให้หนึ่งวิชามีค่าเท่ากับหนึ่งบทความวิชาการ และสามารถนับเพื่อไปขอผลงานทางวิชาการได้ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ก็จะทำให้เรามีคอร์สออนไลน์มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะให้นักศึกษาเรียนแล้ว ยังเปิดให้คนนอกเรียนได้ ซึ่งจะเปิดเป็นบริการวิชาการแบบฟรี ๆ หรือจะเก็บเงินเพื่อเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย และแจกประกาศนียบัตรให้กับคนที่เรียนจบ นอกจากนี้อาจเปิดให้คนที่เรียนออนไลน์และได้ใบประกาศนียบัตรนี้ เมื่อสมัครเข้ามาเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ก็สามารถนำมาแสดง และสามารถรับการสอบ เพื่อให้เรียนจบได้เร็วขึ้นได้ ซึ่งก็จะเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย  


วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

Play Store, App Store นั้นขึ้นอยู่กับประเทศที่เราลงทะเบียนใช้งาน

ทุกคนที่ใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ไม่ว่าจะเป็นมือถือหรือแท็บเล็ตคงทราบว่าเราสามารถโหลดแอปและซื้อแอปจากร้านค้าที่เป็นทางการของค่ายต่าง  ๆ ซึ่งจริง ๆ ก็มีสองค่ายคือถ้าเป็นแอนดรอยด์ก็ใช้ Google Play Store ถ้าเป็น iOS (Apple) ก็คือ App Store และก็อาจจะมี Store ของแบรนด์มือถือเองอย่าง Samsung ก็จะมี Galaxy Store และบางคนก็อาจโหลดแอปจากที่อื่น ๆ ที่ไม่อยู่บน Store ที่เป็นทางการเหล่านี้ แต่อันหลังสุดนี้ผมไม่แนะนำนะครับ เพราะโอกาสที่เราจะได้แอปที่เป็นอันตรายจะสูงขึ้นมาก ขนาดโหลดแอปจาก Store ที่เป็นทางการยังมีแอปหลอกลวงต่าง ๆ หลุดมาให้เราโหลดได้ 

แต่เรื่องที่ผมจะเล่าในวันนี้ไม่เกี่ยวกับ Store หลอกลวงพวกนี้นะครับ แต่จะเล่าเกี่ยวกับ Store ที่เป็นทางการนี่แหละ ซึ่งเรื่องนี้หลายคนอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่ก็มีหลายคนที่อาจจะยังไม่รู้ และคนที่ไม่รู้หลายคนอาจเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับการขายและให้บริการเกี่ยวกับมือถือ และให้คำแนะนำผิด ๆ กับผู้บริโภคได้ นั่นคือถ้าเราลงชื่อเข้าใช้ แล้วระบุ Store ที่ต่างกันในแต่ละประเทศ เราก็อาจจะหาแอปบางตัวไม่เจอ และไม่สามารถติดตั้งลงบนเครื่องของเราได้ 

เรื่องนี้เกิดกับโทรศัพท์ของน้องสาวผมอีกแล้วครับ ผมเคยเขียนว่าน้องสาวเพิ่งซื้อโทรศัพท์มาเครื่องนึงแล้วก็มีปัญหาที่ผมเข้าไปแก้ไขให้ถ้าใครอยากอ่านก็เข้าจากลิงก์นี้ได้ครับ เมื่อสองสามวันก่อนก็เกิดปัญหาอีกครับ คือเขาโหลดแอปบางตัวไม่ได้ และเขาก็ไปถามร้านมือถือ แต่ไม่ใช่ร้านที่เขาซื้อมา ซึ่งเขาเล่าว่า เจ้าหน้าที่เอามือถือเขาไปดู แล้วก็บอกว่า ที่ลงแอปไม่ได้ เพราะมือถือนี้ไม่ได้ซื้อจากเครื่องที่อนุญาตให้ขายในประเทศไทย เป็นเครื่องนอก เครื่องหิ้วอะไรประมาณนี้ ซึ่งเขาแนะนำให้ไปติดต่อศูนย์ของมือถือเพื่อที่อาจจะช่วยปลดล็อกให้ น้องก็เลยโทรมาหาผม ผมฟังแล้วก็มึนมาก เพราะจริง ๆ ต่อให้เป็นเครืองนอกจริง เท่าที่รู้มันก็ไม่มีการล็อกอะไรแบบนี้ และยิ่งไปกว่านั้น น้องผมไม่ได้ไปซื้อเครื่องหิ้วที่ไหน ซื้อมาจากแบรนด์ชอปของมือถือนั่นแหละ ผมก็เลยถามว่ามีแอปอะไรที่ลงไม่ได้บ้าง ก็มีแอปธนาคารบางเจ้า และแอปพวกชอปออนไลน์อย่าง Shopee และน้องก็ให้ข้อมูลต่อมานิดหน่อยว่า เครื่องเก่าของเขามันก็โหลดไม่ได้เหมือนกัน พอฟังถึงตอนนี้ผมก็เริ่มเดาอาการได้แล้วครับ ก็เลยบอกว่าโอเควันที่ต้องพาแม่ไปหาหมอ เดี๋ยวจะเข้าไปดูให้

เมื่อเข้าไปดู ก็เป็นไปตามที่คาดครับ คือเขาไปลงทะเบียนของ Play Store ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่เขาไปแลกเปลี่ยนการสอนอยู่ที่ฝรั่งเศส และคงลืมไป หรือมีคนที่โน่นช่วยทำให้แล้วเขาไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้ ผมก็จัดการเปลี่ยนกลับมาเป็น Store ไทย ทุกอย่างก็เรียบร้อยครับ โหลดแอปที่ต้องการทุกอย่างได้ตามปกติ ซึ่งวิธีการเปลี่ยนก็ง่ายมากครับ เผื่อใครที่มีปัญหานี้อยู่จะได้ทำได้ครับ ก็ให้รันแอป Play Store ที่เราใช้โหลดแอปนั่นแหละครับ ขึ้นมา จากนั้นเลือกที่ปุ่มตามรูป




จากนั้นก็เลือกบัญชีครับ





จากนั้นก็เข้าไปเปลี่ยนประเทศที่ต้องการได้เลยครับ 


ผมเห็นว่าเรื่องนี้ถึงมันจะเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ แล้วก็แก้ปัญหาไม่ได้ แล้วก็อาจต้องเสียเวลาไปที่ศูนย์ไปที่ร้านซ่อมโดยไม่จำเป็น ก็เลยเอามาเล่าให้ฟังครับ    

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ขอชมเชยช่างจากการไฟฟ้าลาดกระบังครับ

วันนี้ขอกล่าวชมและขอบคุณเจ้าหน้าที่ช่างจากการไฟฟ้าลาดกระบังครับ คือเรื่องมีอยู่ว่ามีไฟฟ้าโซนนึงในบ้านผมมันมีอาการไฟตกและไฟมาไม่สม่ำเสมอ คืออาการมันเป็นอย่างนี้ครับตอนแรกเครื่อง UPS มันทำงานผิดปกติครับ คือมันแสดงให้เห็นว่าไฟที่เข้ามามันขึ้น ๆ ลง จาก 200 กว่า แล้วก็ตกลงเหลือ 100 กว่า ดังนั้นเครื่องมันก็ต้องทำงานตลอดเวลาโดยส่งเสียงร้องบอกว่าไฟไม่พอ ต้องใช้ไฟสำรองเพื่อส่งให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ ตอนแรกก็นึกว่าเป็นปัญหาที่การไฟฟ้าอาจส่งไฟมาไม่พอ เพราะช่วงนี้มีคนใช้ไฟเยอะ แต่พอไปเช็คที่โซนอื่นของบ้านมันก็ปกติดี และลองปิดไฟส่วนอื่นของบ้านทั้งหมดมันก็ยังเป็น ตัวผมไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้าเลย ก็พยายามหาช่างที่จะมาซ่อม แต่ก็ยังไม่ได้จริงจังนัก เพราะใช้ไฟในโซนอื่นของบ้านได้อยู่ ใช้สายพ่วงต่อมาเอา 

แต่พอผ่านไปหลายวันเข้า อาการมันหนักขึ้นหลอดไฟในโซนนั้นมันก็หรี่ลงเรื่อย ๆ บางดวงก็เปิดไม่ติดเลย และเมื่อคืนนี้ประมาณสองทุ่ม ไฟดวงหลักในห้องทำงานของคนในบ้านก็หรี่ลงอย่างเห็นได้ชัด ก็เลยคิดว่าต้องหาช่างจริงจังแล้ว จะหาช่างที่ไหนยังไงดีที่ไว้ใจได้ ก็เลยนึกว่าถ้าเป็นช่างจากการไฟฟ้าน่าจะไว้ใจได้มากที่สุด ก็เลยค้นไปเจอเบอร์ Call Center ของการไฟฟ้านครหลวง คือเบอร์ 1130 และเข้าไปอ่านในเว็บก็เหมือนมีบริการเรื่องไฟฟ้าในบ้านด้วย ก็เลยลองโทรดู พอโทรไปก็ต้องรอครับ ตามข้อมูลที่ได้ฟังจากระบบอัตโนมัติของ Call Center บอกว่าขณะนี้มีคนสอบถามเรื่องเกี่ยวกับการคืนค่าประกันมิเตอร์ไฟเป็นจำนวนมาก ผมก็อดทนรอครับ ตอนแรกคุณภรรยาก็นั่งรออยู่ด้วยจะได้ช่วยกันอธิบายอาการให้เขาฟัง สุดท้ายคุณภรรยาไม่รอครับ แต่ผมก็ทนรอต่อไปจนประมาณสัก 15 นาที ก็ได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ 

เจ้าหน้าที่ก็ได้สอบถามเลขสัญญาไฟฟ้าจากผม ผมก็เปิดแอปการไฟฟ้าเลย แล้วก็บอกอย่างมั่นใจ ปรากฏว่าไม่ถูกครับ เจ้าหน้าที่บอกมันต้องมี 8 หลัก แต่ในแอปมันแสดงแค่ 6 หลัก ก็เลยต้องวิ่งวุ่นหาบิลค่าไฟฟ้า สุดท้ายหาไม่เจอครับ เลยขอแจ้งชื่อกับที่อยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ค้นให้ได้ครับ ขอบคุณมากครับ ดังนั้นประสบการณ์แรกคือเราควรเก็บบิลค่าไฟฟ้าไว้สักใบนะครับ เพราะแอปมันแสดงหลักไม่ครบ  พอได้แล้วก็เล่าอาการให้ฟัง เจ้าหน้าที่ก็เลยให้เบอร์โทรศัพท์ของการไฟฟ้าลาดกระบังให้ 

ผมก็เลยโทรไปแล้วเล่าอาการให้ฟัง พอช่างฟังก็บอกว่าน่าจะเป็นเพราะมีอะไรหลวมในตู้เบรกเกอร์ แล้วก็ถามเลขที่สัญญาไฟฟ้าจากผมอีกครั้ง เพื่อให้รู้ตำแหน่งบ้านผม พอรู้ปุ๊ปก็บอกว่า เดี๋ยวจะเข้าไปดูให้ ผมฟังก็นึกว่าฟังผิดไป เพราะนึกว่าจะต้องนัดกันก่อน กว่าจะมาก็น่าจะอีกสักสองสามวัน ก็เลยถามว่าจะมาเลยหรือครับ ช่างบอกใช่ครับจะเข้าไปเลย เหมือนเขาออกมาทำงานแถวนี้พอดี ผมได้ฟังก็เลยรีบลงมาเคลียร์ที่เพื่อให้ช่างเข้าถึงตู้เบรกเกอร์ได้ง่าย ๆ คือบ้านมันผมค่อนข้างรก(มาก)ครับ ยังเคลียร์ไม่ทันเสร็จ ลูกชายคนโตบอกพ่อสงสัยมาแล้ว เขามาฉายไฟฉายแว็บ ๆ อยู่หน้าบ้าน ก็เลยหันไปดู ใช่จริงครับมาแล้ว นับจากที่วางหูโทรศัพท์ไม่น่าจะเกิน 5 นาที ก็เลยรีบออกไปรับ ช่างก็เริ่มจากไปดูก่อนว่ากระแสไฟที่จ่ายเข้าบ้านจากเสาไฟฟ้าปกติไหม ปรากฏว่าปกติดี ก็เลยเข้ามาเช็คในบ้านก็เสียบ UPS ให้เขาเห็นอาการ เขาก็ไปดูที่ตู้เบรคเกอร์ แล้วก็บอกว่าสายนิวทรัลไหม้ แล้วก็ไหม้มากด้วย ไม่ได้กลิ่นไหม้กันเลยเหรอ ผมกับภรรยาและลูกชายคนโตก็มองหน้ากัน แล้วก็คิดว่าหรือพวกเราจะติด COVID-19 กันหมด เพราะไม่มีใครได้กลิ่นเลย ทั้งที่ก็นังทำงานกันอยู่ตรงนั้น อ้อพูดถึงตรงนี้ต้องขอนินทาเจ้าลูกคนเล็กนิดนึงครับ คือเขานั่งเล่นเกมอยู่อีกโซนหนึ่ง ช่างเดินผ่านเข้าออกไปที่ตู้เบรกเกอร์ไปแล้วรอบสองรอบ เขาเพิ่งเงยหน้ามาถามอ้าวช่างมาแล้วเหรอพ่อ เวลาเรียนขอให้มีสมาธิแบบนี้นะลูกนะ

ช่างก็จัดการเปลี่ยนสายให้เรียบร้อย และอาการก็หายครับ ใช้เวลาในการตรวจสอบและแก้ไขน่าจะไม่เกินครึ่งขั่วโมง ประทับใจมากครับ และไม่เรียกรับค่าบริการใด ๆ ด้วย ก็ขอขอบคุณไว้ที่นี้อีกครั้งแล้วกันนะครับ เสียดายที่ไม่ได้ถามชื่อช่างไว้ด้วย ผมว่าเจ้าหน้าที่แบบนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรได้ดีมากครับเทียบกับที่อ่านข่าวตอนเช้าที่มีคนจากการไฟฟ้าออกมาแสดงความกังวลว่าการที่การไฟฟ้าต้องลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนสองสามเดือนในช่วง COVID อาจทำให้การไฟฟ้าเจ๊งเหมือนการบินไทยนี่ให้ความรู้สึกคนละเรื่องกันเลยครับ 

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

คนเฒ่าเล่าความหลังช่วงไปเรียนที่อเมริกา

เมื่อสองสามวันก่อนจัดบ้านเคลียร์ของเก่า ๆ ทิ้งก็ไปเจอสมุดเช็คของตัวเองสมัยตอนเรียนอยู่อเมริกานับมาถึงตอนนี้ก็ 23 ปีแล้วครับ นี่คือหน้าตาของเช็คครับ




แล้วมันก็ทำให้นึกถึงเรื่องขำ ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาครับ คือนักเรียนทุนเมื่อไปถึงอเมริกาแล้วจะต้องไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อให้โอนเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ ซึ่งธนาคารที่อยู่ใกล้อพาร์ทเมนท์ที่ผมอยู่ที่สุดก็คือ Chevy Chase (ตอนนี้ถูก takeover โดย Capital One ไปแล้วครับ) ตอนเห็นชื่อธนาคาร ผมก็นึกขำ ธนาคารนี้ชื่อเหมือนดาราคนนึงเลย อ.วีระ ที่งานวิจัยป.เอกของอาจารย์เป็นรากฐานของ Siri เป็นคนพาผมไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร คืออ.วีระ ไปเรียนก่อนผมประมาณ 1 เทอม เราก็ไปที่ธนาคาร ไปรอที่จะเปิดบัญชี คนที่จะให้บริการผมนี่เป็นสาวหน้าตาเหมือนคนเอเชีย ดู ๆ ไปออกไปทางเวียดนามหรือจีน ก่อนที่เธอจะให้บริการผม ก็มีคนเอาเหรียญมาให้เธอ เธอก็ค่อย ๆ ละเลียดนับ อ.วีระก็เริ่มบ่นเธอกับผมทันทีด้วยเสียงค่อนข้างดังประมาณว่าดูยายนี่สิ นับอยู่ได้ แทนที่จะให้บริการก่อน จริง ๆ ผมก็เห็นด้วยกับอ.วีระแหละครับ แต่ก่อนจะตอบอะไรไป ผมบังเอิญเหลือบไปเห็นป้ายชื่อเธอเข้า มันเหมือนชื่อคนไทย ก็เลยบอกอ.วีระไปว่า สงสัยคนไทยนะ อ.วีระก็บอกว่าไม่ใช่หรอก มาธนาคารนี้ตั้งหลายครั้งแล้ว พอเธอจัดการเหรียญเสร็จ ก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วพูดไทยชัดแจ๋วว่า "เชิญค่ะ" ผมก็อึ้งไปนิดหนึ่งหันมามองข้าง ๆ ไม่เห็นอ.วีระแล้วครับ แกออกจากธนาคารไปเร็วมาก :) ก็ได้คุยกับเธอช่วงเปิดบัญชีว่าเธอเป็นคนไทย แต่พ่อแม่เธอมาตั้งรกรากอยู่ที่อเมริกา เธอเกิดและโตที่อเมริกา เป็นอเมริกันเต็มตัว นึกดีใจนิด ๆ ว่ายังไม่ได้นินทาอะไรเธอไป งั้นคงอึดอัดพึลึก เป็นอันว่าไปเปิดบัญชีธนาคารนึกว่าจะได้พูดภาษาอังกฤษก็ได้พูดไทยซะงั้น และก็เป็นบัญชีเดียวที่ผมเปิดที่นี่ด้วย ส่วนหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องมีเช็คด้วย เพราะช่วงที่ผมไปอยู่ คนอเมริกันเขานิยมใข้เข็คกันนะครับ แรก ๆ ที่ไปไม่มีบัตรเครดิต จ่ายทุกอย่างตั้งแต่ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ จนไปถึงซื้อของตามร้าน ตามห้าง ก็ใช้เช็คนี่แหละครับ  

พูดถึงบัตรเครดิต ก็เล่าให้ฟังเพิ่มอีกนิดแล้วกันครับ บัตรเครดิตใบแรกที่ได้นี่หลังจากไปอยู่อเมริกาได้สักเทอมหนึ่งนะครับ เป็นของ Citi Bank เท่าที่จำได้คือเดินอยู่ในมหาวิทยาลัย แล้วเห็นเขามาเปิดบูธให้สมัคร แล้วแจกเสื้อคนสมัคร บอกตามตรงว่าผมไม่คิดว่าจะได้บัตรนะครับ เพราะอยู่เมืองไทยกว่าจะสมัครบัตรเครดิตได้นี่ยากมาก ของไทยนี่บัตรใบแรกเป็นของกสิกรไทย และต้องแนบเอกสารการเงิน ซึ่งเงินเดือนข้าราชการตอนที่เข้ามาเริ่มทำงานอยู่ที่ 6000 บาทนิด ๆ สมัครไม่ผ่านแน่ ต้องไปขอให้ที่ที่ไปทำงานพิเศษเขาออกหนังสือรับรองเงินเดือนให้ ถึงจะได้มา ดังนั้นที่เดินเข้าไปสมัคร บอกตรง ๆ เลยว่าอยากได้เสื้อ ก็กรอกใบสมัครไป แล้วเชื่อไหมครับว่าไม่ต้องแนบเอกสารอะไรเลย ถ้าเป็นเมืองไทยนี่คงถ่ายเอกสารกันเยอะแยะ แล้วก็ได้เสื้อมา ซึ่งเสื้อที่ได้มาผ่านมา 23 ปีแล้วก็ยังใส่อยู่นะครับ มันดูไม่เก่าเลย และบัตรเครดิตก็สมัครผ่านอีกต่างหากครับ พอได้มาก็เลยไม่ประหลาดใจเลยครับว่าทำไมคนอเมริกันถึงเป็นหนี้บัตรเครดิตกันเยอะ มันสมัครง่ายแบบนี้นี่เอง หลังจากนั้นผมยังสมัครบัตรเครดิตเพิ่มได้อีกสองใบครับ รวมถึงสมัครบัตรเสริมให้คุณภรรยาอีก ไปอยู่อเมริกาไม่ถึงปี มีบัตรเครดิต 3 ใบ และถ้าสมัครเพิ่มอีกคงได้อีก จนคุณภรรยาต้องเบรกว่าจะสมัครไปทำไมเยอะแยะ ก็เลยหยุด สงสัยเก็บกดครับ อยู่เมืองไทยสมัครยากเย็นเหลือเกิน :)

ศุกร์นี้ก็ไม่มีสาระอะไรนะครับ ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้ก็นึกซะว่ามาฟังคนแก่เล่าความหลังให้ฟังแล้วกันครับ จริง ๆ พอเห็นเช็คนี้ ก็คิดถึงเรื่องสนุก ๆ ตอนเรียนอยู่อเมริกาหลายเรื่องนะครับ เอาไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังกันอีกครับ 

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ช่วงกักตัวไปฝึกเต้นรำกันครับ

บล็อกวันนี้อาจจะเรียกว่าต่อเนื่องจากศุกร์ที่แล้วก็ได้นะครับ เมื่อศุกร์ที่แล้วผมชวนไปฟังเพลง Tennessee Waltz ซึ่งเป็นเพลงเก่า และเป็นเพลงช้า ๆ แต่เมื่อผมไปค้นวีดีโอจาก YouTube เพื่อเอามาประกอบบล็อก ก็เลยได้พบว่า เพลง Tennessee Waltz ถูกนำไป cover ใหม่ในเยอรมัน โดยนักร้องชื่อ Ireen Sheer ซึ่งเพลง Tennessee Waltz ถูกนำไปทำให้กลายเป็นเพลงที่มีจังหวะเต้นรำ และถูกนำไปใช้เป็นเพลงประกอบการเต้นที่เรียกว่า Line Dance จากที่พบค้นดูใน Youtube พบว่าการเต้นเพลงนี้ค่อนข้างจะเป็นที่นิมในเกาหลีใต้นะครับ เพราะวีดีโอใน YouTube ส่วนใหญ่ที่ผมเจอจะมาจากเกาหลีใต้ ลองไปฟังและไปดูกันครับ และอาจลองหัดเต้นตามกันดูก็ได้นะครับถ้าใครยังต้องอยู่บ้านแล้วรู้สึกเบื่อ 





  

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ฟังเพลง Tennessee Waltz กันครับ

ไม่ได้ฟังเพลงกันมาหลายสัปดาห์แล้วนะครับ วันนี้มาฟังเพลงกันหน่อยดีกว่า ก็เหมือนกับหลาย ๆ เพลงที่ผมเคยเอามาโพสต์ครับ คืออยู่ ๆ เพลงนี้ก็กลับเข้ามาเล่นซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวผม ซึ่งเพลง Tennessee Waltz นี้จัดว่าเป็นเพลงอมตะมากนะครับ จากที่ผมไปค้นข้อมูลมาได้ความว่าเพลงนี้เขียนขึ้นในปี 1946 และออกวางขายในปี 1948 ก่อนผมเกิดหลายปีมาก โดยเพลงนี้มาดังมากและขายได้หลายล้าน (อะไรดี ไม่รู้สมัยนั้นเขาใช้อะไร น่าจะเป็นแผ่นนะครับ) แผ่น จากการร้องของ Patti Page และก็ยังมีการนำกลับมาร้องกันจนถึงทุกวันนี้

เพลงก็มีเนื่้อหาง่าย ๆ ฟังสบาย ๆ ครับ ไปฟังเพลงกันดีกว่าครับ




I was dancing with my darling to the Tennessee Waltz
When an old friend I happened to see
I introduced her (him) to my loved one
And while they were dancing
My friend stole my sweetheart from me
I remember the night and the Tennessee Waltz
Now I know just how much I have lost
Yes, I lost my little darling the night they were playing
The beautiful Tennessee Waltz

*เนื้อเพลงสามารถปรับเปลี่ยนตามเพศของคนร้องได้ง่าย ๆ จาก her เป็น him ถ้าคนร้องเป็นผู้ชาย 

ฉันกำลังเต้นรำอยู่กับสุดที่รักของฉันภายใต้บทเพลง Tennessee Waltz   
เมื่อบังเอิญเห็นเพื่อนเก่าของฉันผ่านเข้ามา
ฉันแนะนำเธอ(เขา)ให้รู้จักกับที่รักของฉัน
และในขณะที่พวกเขาเต้นรำกัน
เพื่อนของฉันก็ได้พรากสุดที่รักของฉันไปจากฉัน

ฉันยังจำค่ำคืนและเพลง Tennessee Waltz นั้นได้แจ่มชัด
และตอนนี้ฉันก็ได้รู้แล้วว่าฉันได้สูญเสียไปมากแค่ไหน
ใช่ฉันได้เสียสุดที่รักของฉันไป ในค่ำคืนที่พวกเขา (วงดนตรี) กำลังเล่นเพลง
Tennessee Waltz ที่เพราะจับใจ