วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

จะต้องมีคนตายอีกกี่รายจึงจะแก้ปัญหานักเรียนนักเลงได้

สวัสดีครับ วันนี้วันศุกร์จริง ๆ ควรจะเขียนเรื่องเบา ๆ นะครับ แต่จากข่าวที่เด็กอายุ 9 ขวบ ถูกยิงตายจากการไล่ล่ากันทะเลาะกันของพวกนักเรียนนักเลงนี่ทำให้ผมรุ้สึกหดหู่ใจและเศร้าใจมากจนอยากจะมาระบายความรู้สึก และเสนอความคิดเห็นต่อประเด็นนี้เสียหน่อย ต้องบอกเลยว่าเด็กที่โดนยิงอายุเท่าลูกชายคนเล็กของผมเลยครับ และพี่ชายของเขาที่รอดมาได้ก็อายุเท่ากับเจ้าคนโตของผม มันทำให้ผมยิ่งรู้สึกว่ามันมีความรู้สึกร่วมกับครอบครัวของผู้สูญเสีย ตอนนี้ผมกับภรรยายังขับรถไปส่งและไปรับทั้งสองคนอยู่ แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็คงต้องให้เขาเดินทางกันเองโดยใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แต่มาเห็นเหตุการณ์แบบนี้เข้าก็ยิ่งทำให้รู้สึกไม่อยากจะปล่อยให้เขาเดินทางกันเองเลยครับ ระบบขนส่งสาธารณะบ้านเราลำพังตัวรถเมล์เองก็ไม่ปลอดภัยอยู่แล้ว เช่นออกรถจนเด็กตกลงมาบ้าง แข่งกันเข้าป้่ายจนไปชนคนรอรถตายบ้าง แล้วก็ยังเรื่องนักเรียนนักเลงพวกนี้อีก

สำหรับเรื่องนักเรียนนักเลงนี้จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยนะครับมันอยู่คู่กับสังคมเรามานานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็กคนพวกนี้ก็ยกพวกตีกันก่อความเดือดร้อนกับคนอื่นอยู่แล้ว แต่คำถามคือทำไมเราจึงยังแก้ปัญหาพวกนี้ไม่ได้ ปล่อยจนมีคนไม่รู้เรื่องรู้ราวต้องตายไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ พอตายกันขึ้นมาทีก็มานั่งประชุมแก้ปัญหากันที ก็ไอ้เรื่องเดิม ๆ แหละครับ ประเภทจะต้องจับตาดูกลุ่มพวกหัวโจก ต้องดูแลไม่ให้มีการซ่องสุมอาวุธ เสร็จแล้วมันก็เงียบหายไป จนมีคนตายขึ้นมาใหม่ก็มาพูดกันเรื่องเดิมอีก ผมว่าเราต้องทำอะไรให้เด็ดขาดกว่านี้แล้วนะครับ เช่นถ้าจะต้องปิดโรงเรียนในฐานะควบคุมดูแลไม่ได้ก็ต้องทำ คนผิดเมื่อจับได้แล้วก็ต้องลงโทษตามกฏหมายอย่างเด็ดขาด หมดเวลาที่จะมาบอกว่าเป็นเยาวชนแล้วทำผิดต้องให้อภัย เพราะจากตัวอย่างที่ผ่านมาจะเห็นว่าแทนที่จะทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้สำนึก กลับเป็นว่าเด็กกลุ่มนี้กลายเป็นรู้ว่าเดี๋ยวก็ได้รับการอภัย

ในความเห็นของผมผมว่าปัญหาหลักมันอยู่ที่รุ่นพี่บางกลุ่มครับ ซึ่งอาจารย์ในโรงเรียนน่าจะรู้ดีว่าเป็นกลุ่มไหน ทำไมผมจึ่งบอกว่าเป็นที่รุ่นพี่ เพราะลองคิดดูนะครับว่าเด็กนักเรียนอาชีวะนั้นก่อนจะมาเรียนอาชีวะเขาก็เรียนโรงเรียนธรรมดาใช่ไหมครับ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ยกพวกไปตีกับใครหรือไปยิงใครที่ไหน แต่ทำไมพอก้าวเข้าอาชีวะไปได้ไม่ถึงปีก็ไปมีเรื่องมีราวถึุงกับกล้าไปไล่ยิงคนอื่นได้ แสดงว่าต้องถูกล้างสมองจากรุ่นพี่ชั่ว ๆ นี่แหละ ดังนั้นทางโรงเรียนน่าจะต้องมีมาตรการกีดกันไม่ให้รุ่นพี่เลว ๆ เหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องกับน้องใหม่ที่เข้ามา และถ้ามีหลักฐานอะไรก็ไล่ออกไปหรือแจ้งตำรวจจับเข้าคุกไปเลย แน่นอนครับคงจะไปโทษไอ้พวกรุ่นพี่ชั่ว ๆ ฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้ ทางครอบครัวเองและโรงเรียนประถม-มัธยมจะต้องเสริมสร้างทุนชีวิตให้กับเด็กโดยสอนให้เขารู้จักเลือกที่จะคบคน กล้าที่จะปฏิเสธที่จะทำในสิ่งที่ไม่ดี คือต้องให้เขามีสิ่งที่เรียกว่าหิริโอตัปปะ ซึ่งก็คือการละอายต่อการทำบาป และเกรงกลัวผลที่เกิดจากการทำบาป ผมคิดว่าคุณธรรมข้อนี้มันเริ่มจะเลือนหายไปจากสังคมของเรานะครับต้องนำมันกลับมา อีกจุดหนึ่งก็คือทางบ้านและโรงเรียนจะต้องสร้างความไว้ใจให้เขากล้่าที่จะไปปรึกษาเมื่อเกิดปัญหาขึ้น เขาจะได้ไม่ไปคบกับคนชั่วคนเลวที่ทำเป็นเข้าใจเขาแต่มีจุดประสงค์เลวร้ายที่จะเปลี่ยนเขาให้เป็นคนชั่วเหมือนตัวเอง

สุดท้ายนี้ผมก็อยากภาวนาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ขอให้เป็นเหตุการณ์สุดท้ายอย่าให้เกิดขึ้นอีกเลย ขอขอบคุณตำรวจที่จับคนยิงได้แล้ว และขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครับของผู้สูญเสียด้วยครับ

2 ความคิดเห็น:

  1. สวัสดีครับ ผมเป็นลูกศิษของอาจารย์คนนึงนะครับ

    ผมคิดว่าลักษณะของคนไทยเป็นตามลิ้งนี้เลยครับ

    http://talk.mthai.com/topic/125535

    ซึ่งสิ่งสำคัญที่ผมว่าขาดไปคือทักษะในการมองตัวเองน่ะครับ พอเขาไม่รู้จักการมองตัวเอง และรอบๆตัวเองทำให้เขาไม่รู้ว่าอะไรคือจุดอ่อนของเขา อะไรคือปัญหาของเขา แค่ไหนถึงเรียกว่ารู้ แค่ไหนถึงเรียกว่าพอ หรือเขาอาจจะทราบแต่ไม่กล้ายอมรับความจริง ปฏิเสธที่จะคิดตามก่อน เลือกเชื่อหรือปฏิเสธอย่างไม่มีเหตุผล ด้วยจุดนี้มันเลยทำให้คนๆนึงขาดการพัฒนา ถึงแม้จะมีแนวคิดอะไรที่สามารถใช้แก้ปัญหาได้ แต่เขาก็อาจเลือกที่จะไม่ทำ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆนะครับ จุดนี้แหละครับที่ควรแก้ไขมากที่สุดเลย ถ้าคนๆรู้ว่าอะไรคือปัญหาขึ้นมาแล้ว โดยความคิดหรือสัญชาติญาณแล้วเขาจะต้องแก้ปัญหานั้นๆแน่นอนครับ ผมเชื่อแบบนี้

    นี่ก็เป็นความคิดของผมนะครับ ถ้ามีแนวคิดที่แตกต่างอย่างไรแนะนำผมด้วยนะครับ : )

    ตอบกลับลบ
  2. สวัสดีครับ ขอบคุณที่มาร่วมให้ความเห็นครับ เห็นด้วยว่าการมองตัวเองเป็นเรื่องสำคัญครับ

    ตอบกลับลบ