![]() |
| Photo by Cyrus Crossan on Unsplash |
หลังจากเลือกตั้งเสร็จ ประเทศไทยของเราก็ยังคงมีปัญหาเหมือนแทบทุกครั้ง จริง ๆ มันมีปัญหาตั้งแต่การเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่มันเป็นปัญหาจากการทำหน้าที่จัดการของกกต. เริ่มตั้งแต่การลงทะเบียนล่วงหน้า และการลงประชามตินอกเขต ก็ทำให้มันวุ่นวายจนคนหลายคนลงทะเบียนล่วงหน้า แต่ไม่ได้ลงประชามตินอกเขต และก็ไม่ได้คิดโทษตัวเองหรอก อาจคิดในใจว่าพวกแกมันโง่เอง
ขอโทษนะภรรยานายกยังทำแค่ลงเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่ได้รู้ว่าต้องลงประชามตินอกเขตแยกต่างหากด้วย ถ้าระดับภรรยานายกยังไม่รู้ มันก็ไม่แปลกที่คนอีกหลายคนในประเทศจะไม่รู้ แล้วยังให้เวลาเขาลงทะเบียนน้อยอีก เข้าใจว่ามีคนเสียสิทธิส่วนนี้ไปประมาณ 800,000 คน และการเสียสิทธินี้ มันมีผลเหมือนการเสียสิทธิที่ไม่ได้ไปเลือกตั้ง
นอกจากนี้การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าก็มีปัญหามากมาย ก็ลองดูจากข่าวเองแล้วกันนะครับ ยกตัวอย่างรายชื่อผู้สมัครจากบางพรรคหายไป พอคนไปสอบถามก็บอกว่าเขาโดนตัดสิทธิไปแล้ว ทั้งที่จริงมันเป็นการตกหล่นจากฝั่งกกต. พอรู้ตัวก็เติมเข้าไป แต่คนที่เลือกไปแล้วล่ะ คนที่เขาเชื่อกกต.ว่าผู้สมัครที่เขาจะเลือกโดนตัดสิทธิไปแล้ว แล้วเขาไปเลือกคนอื่น หรือโหวตโนไป ทำให้เขาไม่ได้เลือกคนที่ต้องการ จะรับผิดชอบยังไง คะแนนนึงถึงมันอาจจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้ มันก็มีความหมายกับคนเลือกไม่ใช่หรือ
พอมีปัญหาการเลือกตั้งล่วงหน้า กกต. ควรจะระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการเลือกตั้งจริง แต่ก็กลับเกิดปัญหาโดยเฉพาะในการนับคะแนน คำถามที่ต้องตอบและชี้แจง เป็นลำดับแรก ๆ คือ ทำไมจำนวนบัตร กับจำนวนผู้มาใช้สิทธิถึงไม่ตรงกัน ปัญหานี้จริง ๆ ไม่ต้องให้ใครมาร้อง พอนับเสร็จ กรรมการประจำหน่วยควรจะต้องนับใหม่เลยไหม หรือหาสาเหตุให้ได้ไหม จำนวนบัตรบัญชีรายชื่อ กับแบบแบ่งเขต ทำไมมันถึงต่างกันอย่างมีนัยสำคัญขนาดนั้น ขั้นตอนการทำงานของกรรมการประจำหน่วย ทำไมหลายหน่วยจึงทำไม่ถูกขั้นตอน คำถามคืออบรมเจ้าหน้าที่กันมายังไง สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลยหรือถ้า ถ้าวางแผนบริหารจัดการกันดี ๆ
นับคะแนนเสร็จ ก็ไม่ยอมประกาศผลคะแนนหน้าหน่วย ซึ่งเป็นวิธีการที่โปร่งใสที่สุดแล้ว เข้าใจว่าเลือกตั้งของเราตั้งแต่ยุคเก่า ๆ ก็ประกาศคะแนนติดไว้หน้าหน่วยเลย ไม่ต้องให้ใครไปทวง คือไม่เข้าใจเหตุผลที่ไม่ประกาศ เข้าใจว่าเลือกตั้งคราวที่แล้วก็ไม่ยอมประกาศหน้าหน่วย ส่วนตัวมองว่ามันไม่มีเหตุมีผลอะไรเลย ทำไมสิ่งที่ดี ๆ ที่ทำให้โปร่งใส ถึงเอามันออกไป คือให้ไปรอคะแนนที่ป้อนเข้าระบบอย่างเดียว มันก็มีคำถามนะ ว่าจะรู้ได้ยังไงว่าคุณป้อนข้อมูลถูก 100%
นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งผมมองว่าทุกคคนที่เอาอคติส่วนตัวจากการรักชอบออกไปควรจะมองเห็น ไม่ใช่มานั่งบอกว่า มันขี้แพ้ชวนตี แพ้แล้วพาล มาป่วนการเลือกตั้ง หรือไปกล่าวหาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โกงแน่ ๆ ผมบอกเลยนะครับว่า ผลการเลือกตั้งมันออกมาแล้ว และมันจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากหรอกครับ ต่อให้เลือกตั้งใหม่ ผลมันก็จะออกมาประมาณนี้
ดังนั้นผมอยากให้เอาความคิดแบ่งฝักแบ่งฝ่ายนี้ออกไป แล้วมองให้เห็นว่าสิ่งที่กกต.ทำมันเป็นปัญหา เราจ่ายเงินภาษีให้กับคนกลุ่มนี้ เขามีหน้าที่เดียวคือจัดการเลือกตั้ง การเลือกตั้งขนาดใหญ่แบบนี้ ไม่ได้มีบ่อย ๆ 3-4 ปีครั้ง ในช่วง 3-4 ปีนี้ อาจมีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นบ้าง คำถามคือเขาทำอะไรกันในช่วง 3-4 ปี ที่่ไม่ได้มีการเลือกตั้งใหญ่ เขาไม่ได้คิดนวตกรรมอะไรที่จะทำให้การเลือกตั้งมันง่าย สะดวก รวดเร็วโปร่งใสบ้างหรือ ต่อให้ไม่ได้คิด จะใช้วิธีเดิม ๆ ทำไมเขาถึงยังทำมันให้ออกมาดีไม่ได้ เรามีปัญหากับการสรรหาคนกลุ่มนี้เข้ามาไหม แล้วเขาทำงานผิดพลาดแบบนี้เราทำอะไรกับเขาได้บ้าง
คราวนี้ก็มาถึงประเด็นร้อนตอนนี้คือตัวบาร์โค้ดที่สามารถติดตามกลับมายังตัวผู้เลือกได้ว่าเลือกใคร อันนี้ก็เป็นปัญหา คือผมไม่ได้บอกว่ามันผิดถึงขนาดที่จะต้องให้การเลือกตั้งโมฆะแน่ ๆ นะ เพราะคนที่จะตัดสินได้คือศาล ผมไม่อยากเลือกตั้งใหม่ เพราะผมเชื่อว่าผลจะไม่เปลี่ยน เสียเงิน เสียเวลากันโดยใช่เหตุ อาจมีคะแนนดิบเปลี่ยนบ้าง เพราะอาจมีคนเปลี่ยนใจจากการจับขั้วที่เห็น แต่ถ้าศาลบอกว่ามันขัดรัฐธรรมนูญจริง และต้องเลือกใหม่ กกต.ก็ต้องรับผิดชอบ อาจมีติดคุกกันบ้าง แต่ประเทศก็เสียหาย เสียทั้งเงิน และเวลาแทนที่จะมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศโดยเร็ว ก็ต้องรอไปอีก
ซึ่งปัญหานี้จะไม่เกิดเลยถ้ากกต.มีการบริหารจัดการที่ดี และหมั่นติดต่อสื่อสารกับประชาชน แต่สิ่งที่ผมกังวลคือ แม้แต่ตัวกกต.บางคนเองก็ไม่รู้นี่สิว่า ไอ้บาร์โค้ดนี่มันย้อนกลับได้ถึงตัวคน อาจมารู้พร้อม ๆ กับพวกเรานี่แหละ
แต่สมมติว่ากกต.รู้แล้วกัน สิ่งแรกคือ กกต. รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งสองแบบ และมีลงประชามติ และกกต.ตัดสินใจใช้บัตรสามรูปแบบที่่ต่างกัน อันแรกที่ควรต้องออกมาชี้แจงก่อนเลือกตั้งคือ ทำไมต้องใช้สามแบบ ถ้าทั้งสามแบบนี้ สามารถใช้ยืนยันว่ามันเป็นบัตรจริงจากกกต. ตามที่กกต.ให้สัมภาษณ์ภายหลัง ทำไมจึงไม่เลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งเท่าที่ตามข่าว บัตรประชามติ ทำง่ายมีราคาถูกที่สุด ทำไมจึงไม่ใช้รูปแบบนี้ ซึ่งเหมือน กกต.บอกว่า โรงพิมพ์ความสามารถไม่เท่ากัน แต่ถ้าโรงพิมพ์ที่มันพิมพ์แบบยากกว่าได้ มันก็ควรพิมพ์แบบที่ง่ายกว่าได้ไม่ใช่หรือ
ถัดมาถ้าจะเลือกใช้แบบย้อนกลับได้ ก็ควรจะต้องแจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้า การที่มีคนเอามาโพสต์ว่า จะโวยวายอะไรกัน ที่สิงค์โปร์บัตรเลือกตั้งเขาก็ย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ แต่ประเด็นคือเขาชี้แจงให้ประชาชนรู้แต่แรก และเขาบอกขั้นตอนการแยกเก็บต้นขั้วกับบัตรอย่างชัดเจน แต่ประเทศเราเพิ่งมารู้หลังเลือกตั้งแล้ว และสังเกตไหมครับว่า กกต.เน้นแต่การจัดเก็บบัตรลงคะแนน แต่ไม่ได้พูดถึงการจัดเก็บต้นขั้วเลย (มาพูดตอนแถลงแล้วมีคนถาม) ซึ่งตรงนี้ก็ไม่แปลกที่จะมีคนกังวล เพราะคนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าการลงคะแนนเป็นความลับมาตลอด ไม่มีทางย้อนกลับมาถึงตัวได้ว่าเราเลือกใคร ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคำพูดอย่าง "รับเงินหมา แต่การพรรคที่เราชอบ" มันไม่เกี่ยวกับทำได้ยากหรือง่าย แต่คนไทยส่วนที่กังวลนี่เข้าใจมาตลอดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ พอรู้ว่าเฮ้ยมันย้อนกลับได้นะ เขาถึงตกใจ และไม่พอใจ และให้ลองคิดด้วยว่า โอเคการเลือกตั้งระดับชาติมันอาจจะยากจริง แต่ถ้าลงมาระดับท้องถิ่น แล้วมันทำแบบนี้ได้ ไอ้ที่ว่ายาก ๆ มันจะง่ายขึ้นไหม แล้วถ้าคนไทยไม่รู้ไปเรื่อย ๆ แต่พวกนักการเมือง ผู้มีอำนาจรู้ ต่อไปจะเป็นยังไง
การเอามาประกาศล่วงหน้า ยังมีประโยชน์คืออาจมีคนไปยื่นถามศาลว่าทำได้ไหม การเลือกตั้งจะยังลับอยู่ไหม ซึ่งถ้าศาลตัดสินว่าได้มันก็จะจบไม่ต้องมาเป็นประเด็น และประชาชนจะได้ติดตามการเก็บข้อมูลแยกสามส่วนของกกต. ว่าทำจริงไหม
พูดถึงการลงคะแนนต้องเป็นความลับนี่ อันนี้ก็ต้องมาดูกันต่อว่าการที่สิงคโปร์ทำอย่างนี้ได้ แสดงว่ารัฐธรรมนูญของสิงคโปร์ไม่มีประโยคนี้ใช่ไหม แต่ของไทยมันมี ดังนั้นผมก็หวังว่าจะมีคนยื่นศาลให้ทำให้มันชัดเจนไปเลยนะ จะได้รู้ว่าการเลือกตั้งต่อไปที่มันจะมีขึ้นนี่ทำแบบนี้ได้ไหม
คือคนทีชอบออกมาพูดว่าแพ้แล้วพาลนี่ควรเข้าใจนะ การทำตรงนี้มันเป็นการทำให้ชัดว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ และถ้าทำได้ ต่อไปกกต.ก็ควรต้องมีมาตรการเหมือนที่สิงคโปร์ทำ คือแยกการจัดเก็บต้นขั้ว และบัตรออกจากกัน แต่ตอนนี้กกต.เน้นแต่การเก็บบัตร แทบไม่ได้พูดถึงต้นขั้วเลย จนกระทั่งมีคำถามจากการแถลงของกกต. ถึงรู้ว่าแยกเก็บนะ แต่ก็อยู่กับกกต.ทั้งหมดอยู่ดี ส่วนตัวคิดว่าควรแยกหน่วยงานเก็บไปเลย และควรทำลายให้เร็วที่สุดด้วย อย่างสิงคโปร์บอกทุกอย่างถูกทำลายภายใน 6 เดือน แต่ของไทยรู้สึกจะสองปี นานไปไหม มันอาจมีคำถาม สองปีนี่รอให้มีคนไปเก็บข้อมูลหรือเปล่า
คำถามอีกอย่างที่ต้องตอบคือมันมีความจำเป็นอะไรถึงจะต้องเก็บไปถึงจุดที่ว่าประชาชนคนนี้เลือกใคร จะตรวจสอบอะไรกันหรือ มันจะมีเคสไหนที่ต้องรู้ข้อมูลนี้ อันนี้ถ้าเอาโมเดลสิงคโปร์มา ก็ลองไปถามสิงคโปร์ดู แล้วมาบอกหน่อยว่าทำไปทำไม ส่วนตัวตอนนี้คิดไม่ออกว่า การย้อนกลับไปจนถึงตัวได้ว่าเลือกใครนี่ มันจะทำให้การเลือกตั้งมีความปลอดภัยขึ้นยังไง คือถ้ากลัวว่าจะมีคนแอบไปเอาบัตรจากหน่วยนึง แล้วเอาไปกาล่วงหน้า แอบมาใสอีกหน่วยนึง ก็แค่ให้ทุกใบในเล่มของหน่วยนี้มีเลขเดียวกันก็รู้แล้วว่า มันมาจากหน่วยเดียวกันไหม
ในทางปฎิบัติ สมมติมีคำสั่งศาลบอกว่าให้ไปดูสิว่าไอ้คนนี้มันเลือกใคร ไอ้กระบวนการที่บอกว่าเป็นไปได้ยากนี่ มันก็ต้องทำให้กกต.ทำงานยากใช่ไหม เพราะต้องไปค้นข้อมูลเป็นล้าน ๆ เอามาจับคู่กัน แล้วสมมติในกระบวนการนี้เกิดมีคนคนนึงหวังดี คิดว่าเฮ้ยถ้ามันมีคำสั่งศาลออกมาอีก เราต้องมาทำแบบนี้อีก เรามาเก็บข้อมูลทั้งหมดเข้าระบบกันดีไหม ต่อไปพอศาลสั่ง เราก็หาเลยง่ายดี คงบันเทิงไม่เบา
เลิกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันซะที เลิกซะทีคำพูดแพ้แล้วพาล ถ้าตัวเองชนะก็เงียบใช่ไหม หรือโกงแน่ ๆ ต้องเลือกใหม่ จะต้องลงถนน มาโฟกัสที่เรื่องนี้กัน คะแนนหนึ่งคะแนนของทุกคนมีความหมายนะครับ ตัวอย่างผู้สมัครคนหนึ่งที่ได้ 0 คะแนน ทั้งที่เขาเลือกตัวเอง แต่ผลออกมาเป็นว่าแม้แต่เขาก็ไม่เลือกตัวเอง เขาเสียหน้านะครับ ต่อไปอาจมีคนแซวเขาไปตลอดว่า นี่มาหาคะแนนจากชาวบ้านทำไม ถ้าตัวเองยังไม่เลือกตัวเองเลย
เรามาช่วยกดดันทำให้องค์กรที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งนี่ ทำหน้าที่ของเขาให้ดี เพราะตราบใดที่เรายังต้องใช้รัฐธรรมนูญ 60 นี้อยู่ เราก็ต้องจัดเลือกตั้งโดยองคฺ์กรนี้แหละครับ มาช่วยผลักดันให้องค์กรนี้ทำงานแบบมีประสิทธิภาพเหมือนที่ญี่ปุ่นเขาทำ เลือกเสร็จ ประกาศผล รวดเร็ว โปร่งใส ไม่มีใครข้องใจ จัดตั้งรัฐบาลทำงานต่อได้ทันที...

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น