วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ดราม่าสาวเสื่้อลายดอกกับงานพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง ร.9

วันที่ 26 ตุลาคม 2560 คงเป็นวันที่คนไทยส่วนใหญ่ในประเทศนี้ต้องจดจำกันไปตลอดชีวิต คนไทยประมาณกว่า 19 ล้านคนในประเทศ  พร้อมใจกันออกไปร่วมวางดอกไม้จันทน์ คนไทยอีกหลายแสนหรืออาจะล้านคนไปทำงานเป็นจิตอาสาเพื่อถวายงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งบรรยากาศก็เป็นไปด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัย และพร้อมใจกัน ถึงแม้อาจจะมีปัญหาบ้างผมเชื่อว่าทุกคนก็พร้อมที่จะอภัยให้กัน และรักสามัคคีกันเพื่อพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย

ชุมชนชาวไทยในต่างประเทศก็มีการจัดพิธีขึ้นเช่นเดียวกับในประเทศไทย และก็เกิดดราม่าขึ้นที่อเมริกาครับ เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวแบบในคลิปนี้และก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมพิธี


ใครที่ยังไม่ได้ดูก็ขอให้ดูก่อนนะครับว่าผู้หญิงคนนี้แต่งตัวยังไง และมีคนได้เสนอว่าจะให้ยืมเสื้อคลุมเพื่อให้เธอเข้าร่วมพิธีแต่เธอปฏิเสธ และสุดท้ายก็ถูกโห่ไล่ออกไป มีคนไปขุดคุ้ยว่าเธอเป็นเสื้อแดง แต่ผมว่าสีเสื้อไม่เกี่ยวกับประเด็นนี้ คนเสื้อสีอะไรก็เคารพหรือไม่เคารพในหลวงได้

จากนั้นสามีของเธอซึ่งเป็นนักข่าวที่มีชื่อเสียงได้รับเสนอชื่อเข้าชิงพูลิตเซอร์ถึงสองครั้ง ก็ได้ไปเขียนบทความนี้ครับ

https://timesofsandiego.com/opinion/2017/10/27/opinion-an-innocent-color-choice-brings-out-intolerance-in-thai-community/

เรียกชุมชนคนไทยในอเมริกาว่าเป็นนาซี บอกว่าเขาและภรรยาต้องการไปถวายอาลัยในหลวงร.9 เหมือนคนอื่น แต่กลับได้รับความเกลียดชัง บอกว่าภรรยาเขาชื่อ Rose ก็เลยชอบสีแดง และคนไทยไม่ชอบสีแดงเพราะพวกเสื่อแดงถูกมองว่าเป็นพวกไม่ดี และในบทความก็มีคำพูดซึ่งไม่เห็นอยู่ในวีดีโอนี้มากมายเช่น มีคนเรียกเธอว่ากะหรี่ หรือถามเธอว่ามาจากไหน เธอตอบว่ามาจากอเมริกา และมีคนบอกเธอว่านี่คือประเทศไทย  ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงนะครับ และก็ยังบอกว่ามีคนไปขู่เขาและภรรยามากมายทั้งในทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก จนเขาต้องแจ้งความ ซึ่งถ้าอันนี้จริงก็ถือว่าไม่ถูกต้องนะครับ

ผมจะไม่โฟกัสที่ประเด็นอื่น แต่ผมจะโฟกัสที่การแต่งตัวแล้วกันผมเชื่อว่าต่อให้ประเทศที่บอกว่ามีเสรีภาพมาก ๆ อย่างอเมริกา เขาก็มีมารยาทสังคม มีกฏการแต่งกายให้เหมาะสมกับงานต่าง ๆ งานศพเขาก็แต่งขาวดำ (อันนี้ดูจากหนัง) หรือจากประสบการณ์ที่ได้ไปเรียนมาก็เห็นว่าเวลาเรียนเขาอาจแต่งตัวตามสบาย หน้าร้อนบางคนอาจใส่ขาสั้นมาเรียน แต่พอถึงเวลาต้องนำเสนอหน้าชั้นเขาก็แต่งตัวสุภาพกัน มันเป็นการให้เกียรติคนฟังด้วย

วันนี้ผมได้ไลน์จากเพื่อนบอกว่ามีชาวต่างชาติคนหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยกับบทความนี้ และได้เขียนคอมเมนต์กลับไป (ซึ่งอันนี้ผมก็ไม่ได้เห็นคอมเมนต์ตัวจริงนะครับ ดังนั้นจริง ๆ อาจเป็นใครเขียนก็ได้) ผมเห็นว่าเขาเขียนได้ดี มีการด่าแบบสุภาพแต่น่าจะเจ็บไปถึงใจคนอ่าน ก็เลยอยากยกมาให้อ่านกัน ซึ่งเขาคอมเมนต์ไว้ดังนี้ครับ

If you travel to Thailand a lot, then you know that Thais are one of the most tolerant and friendliest people on earth. Every place has " a dress code" even when you want to eat at the restaurant. If you do not follow "the dress code", you will be asked to leave. It's simple.
"Your wife is a Thai and she is not a young teenager who knows little about social etiquette. She knows very well what the dress code for the King's funeral is. Hence, when she turned up dressing like going to a horse racing club, it points out to her only intention - to cause a disruption".
You are a respectable journalist who has a Thai wife and been to Thailand. So, you must have known that during the time of the king's passing, every Thais -red, yellow, multi colour or neutral "set their differences aside" and mourn their beloved king. Everyone dresses appropriately and respectfully. In the clip, your wife was offered a jacket to cover herself so she can still attend the funeral. She refused. Instead, she kept on arguing with the volunteer. Where's the manner?

I am disappointed in your wife for making Thais in America society a bad name. "Living in a free country does not mean you can do whatever you like. Freedom comes with duty, responsibility and more importantly respect for others." Your wife exercised her rights to dress as she pleases. The Thai community also has the rights to ask her to leave when she disrespected them. Nothing to compare to the Nazi here. It is shocking to find the article written by a professional journalist like yourself to be so bias, dramatize and profoundly unethical. Your wife is NOT a victim here. The Thais in America society that you unfairly branded a 'Nazi' is. I see no hope in winning a Pulitzer award for you. However, an Oscar for screenwriting is hopeful.

ถ้าใครขี้เกียจแปล ผมขอแปลด้วยภาษาอังกฤษงู ๆ ปลา ๆ ของผมดังนี้ครับ

ถ้าคุณไปประเทศไทยมาหลายครั้งแล้ว คุณก็จะรู้ว่าคนไทยเป็นชนชาติที่มีความอดกลั้นและเป็นมิตรมากที่สุดชนชาติหนึ่งแล้วในโลกใบนี้ ทุก ๆ ที่ต่างมี "กฎการแต่งตัว" แม้แต่เวลาที่คุณจะไปกินข้าวตามร้านบางร้าน ถ้าคุณไม่ทำตาม "กฎการแต่งตัว" ของเขาคุณก็จะถูกเชิญให้ออกจากร้าน มันเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่นี้เอง "ภรรยาของคุณเป็นคนไทยและก็ไม่ใช่วัยรุ่นที่ไม่รู้มารยาททางสังคม เธอรู้ดีว่ากฎการแต่งตัวเพื่อเข้าร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเป็นอย่างไร ดังนั้นเมื่อเธอแต่งตัวราวกับว่าจะไปสโมสรม้าแข่ง มันก็ทำให้เห็นได้ชัดเจนถึงความตั้งใจเพียงอย่างเดียวของเธอนั่นคือไปป่วนงาน" คุณเป็นนักสื่อสารมวลชนที่ได้รับความเคารพและมีภรรยาเป็นคนไทย คุณก็ต้องรู้แล้วว่าในช่วงเวลาของการสวรรคตของพระมหากษัตริย์ คนไทยทุกคนไม่ว่าจะแดง เหลือง หลากสี หรือไม่เป็นพวกไหนเลย พวกเขาได้วางความแตกต่างเหล่านี้ลง และร่วมกันถวายความอาลัยแด่พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเขา ทุกคนแต่งตัวอย่างเหมาะสมและเต็มไปด้วยความเคารพ ในคลิปมีคนเสนอให้ยืมเสื้อคลุมแก่ภรรยาของคุณเพื่อที่เธอจะได้เข้าร่วมในพิธีได้ แต่เธอปฏิเสธ และยังคงต่อว่าจิตอาสาต่อไป มารยาทมันหายไปไหนหมดล่ะนี่ ผม(ฉัน)ยังผิดหวังที่ภรรยาของคุณทำให้สังคมคนไทยในอเมริกาต้องเสียชื่อไปด้วย "การอาศัยอยู่ในประเทศเสรีไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ที่คุณอยากทำ เสรีภาพต้องมาพร้อมกับหน้าที่ ความรับผิดชอบ และที่สำคัญที่สุดคือความเคารพคนอื่น"  ภรรยาของคุณแสดงสิทธิของเธอในการจะแต่งตัวอย่างที่เธอต้องการ ชุมชนไทยก็มีสิทธิที่จะขอให้เธอออกไปเมื่อเธอไม่แสดงความเคารพต่อพวกเขา ไม่มีอะไรเกี่ยวกับนาซีเลยสักนิด มันน่าตกใจมากที่ได้พบว่าบทความที่เขียนโดยนักสื่อสารมวลชนมืออาชีพอย่างคุณ จะเต็มไปด้วยความอคติ ดราม่า และไม่มีจรรยาบรรณเอาเสียเลย ภรรยาคุณไม่ใช่เหยื่อในเรื่องนี้หรอก แต่เป็นคนไทยในอเมริกาต่างหากที่ถูกคุณตีตราด้วยคำว่า "นาซี" อย่างไม่เป็นธรรม ผม(ฉัน)ไม่เห็นว่าคุุณจะมีทางได้รับรางวัลพูลิทเซอร์หรอกนะ แต่ถ้าเป็นรางวัลออสการ์ด้านบทภาพยนต์ยอดเยี่ยมอันนั้นอาจจะพอหวังได้ 

ผมจะขอยกส่วนที่ผมชอบใจมานะครับ 

Every place has " a dress code" even when you want to eat at the restaurant. If you do not follow "the dress code", you will be asked to leave. It's simple.

ทุก ๆ ที่ต่างมี "กฎการแต่งตัว" แม้แต่เวลาที่คุณจะไปกินข้าวตามร้านบางร้าน ถ้าคุณไม่ทำตาม "กฎการแต่งตัว" ของเขาคุณก็จะถูกเชิญให้ออกจากร้าน มันเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่นี้เอง 

สรุปง่าย ๆ คือภรรยาคุณไม่รู้จักกาลเทศะ

Your wife is a Thai and she is not a young teenager who knows little about social etiquette
ภรรยาของคุณเป็นคนไทยและก็ไม่ใช่วัยรุ่นที่ไม่รู้มารยาททางสังคม

สรุปคือภรรยาคุณแก่แล้ว และกำลังทำตัวเป็นมนุษย์ป้า

So, you must have known that during the time of the king's passing, every Thais -red, yellow, multi colour or neutral "set their differences aside" and mourn their beloved king.

คุณก็ต้องรู้แล้วว่าในช่วงเวลาของการสวรรคตของพระมหากษัตริย์ คนไทยทุกคนไม่ว่าจะแดง เหลือง หลากสี หรือไม่เป็นพวกไหนเลย พวกเขาได้วางความแตกต่างเหล่านี้ลง และร่วมกันถวายความอาลัยแด่พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเขา 

ถูกต้องครับคนไทยไม่ว่าสีไหนหรือไม่มีสีส่วนใหญ่รักในหลวง ร.9 ครับ ดังนั้นสีเสื้อไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้

"Living in a free country does not mean you can do whatever you like. Freedom comes with duty, responsibility and more importantly respect for others."
"การอาศัยอยู่ในประเทศเสรีไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ที่คุณอยากทำ เสรีภาพต้องมาพร้อมกับหน้าที่ ความรับผิดชอบ และที่สำคัญที่สุดคือความเคารพคนอื่น"

อันนี้ชัดมากครับ ดังนั้นใครที่ชอบอ้างแต่สิทธิและเสรีภาพช่วยอ่านและคิดตามนะครับ

และที่ผมอ่านแล้วชอบมากคืออันนี้ครับ (ย้ำอีกรอบนะครับสามีผู้หญิงคนนี้ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงพูลิตเซอร์สองครั้ง)

I see no hope in winning a Pulitzer award for you. However, an Oscar for screenwriting is hopeful.
ผม(ฉัน)ไม่เห็นว่าคุุณจะมีทางได้รับรางวัลพูลิทเซอร์หรอกนะ แต่ถ้าเป็นรางวัลออสการ์ด้านบทภาพยนต์ยอดเยี่ยมอันนั้นอาจจะพอหวังได้ 

แสบเข้าไปถึงทรวงไหมครับ จากวีดีโอกับบทความที่เขียนมันคนละเรื่องกันเลย ดังนั้นไปเปลี่ยนไปเขียนบทภาพยนตร์ อาจจะประสบความสำเร็จมากกว่านะครับ...

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น