วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569

ข้อความที่ทำให้เข้าใจผิดในโลกจริง สามารถเข้าควบคุมหุ่นยนต์ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ได้

misleading-text-fool-AI
ภาพจาก UC Santa Cruz News โดย Emily Cerf

นักวิจัยจาก University of California, Santa Cruz ได้พัฒนาวิธีการโจมตีที่เรียกว่า command hijacking against embodied AI (CHAI) เพื่อแสดงให้เห็นว่าโมเดลภาษา-การมองเห็นขนาดใหญ่ (Large Visual-Language Models) สามารถถูกปั่นหัวเพื่อเข้าควบคุมระบบการตัดสินใจของ AI ได้อย่างไร

CHAI ใช้ Generative AI ในการปรับแต่งข้อความบนป้ายถนนหรือวัตถุอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสที่ AI (Embodied AI) จะปฏิบัติตามคำสั่งที่ระบุในข้อความนั้น ระบบจะปรับแต่งลักษณะปรากฏของข้อความ ทั้งในด้านตำแหน่ง สี และขนาด เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมจริงจนดูแนบเนียน

จากการทดสอบพบว่าการโจมตีแบบ CHAI มีอัตราความสำเร็จ (Attack Success Rates) ในระดับที่น่าตกใจ ดังนี้ 95.5% สำหรับโดรนที่ทำหน้าที่ติดตามวัตถุทางอากาศ 81.8% สำหรับยานยนต์ไร้คนขับ (Self-driving vehicles) และ 68.1% สำหรับโดรนในสถานการณ์การลงจอดฉุกเฉิน

อ่านข่าวเต็มได้ที่: UC Santa Cruz News โดย Emily Cerf

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569

ว่าด้วยเรื่องประชามติรัฐธรรมนูญ 8 ก.พ. 2569

 

รัฐธรรมนูญ-ไทย
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:1932_Constitution_of_Siam_-_2017-01-26_(007).jpg

#ศรัณย์วันศุกร์ วันนี้ ขอพูดถึงเรื่องการเมืองที่เกี่ยวข้องกับเราสักวันแล้วกันนะครับ นั่นคือการลงประชามติรัฐธรรมนูญ บางคนอาจถามว่าไม่พูดเรื่องเลือกตั้งด้วยหรือ ก็ขอไม่พูดมากแล้วกันครับ ขอพูดสั้น ๆ ว่า ชอบนโยบายพรรคไหน ชอบผู้แทนเขตคนไหนก็เลือกคนนั้นแล้วกันครับ แต่เมื่อเลือกตั้งไปแล้ว ก็ให้เคารพการตัดสินใจของคนอื่น อย่าไปด้อยค่าความคิดของคนที่เห็นต่างกับตัวเอง อย่าสนับสนุนอำนาจที่มันอยู่นอกเหนือจากประชาชน วางอคติ รับฟังข่าวสารให้รอบด้าน เลิกสนับสนุนการใช้นิติสงครามทำลายกัน เลือกตั้งไปแล้วก็ให้โอกาสเขาทำงาน เขาทำงานไม่ดี ครั้งหน้าก็อย่าไปเลือก ปล่อยให้ระบบมันเดินไป 

แต่เรื่องที่อยากพูดจริง ๆ วันนี้คือเรื่องรัฐธรรมนูญครับ ที่อยากพูดเพราะอยากจะให้เรามีข้อมูลที่ถูกต้อง ก่อนที่จะไปลงมติกัน ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบปี 2559 ที่บอกรับ ๆ ไปก่อนแล้วแก้กันทีหลัง หรือมาพูดกันทีหลังว่า หะ มันมีแบบนี้ด้วยหรือ ถ้ารู้จะไม่รับอะไรแบบนี้ เพราะมันมีพวกนักการเมือง หรือนักวิชาการ ที่จริง ๆ เข้าใจเรื่องราวเป็นอย่างดี แต่พยายามที่จะบิดเรื่องให้ประชาชนที่ติดตามตัวเองเข้าใจผิด และให้ผลโหวตไปทางที่ตัวเองอยากได้ 

ก่อนอื่นเลยครับ ถ้าใครจะไปกาไม่เห็นชอบ ผมขอให้คุณไปกาเพราะคุณรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันดีอยู่แล้ว หรือคุณเห็นปัญหาบ้าง แต่คุณคิดว่ามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ถ้าเป็นเคสนี้คุณไปกาไม่เห็นชอบเลย แล้วไม่ต้องอ่านบทความนี้ต่อแล้วก็ได้ (แต่ถ้าจะอ่านต่อก็เชิญนะครับ :) )

แต่ถ้าคุณมีความรู้สึกว่าเออมันก็มีปัญหาที่ควรแก้ อย่างตึกสตง. ถล่ม แล้วคุณรู้สึกว่าเมื่อไรพวกมีอำนาจมันจะถูกลงโทษ  แต่ผ่านไปนานแล้วก็ยังไม่มีใครต้องรับผิดชอบ แล้วคุณพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เอื้อให้ใครทำอะไรกับคนพวกนี้ได้ คุณก็เห็นว่าน่าจะแก้ ก็ขออย่าไปกาไม่เห็นชอบเพราะคำพูดประเภทมันสิ้นเปลืองเงินทอง เอาเงินไปแก้เศรษฐกิจดีกว่า คืออะไรที่มันไม่ดีมันก็ควรต้องแก้นะครับ เหมือนบ้านที่เราอยู่อาศัยถ้ามันมีปัญหาที่ต้องซ่อม ถ้าไม่ซ่อมมันจะยิ่งพังจนอยู่ไม่ได้ ยังไงก็ต้องจัดงบประมาณไปซ่อม ถูกไหมครับ นี่คือประเด็นแรกที่ฝั่งพวกไม่อยากให้แก้มักจะยกมาพูด

แต่ประเด็นเรื่องสิ้นเปลืองนี่ยังไม่หนักเท่าประเด็นที่จะพูดต่อไปครับ และเป็นเรื่องน่าเศร้ามากที่พวกนักการเมือง อาจารย์ด้านกฎหมาย นักวิชาการบางคน ที่จริง ๆ รู้และเข้าใจ แต่จะพูดแบบนี้ เพื่อให้ได้ผลที่ตัวเองต้องการ ประเด็นแรกก็คือ ถ้าโหวตเห็นชอบประชามติในวันที่ 8 ก.พ. นี้ คือการฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งจริง ๆ มันไม่ใช่นะครับ 

การฉีกรัฐธรรมนญ จะหมายความว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมันจะหายไปเลย ซึ่งจะเกิดขึ้นได้กรณีเดียวครับ คือทหารออกมายึดอำนาจ แต่การโหวตในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เป็นการโหวตว่าเราเห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่มาแทนฉบับปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งถ้าผลจากการโหวตออกมาสมมติออกมาเป็นเห็นชอบ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็จะยังอยู่ครับ มันจะอยู่จนกว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็ต้องผ่านการเห็นชอบจากประชาชน ซึ่งมันยังมีอีกสองขั้นตอนหลักที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปครับ แต่ถ้าผลโหวตเป้นไม่เห็นชอบ เราก็จะใช้รัญธรรมนูญฉบับปัจจุบันกันต่อไป และผมเชื่อว่าคราวนี้การจะร่างใหม่ทั้งฉบับคงเป็นไปได้ยากมาก ๆ แล้ว ดังนั้นใครชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไปกาไม่เห็นชอบเลยครับ แต่อย่ากาเพราะจริง ๆ อยากแก้ แต่มีคนบอกว่าการการเห็นชอบคือการฉีกรัฐธรรมนูญ อย่าให้คนพวกนี้มาหลอกเราครับ 

ถ้าใครยังไม่เข้าใจ ผมขอยกตัวอย่างนี้ครับ สมมติตอนเรามุงหลังคาบ้าน มีคนมาเสนอหลังคาแบบเจาะรูเอาไว้ โดยบอกว่าเป็นหลังคาแบบ "ดาวสวยฟ้าใส" ตอนนอนมองเห็นดวงดาว จะได้หลับสบาย ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่ก็ยอมรับหลังคาแบบนี้กันด้วยเหตุผลที่ต่างกัน แต่เมื่อใช้งานมาจนถึงหน้าหนาว มันมีฝุ่น PM 2.5 เข้ามาตามรูหลังคา พอถึงหน้าฝนก็มีฝนรั่วเข้ามา ก็มีคนบอกว่าต้องเปลี่ยนนะ ผู้มีอำนาจก็บอกว่าขั้นแรก พวกเราต้องโหวตกันก่อนว่าจะเปลี่ยนหลังคาไหม 

การโหวตครั้งนี่้ จึงเป็นการถามว่าจะเปลี่ยนหลังคากันไหม ถ้าผลออกมาว่าไม่เปลี่ยนก็จบ ถ้าผลออกมาว่าส่วนใหญ่อยากเปลี่ยน ก็จะเริ่มกระบวนการขั้นต่อไป ซึ่งในช่วงที่จะทำกระบวนการขั้นต่อไป หลังคา "ดาวสวยฟ้าใส" จะยังอยู่นะครับ ไม่ได้ถูกรื้อออกไป 

แล้วต้องบอกนะครับว่า กระบวนการขั้นที่หนึ่งในการแก้รัฐธรรมนูญนี้ ยังไงก็ต้องมี เพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่งมาว่า จะต้องมาถามประชาชนว่า เห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไหม

ประเด็นถัดมา ถ้าโหวตเห็นชอบจะเป็นการตีเช็คเปล่า จะเอาอะไรใส่เข้ามาก็ได้ สิ่งที่เอาไว้ปราบโกงพวกนักการเมืองจะหายไป หรือโยงไปล้มสถาบันอะไรแบบนี้ ซึ่งจริง ๆ มันไม่ใช่การตีเช็คเปล่านะครับ  อย่างที่บอกไปแล้วคำถามนี้ ยังไงมันก็ต้องมี เพราะเป็นขั้นแรกตามที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง

 และศาลรัฐธรรมนูญก็ล็อคไว้อีกว่า ขั้นต่อไปต้องไปวางกรอบมาว่าการแก้จะแก้อะไรบ้าง จะแก้ยังไง อะไรประมาณนี้ และเมื่อทำกรอบนี้เสร็จก็ต้องเอามาถามประชาชนอีกรอบหนึ่งว่า ประชาชนเห็นชอบกับกรอบการแก้นี้ไหม ดังนั้นมันไม่มีการตีเช็คเปล่าให้ไปแก้อะไรก็ได้ ถ้าขั้นนี้ไม่ผ่านก็ใช้รัฐธรรมนูญเดิมที่ก็ยังใช้อยู่จนถึงขั้นตอนนี้กันต่อไป แต่ถ้าผ่านก็ไปขั้นตอนต่อไป และรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ยังใช้อยู่นะครับ ยังไม่ได้หายไปไหน

ขอเสริมเรื่องตีเช็คเปล่าอีกนิด คือจริง ๆ ศาลรัฐธรรมนูญเปิดช่องว่าขั้นที่ 1 กับ 2 นี่ทำพร้อมกันได้ ซึ่งร่างของกรอบที่จะแก้นี่ในสภาเขาทำกันแล้ว แต่ปัญหาคือมันติดที่นักการเมืองบางพรรค และสว. ไม่เห็นด้วย ซึ่งต้องบอกว่าพวก สว.นี่แหละที่เป็นกับดักหนึ่งที่คนร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้วางไว้ เพื่อไม่ให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่มันทำได้ 

การที่พรรคประชาชนทำ MOA กับพรรคภูมิใจไทย เพราะคิดว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถโน้มน้าวพวกสว.ให้หันมาร่วมกับสส.ได้ ทำไมถึงคิดว่าภูมิใจไทยคุยกับสว.ได้ ปัญหามันก็เกิดจากรัฐธรรมนุญฉบับนี้ ที่ดูถูกประชาชนอย่างเรา ๆ ว่าถ้าให้เลือกสว.เอง เดี๋ยวก็ไปเลือกลูกเมีย เครือญาติ พวกสส. เลยออกแบบให้มันพิสดารเข้าไว้ 

แต่เขาว่ากันว่าพรรคภูมิใจไทยเห็นช่องว่างของกติกา เลยสามารถทำให้คนของตัวเองเข้ามาเป็นสว.ได้จำนวนมาก ที่เขาเรียกกันว่าสว. สีน้ำเงิน นั่นแหละครับ อันนี้ผมพูดตามที่ติดตามข่าวมานะ จริงเท็จยังไงผมไม่รู้ เพราะมีการฟ้องกันอยู่เรื่องฮั้วสว. แต่เรื่องเหมือนมันจะหยุดไปเลย เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล

สรุปคือภูมิใจไทยคุยกับสว.ไม่ได้ หรือไม่คิดจะทำจริง ๆ ก็ไม่รู้นะครับ จนเป็นเหตุให้พรรคประชาชนเห็นว่าเมื่อไม่ทำตาม MOA ก็ยุบสภาเถอะ ก็เลยมีการยุบสภาก่อนที่กรอบจะเสร็จ เราจึงมีได้แค่คำถามเดียวคือเห็นชอบไหม และเมื่อสภามันยุบไปแล้ว กรอบเดิมที่ทำไว้แล้ว มันก็ต้องไปเริ่มกันใหม่ครับ (ถ้าประชามติครั้งนี้ผ่านนะครับ) ดังนั้นแทนที่จะมีกรอบให้โหวตกันด้วยเลยไม่มี แต่จะพูดว่าตีเช็คเปล่าไม่ได้นะครับ เพราะผมขอย้ำว่าศาลรัฐธรรมนูญสั่งมาว่าต้องมีขั้นแรก คือถามว่าเห็นชอบจะให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไหม ดังนั้นไม่ว่าจะมีกรอบหรือไม่ มันก็ต้องมีคำถามนี้ ถ้ามีกรอบ เราจะได้โหวตสองขั้นในทีเดียว แต่เมื่อไม่มีกรอบเราก็โหวตขั้นแรกก่อน ดังนั้นคนที่พยามให้ข้อมูลว่าเป็นการตีเช็คเปล่า จึงเป็นการให้ข้อมูลที่ผิด 

ถ้ากลับไปที่ตัวอย่าง หลังคา "ดาวสวยฟ้าใส" ของเรา ขั้นตอนนี้ก็คือขั้นตอนที่จะทำหลังจากมีการเห็นชอบขั้นตอนแรกมาแล้ว โดยจะมีการบอกว่าผู้รับเหมาที่จะมาสร้างหลังคาให้เราคือใคร และหลังคาที่เขาจะสร้างจะมีหน้าตาเป็นยังไง ซึ่งถ้าสมมติผู้รับเหมาคือกิจการร่วมค้าที่มันสร้างตึกสตง. เราก็สามารถโหวตคว่ำในขั้นนี้ได้ (ถ้าเป็นแบบนี้จริง คนที่อยากเปลี่ยนหลังคาก็อาจมาร่วมโหวตไม่เอาด้วย เพราะกลัวหลังคามันจะถล่มมาทับตาย) หรือถ้าเขาออกแบบมาไม่เห็นดาวแล้ว คนที่ยังอยากเห็นดาวอยู่ก็โหวตไม่เอาได้ หรือถ้าเขาออกแบบแบบใช้วัสดุโปร่งใสแบบมองเห็นท้องฟ้าด้วย กันฝนได้ด้วย ถ้าเราพอใจเราก็ร่วมกันโหวตว่าเอาตามนี้ แต่ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านในขั้นตอนนี้ หลังคา "ดาวสวยฟ้าใส" ก็ยังใช้อยู่ และก็ไม่มีการตีเช็คเปล่าให้สร้างหลังคาอะไรก็ได้ 

ขั้นที่สาม (ถ้าผ่านขั้นที่สองมาแล้ว) ขั้นนี้เอาจริง ๆ ก็น่าจะใช้เวลานานระดับหนึ่งนะครับ ซึ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ต่อไป (คนที่ัรักรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาก คุณเห็นไหมครับว่ามันไม่ได้ถูกฉีกหายไปไหน) ในการร่าง เราก็สามารถติดตามได้เรื่อย ๆ ว่าเขาแก้อะไรบ้าง ตรงตามกรอบที่วางไว้ไหม สุดท้ายเมื่อร่างเสร็จ ก็จะเอาร่างนั้นมาลงมติกันอีกทีหนึ่ง ซึ่งถ้ามันไม่ผ่าน เราก็ใช้รัฐธรรมนูญเดิมกันต่อไป แต่ถ้ามันผ่าน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็จะถูกแทนที่ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 

มันต้องมาถึงจุดนี้นะครับ  รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้มันถึงจะหายไป ซึ่งน่าจะใช้เวลาเป็นปี ดังนั้นไอ้คำพูดที่บอกว่าการโหวตเห็นชอบคือการฉีกรัฐธรรมนูญ มันจึงเป็นการพูดที่ไร้ซึ่งความจริงเป็นที่สุด ย้ำอีกรอบฉีกรัฐธรรมนูญพวกที่ทำได้มีพวกเดียวคือพวกทหารที่ออกมายึดอำนาจ และออกมาทำหลายครั้งแล้ว 

ถ้ายังไม่เข้าใจอีกก็กลับไปที่หลังคา "ดาวสวยฟ้าใส" ของเรา สมมติมันผ่านขั้นที่สองมาแล้ว บริษัทก็จะสร้างหลังคาตามกรอบที่เราอนุมัติในขั้นที่สอง มาให้เราดู เราก็ดูว่ามันตรงสเป็กไหม วัสดุดีไหม อะไรแบบนี้ แล้วก็ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ ถ้ารับก็เขาก็จะเอาหลังคานั้นไปเปลี่ยน ถ้าไม่รับก็อยู่กับหลังคา "ดาวสวยฟ้าใส" ต่อไป 

จะเห็นว่ามันมีขั้นตอนมากมายกว่าที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันจะมาแทนที่ฉบับเก่า คนที่ไม่อยากร่างใหม่ ถ้าโหวตครั้งแรกชนะก็จบเลย ถ้าครั้งแรกแพ้ ก็ยังมีครั้งที่สอง ที่สามให้โหวตไม่รับ ส่วนคนที่อยากได้ฉบับใหม่ ต้องโหวตให้ชนะถึงสามรอบ 

คราวนี้ถ้าถามว่าทำไมมันยุ่งขนาดนี้ และสุดท้ายพอทำถึงขั้นที่สาม แล้วไม่รับ มันก็เสียเงินเสียทองไปโดยเปล่าประโยชน์หรือเปล่า ตอบคำถามเสียเงินเสียทองก่อน อย่างที่บอกไปแต่แรก ถ้าอะไรมันเสีย แล้วมันจำเป็นต้องซ่อม หรือต้องซื้อใหม่ จะต้องจ่ายเงินยังไงมันก็ต้องยอม ซึ่งเราก็หวังว่าถ้าแก้แล้วมันจะออกมาดี แต่ถ้าแก้แล้วมันออกมาไม่ดี ก็ต้องยอมเสียเงินและเสียเวลากันฟรี แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ลองแก้ถูกไหมครับ จริง ๆ ผมเชื่อว่าถ้าได้เดินหน้าแก้ไปแล้ว และเราได้ติดตามการแก้อย่างใกล้ชิด สุดท้ายมันก็ไม่น่าจะจบด้วยการทิ้งไปนะครับ

ส่วนถ้าถามว่าทำไมมันถึงยุ่ง คำตอบก็เพราะคนร่างรัฐธรรมนูญ ออกแบบให้มันร่างใหม่ได้ยาก และนักการเมืองที่ไม่เห็นด้วย ก็ยังไปดึงเอาศาลรัฐธรรมนูญมายุ่ง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็สั่งว่าให้ถามสามครั้งแบบนี้แหละครับ (เอาจริง ๆ เห็นว่าคำสั่งที่ให้ทำสามครั้งนี้มันเกินคำถามที่เขาถามไปด้วย) ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ถ้ายอมให้แก้กันซะ แก้เสร็จก็เอามาถามว่าจะเอาไหม ถ้าไม่เอาก็ใช้ของเก่า มันก็จบ ในช่วงที่แก้ก็มีการรณรงค์ถามความเห็นประชาชนเป็นระยะ ให้ส่งความเห็นเข้าไป มีช่องทางตั้งเยอะตั้งแยะในการรับฟังความเห็น แล้วสุดท้ายก็โหวตกันทีเดียว เหมือนตอนโหวตรัฐธรรมนุญฉบับนี้

อีกคำถามที่มักจะถูกนำมาถามกัน และก็ถูกชี้นำโดยนักการเมือง และนักวิชาการที่ไม่เห็นกับการร่างใหม่ก็คือไปแก้เป็นรายมาตราดีกว่า ไม่เปลืองเงินด้วย คำตอบก็คือ ถ้ามันทำได้เขาก็ทำไปแล้วแหละครับ แต่มันทำไม่ได้ เพราะหนึ่งสิ่งที่อยากแก้หลาย ๆ เรื่อง มันมีสว. ซึ่งไม่ได้มีที่มาจากประชาชน นั่งขวางอยู่ คือตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขากำหนดว่า ในการแก้ พอถึงขั้นสุดท้ายสองสภาคือ สว. และสส. ต้องประชุมร่วมกัน ผลโหวตต้องเกินครึ่ง และที่เกินครึ่งนี้ต้องมีเสียงจากสว.ไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสาม ก็คือ 60 กว่าคน จาก 200 คน ซึ่งหลายคนบอกว่าแค่ 60 กว่า จาก 200 เอง แต่ในความเป็นจริง มันยากนะครับ และสว.ก็แสดงอภินิหารมาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะถ้าจะแก้อะไรที่กระทบกับอำนาจเขา ไอ้ร่างกรอบที่จะมาถามครั้งที่สอง ที่ผ่านออกมาไม่ได้ส่วนหนึ่ง ก็เพราะดีลกับสว.ไม่ได้นี่แหละครับ เพราะจะไปเอาอำนาจ หนึ่งในสาม ของเขาออก 

อีกจุดหนึ่งที่นักวิชาการที่เชี่ยวชาญเรื่องรัฐธรรมนูญเขาบอกมาก็คือ การแก้รายมาตรามันทำได้ยาก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันเขียนโยงกันไปโยงกันมา แก้ตรงโน้น จะกระทบตรงนี้ คือจะแก้ตรงนี้ ก็ต้องไปแก้ตรงนี้ด้วย ถ้าจะเปรียบก็เหมือนการเขียนโปรแกรมที่ไม่ดี นั่นแหละครับ แก้ตรงนี้ กระทบตรงโน้น ต่อกันไปเป็นลูกโซ่ ซึ่งโปรแกรมแบบนี้ ยอมเสียเงินเสียเวลาเขียนใหม่ จะประหยัดกว่าไปแก้ครับ 

ถึงตรงนี้ก็หวังว่าจะเข้าใจการลงประชามติรัฐธรรมนูญในครั้งนี้กันมากขึ้นนะครับ เราจะได้ไปลงประชามติกันด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ถูกชี้นำโดยฝ่ายที่มีอคติฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าคุณเข้าใจเรื่องครบถ้วนแล้ว คุณก็ถามตัวเอง ถ้าคุณชอบหรือคิดว่ารัฐธรรมนูญเดิมมันมีดีมากกว่าเสียคุณก็ไปกาไม่เห็นชอบ แต่ถ้าคุณคิดว่ารัฐธรรมนูญมันไม่ดี ต้องร่างใหม่ก็ไปกาเห็นชอบ หรือแม้แต่ใครที่คิดว่ามันก็น่าจะแก้ แต่ยังไม่รู้ว่าเขาจะแก้อะไร เขาจะแก้ที่คุณไม่ชอบไหม  หรือสิ่งที่คุณชอบจะหายไปไหม คุณก็กาเห็นชอบไปก่อนก็ได้ แล้วก็ไปดูในขั้นที่สองขั้นที่สามต่อไป ถ้าไม่พอใจคุณก็โหวตไม่เห็นชอบได้  


เชื่อกันว่าแฮกเกอร์ชาวรัสเซียอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ต่อเป้าหมายด้านพลังงานของโปแลนด์

cyber-attack
Photo by TRG on Unsplash

หน่วยข่าวกรองทหารของรัสเซียที่รู้จักกันในชื่อ Sandworm ถูกเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะอยู่เบื้องหลังความพยายามโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศโปแลนด์เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา ตามรายงานของนักวิจัยจากบริษัทซอฟต์แวร์ ESET ในประเทศสโลวาเกีย

นักวิจัยสรุปผลโดยอ้างอิงจากรูปแบบการดำเนินงานในอดีตของ Sandworm และการตรวจพบรหัส (code) ที่มีความซ้ำซ้อนกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่กลุ่มนี้เคยทำมาก่อนหน้านี้ แฮกเกอร์พยายามติดตั้งมัลแวร์ที่ชื่อว่า DynoWiper ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายไฟล์ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์เป้าหมาย ทางการโปแลนด์ระบุว่าสามารถยับยั้งการโจมตีดังกล่าวได้ทันท่วงที ก่อนที่จะส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Reuters โดย A.J. Vicens


วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

บริษัท Snap ตกลงยุติคดีฟ้องร้องเรื่องการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ก่อนการพิจารณาคดี

snap-logo
ภาพจาก BBC News โดย Lily Jamali

Snap บริษัทแม่ของ Snapchat ได้บรรลุข้อตกลงยอมความในคดีความเรื่องการเสพติดโซเชียลมีเดีย เพียงไม่กี่วันก่อนที่คดีจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล ณ นครลอสแอนเจลิส โดยโจทก์ซึ่งเป็นหญิงสาววัย 19 ปี อ้างว่าการออกแบบอัลกอริทึมบนแพลตฟอร์มอย่าง Snapchat เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเสพติดและส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเธอ

ในขณะที่ Snap เลือกที่จะยุติคดีด้วยการยอมความ (settlement) แต่จำเลยรายอื่น ๆ ซึ่งรวมถึง Meta, TikTok และ YouTube ยังไม่มีการยอมความ และกระบวนการพิจารณาคดีจะดำเนินต่อไปสำหรับบริษัทเหล่านี้

คดีนี้อาจกลายเป็นการท้าทายความเชื่อมั่นของบริษัทโซเชียลมีเดียที่มักใช้การคุ้มครองจาก Section 230 (กฎหมายที่คุ้มครองแพลตฟอร์มไม่ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้โพสต์) โดยฝั่งโจทก์โต้แย้งว่า แพลตฟอร์มเหล่านี้จงใจออกแบบระบบเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการเสพติด

อ่านข่าวเต็มได้ที่: BBC News โดย Lily Jamali

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569

GPT-5.2 พัฒนาช่องโหว่ Zero-Day ในระดับขนาดใหญ่

GPT-Logo
ภาพจาก Cyber Security News โดย Tushar Subhra Dutta

Sean Heelan นักวิจัยอิสระด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้ทำการศึกษาและพบว่า GPT-5.2 มีความสามารถในการพัฒนา Zero-day exploits (รหัสโจมตีช่องโหว่ที่ยังไม่มีการแก้ไข) ได้ด้วยตัวเองในระดับสเกลใหญ่ โดย Heelan ได้ทดสอบ GPT-5.2 และ Opus 4.5 กับช่องโหว่ใน QuickJS JavaScript interpreter ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือโค้ดโจมตีที่แตกต่างกันกว่า 40 รายการจากการกำหนดค่า (configurations) 6 รูปแบบ

GPT-5.2 สามารถผ่านโจทย์การทดสอบได้ทั้งหมด รวมถึงงานที่มีความซับซ้อนอย่างการเจาะผ่านระบบป้องกันความปลอดภัยหลายชั้น (bypassing multiple security protections) งานทั้งหมดสำเร็จภายในเวลา ไม่ถึง 3 ชั่วโมง โดยใช้ทรัพยากรการประมวลผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แม้ว่าการทดสอบนี้จะมุ่งเป้าไปที่ interpreter ในรูปแบบที่ลดทอนความซับซ้อนลง แต่ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้มีศักยภาพที่จะขยายขีดความสามารถ (scalability) ไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่และซับซ้อนกว่านี้ได้

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Cyber Security News โดย Tushar Subhra Dutta

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

บทความที่ได้รับการยอมรับจาก NeurIPS มีจำนวนการอ้างอิงแบบหลอน ๆ จาก AI มากกว่า 100 ครั้ง

GPT-Chip
Photo by D koi on Unsplash

GPTZero สตาร์ทอัพจากแคนาดา ได้ใช้เครื่องมือตรวจจับที่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของการอ้างอิงเทียบกับฐานข้อมูลวิชาการและเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์บทความวิจัยกว่า 4,000 ฉบับที่ได้รับการตอบรับและนำเสนอในงานประชุมด้าน AI ระดับโลกอย่าง NeurIPS (Neural Information Processing Systems) 2025

 ทางบริษัทระบุว่า ตรวจพบการอ้างอิงที่เกิดจากอาการ "AI หลอน" (AI-hallucinated citations) หลายร้อยรายการในบทความวิจัยอย่างน้อย 53 ฉบับ ซึ่งการอ้างอิงปลอมเหล่านี้สามารถเล็ดลอดสายตาของผู้ตรวจสอบ (Reviewers) อย่างน้อย 3 คนที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจทานในแต่ละบทความไปได้

โดยลักษณะของข้อมูลที่พบมีตั้งแต่ การอ้างอิงที่ ถูกสร้างปลอมขึ้นมาทั้งหมด (Entirely fabricated) การ ดัดแปลงข้อมูลบางส่วน จากงานวิจัยที่มีอยู่จริง เช่น การปลอมชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หรือชื่อวารสารให้ผิดไปจากความเป็นจริง

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Fortune โดย Sharon Goldman

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

็Hinton เป็นนักวิทยาศาสตร์คนที่สองที่มีการอ้างอิงผลงานมากกว่า 1 ล้านครั้ง

Scholar-Citation
ภาพจาก 36Kr (China)

Geoffrey Hinton  ผู้ชนะรางวัล ACM A.M. Turing Award กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์รายที่สอง ต่อจาก Yoshua Bengio เพื่อนร่วมรางวัล Turing Award ที่มียอดการถูกนำไปอ้างอิง (citations) บน Google Scholar มากกว่า 1 ล้านครั้ง

ผลงานที่ถูกอ้างอิงสูงสุดของ Hinton:

อันดับ 1: งานวิจัยปี 2012 เรื่อง "ImageNet classification with deep convolutional neural networks" ซึ่งมียอดการอ้างอิงมากกว่า 180,000 ครั้ง

อันดับ 2: งานวิจัยปี 2015 เรื่อง "Deep learning" ซึ่งเขียนร่วมกับ Bengio และ Yann LeCun ผู้ชนะรางวัล Turing Award อีกท่านหนึ่ง โดยมียอดการอ้างอิงมากกว่า 100,000 ครั้ง

อ่านข่าวเต็มได้ที่: 36Kr (China)

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

อุปกรณ์สวมใส่ช่วยคืนเสียงให้แก่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

handshake
Photo by National Cancer Institute on Unsplash

ทีมนักวิจัยจาก University of Cambridge ในสหราชอาณาจักร ได้พัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ที่ช่วยให้ผู้ป่วยที่เคยประสบภาวะโรคหลอดเลือดสมอง (strokes) หรือมีอาการทางประสาทอื่น ๆ สามารถฟื้นฟูเสียงพูดของตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการผ่าตัดฝังอุปกรณ์ในสมองในแบบที่รุกล้ำร่างกาย (invasive brain implants)

อุปกรณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า Revoice ซึ่งสามารถถอดรหัสสัญญาณเสียงพูด สัญญาณบ่งชี้ทางอารมณ์ และข้อมูลสภาพแวดล้อมโดยใช้เซ็นเซอร์และ AI ตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้สวมใส่ไว้รอบคอ โดย Revoice จะแปลสัญญาณต่าง ๆ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจและการสั่นสะเทือนของกล้ามเนื้อลำคอให้กลายเป็นคำพูด อีกทั้งยังสามารถพยากรณ์และส่งคำพูดออกมาเป็นประโยคที่สมบูรณ์ได้อีกด้วย

อ่านข่าวเต็มได้ที่: The Independent (U.K.) โดย Jane Kirby

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569

AI ช่วยส่งเสริมอาชีพนักวิจัย แต่ทำให้การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ราบเรียบเกินไป

ิbroken-pencils
ภาพจาก IEEE Spectrum โดย Elie Dolgin 

นักวิจัยจาก University of Chicago และ Beijing National Research Center for Information Science and Technology ของประเทศจีน พบว่านักวิทยาศาสตร์ที่ใช้เครื่องมือ AI ในการทำงาน มีผลงานตีพิมพ์มากกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้ถึง 3 เท่า และได้รับการอ้างอิง (citations) สูงกว่าเกือบ 5 เท่า นอกจากนี้ยังสามารถก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำได้เร็วกว่าปกติถึง 1-2 ปี

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังระบุว่า AI ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงขั้นตอนการทำงานวิจัยในส่วนที่ง่ายให้เป็นระบบอัตโนมัติ (automates easier parts) มากกว่าที่จะเป็นการช่วยขยายขอบเขตการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ (expanding scientific discovery)

อ่านข่าวเต็มได้ที่: IEEE Spectrum โดย Elie Dolgin

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569

การวัดประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบใช้สปิน (spin-based)

quantum-bits
ภาพจาก  Physics

นักวิจัยได้ทำการทดสอบเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) สำหรับคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาด 6 คิวบิต (six-qubit quantum computer) ที่สร้างขึ้นจากสปินของอิเล็กตรอน (electron spins) ภายในสารกึ่งตัวนำชนิดจุดควอนตัม (semiconductor quantum dots)

สิ่งที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบตัวนำยิ่งยวด (Superconducting quantum computers) คือ อุปกรณ์แบบใช้สปิน (spin-based devices) สามารถผลิตขึ้นได้ด้วยเทคนิค complementary-metal-oxide-semiconductor (CMOS) แบบเดียวกับที่ใช้ในกระบวนการผลิตวงจรรวม (Integrated circuits) ทั่วไป

ทีมวิจัยได้ทดสอบวงจรที่มีความซับซ้อนโดยการแพร่กระจายสภาวะพัวพัน (entanglement) ไปทั่วทั้ง 6 คิวบิต จากนั้นจึงทำการย้อนกลับกระบวนการเพื่อวัดค่าความแม่นยำ ผลการทดสอบพบว่าค่าความเที่ยงตรง (fidelity) ลดลงเมื่อมีการใช้จำนวนคิวบิตมากขึ้นและมีการทำงานที่ยาวนานขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการสะสมของสัญญาณรบกวน (noise)

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Physics

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569

กลับบิตเพียงหนึ่งบิตก็ทำให้ซีพียู AMD เปิดช่องโหว่ของเครื่องเสมือนได้แล้ว

AMD-Chip
Photo by Andrew D on Unsplash

นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากสถาบัน CISPA Helmholtz Center for Information Security ในประเทศเยอรมนี ได้ตรวจพบช่องโหว่ในหน่วยประมวลผล AMD Zen CPU ที่สามารถทำลายความปลอดภัยเชิงบูรณาการ (integrity) ของเครื่องเสมือนที่เป็นมีความปลอดภัยขั้นสูง (confidential virtual machines) ซึ่งใช้เทคโนโลยี AMD’s SEV-SNP ได้

ช่องโหว่ดังกล่าวมีชื่อว่า StackWarp เปิดโอกาสให้โฮสต์ที่ประสงค์ร้าย (malicious host) ที่มีการเปิดใช้งานระบบ simultaneous multithreading (SMT) สามารถเข้ามาจัดการกับ stack pointer ของเครื่องเสมือนที่ได้รับการป้องกันอยู่ได้ โดยการสลับบิตควบคุม (control bit) ที่ไม่มีการระบุไว้ในเอกสารเพียงบิตเดียว การโจมตีนี้อาจส่งผลให้ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนถูกเปิดเผย ก้าวข้ามกลไกการตรวจสอบสิทธิ์ (authentication mechanisms) และสามารถเข้าถึงระบบในระดับ kernel ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ AMD ได้ปล่อยแพตช์แก้ไขไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 และเผยแพร่ประกาศด้านความปลอดภัยโดยระบุว่าช่องโหว่นี้มีความรุนแรงในระดับต่ำ (low severity)

อ่านข่าวเต็มได้ที่: The Register (U.K.) โดย Thomas Claburn

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569

รายงานระบุว่า ความเสี่ยงของการใช้ AI ในโรงเรียนมีมากกว่าประโยชน์

students-using-laptop
ภาพจาก NPR โดย Cory Turner

รายงานฉบับใหม่จาก Brookings Institution สรุปว่าในปัจจุบัน ความเสี่ยงของการใช้ Generative AI ในการศึกษาระดับ K-12 (ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย) นั้นมีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ

แม้ว่า AI จะสามารถช่วยในด้านการอ่าน การเขียน การวางแผนการสอน และการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสติปัญญา แต่ในขณะเดียวกัน AI ก็อาจขัดขวางพัฒนาการทางสติปัญญา สังคม และอารมณ์ โดยการส่งเสริมให้เกิดการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปและลดทอนทักษะการคิดวิเคราะห์ (critical thinking)

รายงานฉบับนี้ได้เรียกร้องให้มีการใช้ AI ในลักษณะที่เป็นส่วนเสริม (supplement) ไม่ใช่การเข้ามาแทนที่ (replace) ครูผู้สอน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มี ความฉลาดทางดิจิทัลด้าน AI (AI literacy) แบบองค์รวม การเข้าถึงที่เท่าเทียม (equitable access) การออกแบบที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (child-centered design)  และกฎระเบียบจากภาครัฐ (government regulation)

อ่านข่าวเต็มได้ที่: NPR โดย Cory Turner

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569

CAISI ร้องขอข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของระบบ AI Agent

AI-Chip
Photo by Igor Omilaev on Unsplash

ศูนย์มาตรฐานและนวัตกรรม AI (Center for AI Standards and Innovation หรือ CAISI) ภายใต้สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Institute of Standards and Technology - NIST) ได้ทำเรื่องขอข้อมูลและความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาและการปรับใช้งานระบบ AI agent อย่างปลอดภัย

ทางศูนย์ได้เปิดรับข้อมูลจากเหล่านักพัฒนา AI agent, นักวิจัยด้านความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ และผู้เกี่ยวข้องรายอื่นๆ ในประเด็นดังต่อไปนี้:

  • ภัยคุกคามด้านความปลอดภัย ที่ส่งผลกระทบต่อระบบ AI agent
  • วิธีการเสริมสร้างความปลอดภัย ทั้งในขั้นตอนการพัฒนาและการนำไปใช้งานจริง
  • ช่องว่างที่อาจเกิดขึ้น ในแนวทางการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับระบบ AI agent
  • แนวทางการวัดระดับความปลอดภัย รวมถึงการคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการพัฒนา

อ่านข่าวเต็มได้ที่: NIST

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

นักเรียนในกรุงโซลเกือบทั้งหมดใช้ AI สร้างสรรค์

Korean-Students
ภาพจาก The Korea Herald โดย Lee Seung-ku

ผลการสำรวจนักเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายจำนวน 26,541 คนในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยสถาบันวิจัยและสารสนเทศการศึกษาแห่งกรุงโซล (Seoul Education Research and Information Institute) พบว่านักเรียนถึง 94.7% เคยใช้งาน Generative AI โดยในจำนวนนี้มีนักเรียนถึง 80% ที่ใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ ซึ่งแบ่งเป็นการใช้ในกิจกรรมในชั้นเรียน (42.5%) และการศึกษาด้วยตนเอง (35.7%)

ในขณะเดียวกัน จากการสำรวจครูจำนวน 3,334 คน พบว่าครูกังวลด้านต่าง ๆ ดังนี้  93.4% กังวลว่านักเรียนจะพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป (Overly dependent) 92.4% กังวลเกี่ยวกับปัญหาการคัดลอกผลงาน (Plagiarism) ที่อาจเกิดขึ้น 92.5% กังวลว่า AI จะขัดขวางการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking) ของนักเรียน

อ่านข่าวเต็มได้ที่: The Korea Herald โดย Lee Seung-ku

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

เอฟบีไอเตือนถึงการใช้ประโยชน์จากรหัส QR โดยสายลับไซเบอร์ชาวเกาหลีเหนือ

QR-Code-Mobile_screen
Photo by Markus Winkler on Unsplash

สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ หรือ FBI ได้ออกคำเตือนว่า กลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือกำลังใช้ QR codes เป็นยุทธวิธีใหม่ในการทำ Phishing โดยการฝังลิงก์อันตรายไว้ในแคมเปญที่เรียกว่า “Quishing”

หน่วยงานระบุว่ากลุ่ม Kimsuky ของเกาหลีเหนือได้ทำการซ่อน URLs ไว้ใน QR codes ซึ่งจะเปลี่ยนเส้นทางเหยื่อไปยังหน้าล็อกอินปลอมของ Microsoft 365, Okta หรือหน้าเข้าใช้งาน VPN เพื่อขโมยข้อมูลประจำตัว (Credentials) และ Session tokens เพื่อใช้ในการบายพาสหรือข้ามระบบการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-factor authentication)

สำหรับเป้าหมายในปี 2025 ที่ผ่านมา ได้แก่กลุ่มคลังสมอง (Think tanks) มหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐที่มีความเชื่อมโยงกับนโยบายด้านเกาหลีเหนือและความมั่นคงแห่งชาติ

อ่านข่าวเต็มได้ที่: The Register (U.K.) โดย Carly Page

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569

สิงคโปร์และญี่ปุ่นร่วมมือกันด้านควอนตัมคอมพิวติ้ง

quantum-computing
ภาพจาก ComputerWeekly.com; Aaron Tan

ประเทศสิงคโปร์และประเทศญี่ปุ่นได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Cooperation) เพื่อผลักดันความก้าวหน้าด้าน Quantum Computing โดยข้อตกลงนี้นับเป็นความร่วมมือด้านควอนตัมระดับทวิภาคีอย่างเป็นทางการครั้งแรกของสิงคโปร์

ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่หลายด้านประกอบด้วย: ความร่วมมือด้านการวิจัย การปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรม และการแลกเปลี่ยนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ (Talent exchange)

นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยร่วมกัน การดำเนินโครงการนำร่องข้ามพรมแดน และการใช้สนามทดสอบ (Testbeds) โดยความร่วมมือนี้จะดึงจุดแข็งด้านฮาร์ดแวร์ของประเทศญี่ปุ่น มาผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญด้าน Quantum software และการสื่อสารของสิงคโปร์

อ่านข่าวเต็มได้ที่: ComputerWeekly.com โดย Aaron Tan

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

นักพัฒนาส่วนใหญ่ไม่ไว้ใจโค้ดที่สร้างโดย AI แต่กลับไม่ตรวจสอบโค้ดนั้น

computer-arts
Photo by Growtika on Unsplash

ผลสำรวจ State of Code Developer Survey โดย Sonar ซึ่งเก็บข้อมูลจากนักพัฒนามากกว่า 1,100 คนทั่วโลก เผยให้เห็นว่า ผู้ตอบแบบสอบถามน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง (48%) ระบุว่าพวกเขาทำการตรวจสอบรหัส (code) ที่สร้างโดย AI แม้ว่าในจำนวนนี้มีถึง 96% ที่เชื่อว่ารหัสที่สร้างโดย AI ดังกล่าวนั้นมีความผิดพลาดในเชิงการทำงาน (functionally incorrect)

ในส่วนของพฤติกรรมการใช้งาน พบว่า 42% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าพวกเขาได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากโมเดล AI ในการเขียนโค้ด และอีก 72% มีการใช้เครื่องมือ AI coding tools เป็นประจำทุกวันหรือวันละหลายครั้ง นอกจากนี้ นักพัฒนาที่ตอบแบบสอบถามเกือบทั้งหมด (95%) กล่าวว่าพวกเขาต้องใช้เวลาไปกับการตรวจสอบ ทดสอบ และแก้ไขผลลัพธ์ที่ได้จาก AI

อ่านข่าวเต็มได้ที่: The Register (U.K.) โดย Thomas Claburn

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569

การฝัง "แสตมป์ไปรษณีย์" ส่งอีเมลความคิดไปยัง AI

ฺBISC
ภาพจาก 

Ken Shepard จาก Columbia University และคณะผู้วิจัย ได้พัฒนาอินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์ (brain–computer interface) รุ่นใหม่ที่บางเฉียบและทำงานแบบไร้สาย โดยออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารระหว่างสมองและเครื่อง

อุปกรณ์ซิลิคอนที่มีขนาดเท่ากับ "แสตมป์" นี้มีชื่อว่า Biological Interface System to Cortex (BISC) ซึ่งจะถูกวางไว้บนพื้นผิวของสมองโดยไม่ต้องใช้สายไฟหรือขั้วไฟฟ้าที่ต้องเจาะทะลุเข้าไปในเนื้อสมอง ช่วยลดความเสี่ยงในการรุกล้ำร่างกายและลดการสูญเสียสัญญาณในระยะยาว

BISC เป็นการรวมตัวกันของขั้วไฟฟ้าหลายหมื่นชุด ระบบรับส่งข้อมูลไร้สายความเร็วสูง และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไว้ภายในชิปเพียงตัวเดียว นอกจากนี้ยังใช้โมเดล AI ในการถอดรหัสข้อมูลบันทึกที่มีแบนด์วิดท์สูง เพื่อระบุการเคลื่อนไหวของร่างกาย ข้อมูลประสาทสัมผัส สภาวะของสมอง รวมถึงความตั้งใจหรือเจตนาของผู้ใช้งาน

อ่านข่าวเต็มได้ที่: New Atlas โดย Malcolm Azania

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

เทคโนโลยี VR ช่วยให้ผู้สูงอายุสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในชีวิตจริง

Elders-wear-VR-headsets
ภาพจาก Associated Press โดย Michael Liedtke

ในชุมชนผู้สูงอายุบางแห่งในอเมริกา กลุ่มผู้สูงวัยเริ่มมีการใช้ชุดอุปกรณ์ VR (Virtual Reality) เพื่อออกไปสำรวจจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ย้อนรำลึกถึงย่านที่เคยอาศัยในวัยเด็ก และแบ่งปันประสบการณ์เสมือนจริงร่วมกัน

บริษัทอย่าง Rendever เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโปรแกรมที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี ซึ่งถูกนำไปใช้ในชุมชนผู้สูงอายุกว่าหลายร้อยแห่ง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสนทนา เสริมสร้างการทำงานของสมอง (Cognitive stimulation) และสร้างความผูกพันทางอารมณ์

Adrian Marshall จาก The Terraces ซึ่งเป็นชุมชนผู้สูงอายุในเมือง Los Gatos รัฐ California ได้กล่าวถึงเทคโนโลยี VR ของ Rendever ว่า “มันช่วยสร้างสะพานเชื่อมความเป็นมนุษย์ที่ทำให้พวกเขาตระหนักว่า ตนเองมีความคล้ายคลึงและมีความสนใจในเรื่องเดียวกัน มันช่วยเปลี่ยนโลกเสมือนให้กลายเป็นความจริงขึ้นมา”

อ่านข่าวเต็มได้ที่: Associated Press โดย Michael Liedtke