วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หรือกสทช. จะมีปัญหากับการใช้ดุลยพินิจ

เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วนะครับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นที่รักของพวกเราชาวไทยสวรรคต ในขณะที่พวกเราคนไทย และหลาย ๆ ฝ่ายกำลังพยายามช่วยกันเพื่อให้เราได้กลับไปใช้ชีวิตกันเป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งน่าจะเป็นพระประสงค์ของพ่อหลวงของเรา แต่ก็มีหน่วยงานที่ดูเหมือนจะยังทำงานกันแบบล้าหลังอยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นในความเห็นของผมก็คือกสทช.

ผมยอมรับว่าผมอาจจะมีอคติกับกสทช.ชุดนี้นะครับ เพราะการทำงานหลาย ๆ อย่างไม่เข้าตาผมสักเท่าไร และเรื่องที่จะเขียนถึงนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องบอกก่อนนะครับว่า ในวันแรกที่พระองค์ท่านสวรรคต นอกจากที่ผมเสียใจมากแล้ว มีเรื่องหนึ่งที่ผมตกใจมากคือ การที่มีการประกาศว่าทั้งทีวี และวิทยุ รวมถึงเคเบิลทีวี จะต้องงดรายการปกติและรับสัญญาณถ่ายทอดจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเท่านั้น เป็นเวลาหนึ่งเดือน ที่ผมตกใจคือในสถาณการณ์โลกตอนนี้เราทำอย่างนั้นไม่ได้ มันมีข่าวสารอื่น ๆ ในโลกเช่นกันที่มีความสำคัญที่เราต้องรับทราบ นอกจากนั้นการทำอย่างนี้ยังทำให้ประชาชนที่อยู่ในความโศกเศร้าไม่มีช่องทางที่จะระบายอีกด้วย วันสองวันไม่เป็นไรหรอกครับ แต่คนเราถ้าอยู่กับความเสียใจทุกวัน โดยไม่มีทางออกอื่นเป็นเดือนมีปัญหาแน่ นอกจากนี้คนที่เขาทำอาชีพ ทำธุรกิจทีวีเขาจะทำยังไงกัน เราดูทีวีฟรีกันจนลืมคิดไปหรือเปล่าว่าเขามีค่าใช้จ่าย ยิ่งไปกว่านั้นชาวต่างชาติที่เขาเข้ามาอยู่ในประเทศในช่วงนั้น เขาจะไปเที่ยวก็ไม่สะดวกแล้ว จะพักในโรงแรมยังไม่มีอะไรให้เขาดูอีกหรือ

แต่โชคดีมากที่หลังจากนั้นรัฐบาลคงจะคิดได้ ได้ยกเลิกเรื่องดังกล่าว โดยให้ออกอากาศได้ โดยใช้ดุลยพินิจของแต่ละสถานี และต้องตัดมาถ่ายทอดพระราชพิธี แต่ปัญหาก็คือการใช้ดุลยพินิจนี่แหละครับ เพราะบางหน่วยงานก็ใช้ดุลยพินิจแบบที่ผมไม่เข้าใจเอามาก ๆ และหน่วยงานที่ว่านี้ก็คือ กสทช. ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าผมเพิ่งทราบวันนี้เองว่า ช่องรายการทั้งหลายที่เป็นความบันเทิงที่มาจากต่างประเทศจนถึงวันนี้ก็ถูกดุลยพินิจของกสทช. ไม่ให้ออกอากาศ ซึ่งเป็นอะไรที่ผมไม่เข้าใจมาก ๆ เพราะถ้าผมเป็นกสทช. เมื่อได้รับไฟเขียวจากรัฐบาล สิ่งที่ผมจะทำก็คือช่องที่เป็นรายการต่างประเทศผมจะปล่อยให้ออกอากาศได้

ที่เขียนมานี่ไม่ใช่ผมไม่เสียใจหรืออยากดูหนังจนตัวสั่นหรอกนะครับ ผมเพิ่งรู้วันนี้ว่ามันดูไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่ผมดูช่องกีฬาเป็นหลัก ซึ่งมันดูได้ (อันนี้ก็ต้องขอบคุณนะ) แต่ที่อยากเขียนวันนี้ก็เพราะผมคิดว่า กสทช.ยังหลงทาง หรือไม่ได้คิดบางประเด็นไปหรือเปล่า ลองคิดในมุมกลับบ้างดีไหมว่า การทำแบบนี้มันทำให้ประชาชนไม่มีทางเลือกที่จะผ่อนคลายจากความโศกเศร้าหรือเปล่า คนแก่บางคนอยู่บ้านดูซีรีส์ผ่านเคเบิล คนแก่เหล่านี้ส่วนใหญ่รักในหลวง เขาเศร้าโศกอยู่แล้ว ถ้ามีรายการที่เขาเคยได้ดู มันจะช่วยให้เขาได้มีโอกาสผ่อนคลาย และปรับตัวได้ดีขึ้นหรือเปล่า ตกลงคนไทยจะต้องเศร้าโศกตลอดเวลากันเลยใช่ไหม ถ้ากลัวว่ามันไม่เหมาะสมกับบรรยากาศ การดูทีวีเป็นการดูภายในสถานที่ปิดภายในบ้าน มันจะทำให้เสียบรรยากาศยังไง โรงหนังอนุญาตให้ฉายได้ เพราะอยู่ในสถานที่ปิด สถานบันเทิงเปิดได้ ถ้าจัดในสถานที่ปิด แต่ดูทีวีในบ้านตัวเองไม่ได้ มันมีเหตุผลไหมครับ อยากให้ทุกคนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ก็คืนความปกติให้เขาให้มากที่สุดสิครับ คนส่วนใหญ่ในประเทศเศร้าใจจากการจากไปของพ่อหลวงอยู่แล้ว โดยไม่ต้องยัดเยียดความเศร้าเสียใจมาให้นะครับ แต่ควรเปิดทางออกให้เขาได้คลายเครียด นอกจากนี้อย่างที่บอกไป นอกจากคนไทยแล้ว เรายังมีแขกบ้านแขกเมืองที่เขาบังเอิญเข้ามาในบ้านเมืองเราในช่วงนี้ ซึ่งเขาอาจไม่ได้เตรียมตัวมาว่าจะเจอสถานการณ์นี้ เขาจะไปเที่ยวก็ไม่สะดวก จะอยู่ในโรงแรมก็ไม่มีอะไรให้ดู คิดถึงเขาหน่อยก็ดีนะครับ

นั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่อยากเขียนไว้นะครับ หวังว่ามันอาจจะลอยไปถึงกสทช. เพื่อที่จะลองนำไปคิดดูและลองใช้ดุลยพินิจดูใหม่อีกสักครั้งนะครับ

  

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น