วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554

ข้อคิดที่ได้จากรายการ Thailand's Got Talent เทปแรก

สวัสดีครับผมไม่ได้มาเขียนบล็อกซะนานเพราะยุ่งอยู่กับการตรวจข้อสอบ และตรวจโครงงานนักศึกษา จนตอนนี้ตรวจเสร็จไปหลายส่วนแล้ว ก็เลยขอมาเขียนหน่อยแล้วกันเพราะถ้าไม่เขียนก็อาจจะไม่ได้เขียนอีกนาน ในขณะที่เขียนนี้ก็มีข่าวเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่ญี่ปุ่น และเกิดสึนามิด้วย ก็ขอภาวนาให้อย่าให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บมากมายและอย่าให้มีผลกระทบเป็นวงกว้างเลยครับ

สำหรับเรื่องที่จะเขียนวันนี้ต้องบอกก่อนว่าไม่ได้เขียนตามกระแสนะครับ คือจริง ๆ ผมตั้งใจจะเขียนตั้งแต่ดูรายการ Thailand's Got Talent เทปแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2554 แล้ว แต่ด้วยความที่ยุ่ง ๆ ก็เลยไม่ได้เขียน จนตอนนี้หัวข้อที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ก็กลายเป็น talk of the town ไปแล้ว แต่ถึงมันจะช้าไปหน่อยผมก็ขอเขียนแล้วกัน เพราะอย่างน้อยสุดก็ขอบันทึกเรื่องนี้ไว้ และเมื่อไรที่ผมรู้สึกท้อแท้ถ้ากลับมาอ่านบล็อกนี้แล้วก็อาจจะรู้สึกดีขึ้น และผมก็หวังว่าคนที่มาอ่านบล็อกของผมก็จะรู้สึกเช่นเดียวกัน

สำหรับภาพรวมของรายการก็คิดว่าทำได้ดีนะครับ คณะกรรมการโดยส่วนตัวผมชอบคุณเบนซ์ พรชิตา ผมว่าเธอดูสวยมากและมีความเห็นดี ๆ หลายครั้งจากเธอ ส่วนตัวผู้เข้าแข่งขันผมก็คิดว่าหลายคนก็คงจะประทับใจคุณสมศักดิ์ เหมรัญ ที่ประสบอุบัติเหตุ จนแขนซ้ายพิการ และต้องมาหัดเล่นกีต้าร์ด้วยมือเดียว ถ้าใครยังไม่ได้ดู ก็ดูได้จากวีดีโอนี้เลยครับ
 
สิ่งที่ผมอยากจะพูดในเรื่องนี้คือว่าเราอย่าเพียงแต่ประทับใจหรือชื่นชมกับความสามารถของคุณสมศักดิ์เท่านั้น แต่ผมอยากจะให้มองไปถึงเบื้องหลังก่อนที่คุณสมศักดิ์จะมาเล่นกีต้าร์ได้ขนาดนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ลองคิดดูครับจากคนที่เคยใช้ได้สองแขน แต่จู่ ๆ กลับมาเหลือแขนที่ใช้ได้ข้างเดียว แค่ทำใจหรือฝึกให้มีชีวิตไปตามปกติก็น่าจะยากอยู่แล้ว แต่นี่คุณสมศักดิ์สามารถทุ่มเทความพยายามฝึกจนกลับมาเล่นดนตรีที่เขารักได้อีกครั้ง ดังนั้นพวกเราหลายคน (รวมทั้งตัวผมด้วย) ที่ชอบบ่นว่าไอ้โน่นก็ยากไอ้นี่ก็ยาก ไอ้โน่นก็ทำไม่ได้ไอ้นี่ก็ทำไม่ได้ มีอุปสรรคอย่างโน้นอย่างนี้คงต้องลองย้อนกลับมาดูตัวเองแล้วละ่ครับว่าเราได้ทุ่มเทความพยายามของเราลงไปเต็มที่หรือยัง เราสู้ชีวิต เราได้พยายามดึงศักยภาพในตัวของเราออกมาเต็มที่แล้วหรือไม่ ต้องบอกว่าคุณสมศักดิ์เข้าใจเลือกเพลงด้วยจริง ๆ เพราะเนื้อหาของเพลงมันก็มีความหมายของการที่เราจะลุกขึ้นมาสู้ชีวิตต่อไปหรือไม่ ซึ่งแน่นอนคุณสมศักดิ์เลือกที่จะสู้กับมัน และไม่ว่าเขาจะชนะได้เงินรางวัลจากรายการนี้หรือไม่ ผมว่าเขาชนะในเกมชีวิตของตัวเองไปแล้วครับ

อีกจุดหนึ่งที่ผมประทับใจก็คือ ความรักความผูกพันระว่างคุณสมศักดิ์และพี่ชายครับ จากคำพูดของคุณสมศักดิ์จะเห็นว่าพี่ชายของคุณสมศักดิ์นั้นมีบทบาทสำคัญที่ทำให้คุณสมศักดิ์กลับมาสู้ชีวิตต่อไปได้ และความรักความผูกพันของทั้งสองคนก็ได้แสดงให้เห็นในวีดีโอข้างบน ความรักความเข้าใจและกำลังใจที่มีให้แก่กันนั้นมันมีพลังที่ยิ่งใหญ่มากครับ ดังนั้นก็ขอให้เราใส่ใจและให้กำลังใจคนในครอบครัวของเรา และคนรอบข้างเราด้วยนะครับ

ข้อคิดอีกประการหนึ่งที่ผมได้จากกาีรดูรายการนี้อันนี้ไม่ได้มาจากคนที่ประสบความสำเร็จครับ แต่มาจากคนที่ไม่ผ่านการคัดเลือก มีหลายคนครับที่ตอนผมดูตอนแรกผมก็คิดว่าอะไรนี่มีความสามารถแค่นี้ก็กล้ามาออกรายการแล้วสงสัยแค่ขอให้ได้ออกทีวี แต่พอมานั่งคิดดูอีกทีผมกลับเห็นว่ามีหลายคนครับที่เขากล้าที่จะทำตามความฝันของเขา ซึ่งไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่อย่างน้อยก็ได้ลองแล้ว ดังนั้นถ้่าเรารักในสิ่งนั้นจริงและสิ่งที่เราจะทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีก็ิอาจจะไม่ผิดที่จะลองกับมันดูสักตั้ง

สุดท้ายก็ขอเอาวีดีโอของคุณสมศักดิ์ซึ่งเล่นได้จบเพลงในรายการของคุณสรยุทธมาเป็นการจบบล็อกวันนี้แล้วกันนะครับ






 

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

คำศัพท์ใหม่น่ารู้

วันนี้เขียนเรื่องสั้น ๆ เบา ๆ แล้วกันนะครับ เพราะกว่าจะได้เริ่มเขียนบล็อกก็เข้าสู่เช้าวันใหม่แล้ว สำหรับวันนี้จะมาแนะนำคำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ครับ คือผมได้อ่านรีดเดอร์ไดเจสท์ฉบับภาษาไทยเขาบอกว่า Oxford Dictionary ได้เพิ่มคำศัพท์ใหม่เข้าไป 2000 คำ และได้ยกตัวอย่างมาจำนวนหนึ่ง ผมก็เลยลองไปหาเพิ่มเติมดูและเลือกคำที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตหรือน่าสนใจมาเล่าให้ฟังกันครับ


  • social media เว็บไซต์และแอพพลิเคชันที่ใช้สำหรับเครือข่ายสังคม
  • staycation ใช้เวลาวันหยุดในประเทศของตัวเอง
  • overthink คิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากหรือนานเกินไป
  • frenemy คนที่เราทำดีด้วยแม้จริง ๆ จะไม่ชอบ (ผมคิดว่าคำนี้น่าจะมาจาก friendly enemy)
  • tweetup การประชุมที่ทำด้วยการโพสต์ข้อความบน twitter 
  • defriend เหมือนกับคำว่า unfriend คือการลบชื่อออกจากรายชื่อเพื่อนหรือผู้ติดต่อบนไซต์เครือข่ายสังคม
  • Interweb อินเทอร์เน็ต

ดูแล้วเป็นยังไงกันบ้างครับ ในส่วนตัวผมว่านี่คือวิวัฒนาการของภาษา และจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะในยุคก่อน ๆ ก็มีการเพิ่มคำที่เกิดขึ้นจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างเช่น shareware เข้าไปในพจนานุกรมอยู่แล้ว ดังนั้นก็คงไม่ต้องแปลกใจอะไรนะครับ ถ้าคำอย่างชิมิ อะนะ หรืออิอิ จะได้เข้าไปอยู่ในพจนานุกรมของไทยบ้าง 

วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

ขอวิพากษ์สื่อสักวันแล้วกันครับ

สวัสดีครับ วันนี้อยากจะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชน ไม่ใช่สิผมไม่รู้ว่าจะเรียกคนคนนี้ (ขอไม่ออกชื่อแล้วกันนะครับ) ว่าเป็นอะไรดี จะเป็นนักวิชาการก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นสื่อมวลชนก็ไม่น่าจะใช่อีก คนที่ผมจะพูดถึงนั้นเป็นคนที่มีชื่อเสียงทางด้านการพูดจาหรือวิเคราะห์เรื่องเศรษฐกิจให้ฟังเข้าใจง่าย หลายคนเรียกว่าอาจารย์แต่ไม่ได้มีอาชีพเป็นอาจารย์ประจำ เคยเป็นพิธีกรร่วมกับคุณสัญญา คุณากร ในรายการที่เคยออกอากาศทางช่อง 9 ผมคิดว่าหลายคนคงเดาได้ว่าเป็นใคร ที่ผมจะมาเขียนนี้บอกก่อนนะครับว่าไม่ได้มีอคติส่วนตัวแต่ประการใดกับคนคนนี้จริง ๆ ตอนเขาออกรายการช่อง 9 ผมยังรู้สึกว่าก็ทำหน้าที่ได้สนุกดีด้วยซ้ำไป แต่พอได้มาฟังเขาจัดรายการวิทยุแล้วรู้สึกไม่ดีเอามาก ๆ เลย ก็เลยขอเขียนบันทึกความเห็นส่วนตัวไว้สักหน่อย และก็อยากจะแบ่งปันหรือเป็นข้อคิดให้กับใครที่ได้เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อย

ปกติผมไม่เคยได้ฟังรายการที่คนคนนี้จัดเลย แต่บังเอิญเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาขับรถอยู่แล้วมีโอกาสได้เหลือบดูทวิตเตอร์เห็นมีคนพูดถึงว่าคนคนนี้จัดรายการได้มันมากก็เลยลองหมุนคลื่นวิทยุไปฟังดู ก็เป็นช่วงที่เขาเปิดโอกาสให้คนฟังโทรเข้าไปถามไปคุย พอฟังเขาคุยกับคยที่โทรเข้าไปถามแล้วก็ประหลาดใจมากว่าทำไมยังมีคนฟังรายการหรือโทรเข้าไปถามไปพูดคุยอยู่ได้ เพราะคนคนนี้ไม่ให้เกียรติคนฟังเลยมีการต่อว่าเหน็บแนมทำเหมือนว่าคนฟังโง่ แล้วจริง ๆ ตัวเองก็ให้ข้อมูลผิด ๆ ผมฟังอยู่สองคน แล้วก็ทนฟังต่อไม่ไหวต้องเลิกฟัง

มาดูคนแรกที่ผมฟังนะครับ คนที่โทรเข้าไปถามว่าในรัฐธรรมนูญมีการกำหนดไหมว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นได้ติดต่อกันกี่ปีใช่แปดปีไหม ซึ่งฟังดูแล้วก็ไม่น่ามีอะไร ถ้าไม่รู้ก็ตอบว่าไม่รู้ หรือถ้ารู้(หรือคิดว่ารู้)ก็ตอบไป แต่สิ่งที่คนคนนี้ตอบไป(ซึ่งผิด)และยังมีการเหน็บแนมกลับไปด้วย โดยบอกว่าไม่มีหรอกจะเป็นนานเท่าไรก็ได้ถ้าพรรคที่สังกัดอยู่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาและได้รับโหวต และยังมีการยกตัวอย่างนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียให้ฟังด้วย และก็เริ่มเหน็บแนมคนที่โทรเข้ามาถามว่าไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญเลยใช่ไหม แล้วก็พูดย้ำอยู่หลายครั้งว่าคนที่โทรเข้ามานี่เป็นพวกหลังเขาเพราะไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมฟังตอนแรกก็นึกว่าแซวกันเล่น แต่พอฟังไปฟังไปนี่ไม่ใช่แซวเล่นแล้วเพราะย้ำอยู่หลายครั้งมากและน้ำเสียงที่ใช้ก็ไม่ใช่การแซว จนในที่สุดคนที่โทรมาเท่าที่ผมฟังเสียงดูก็รู้สึกไม่พอใจและวางสายไป ผมนั่งฟังไปก็นึกสงสัยไปว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ถ้าคนที่ไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดนี่เป็นพวกหลังเขา ผมว่าคนอาจจะเกือบค่อนประเทศรวมถึงผมด้วยนี่ก็คงเป็นพวกหลังเขา แต่คนหลังเขาอย่างผมนี่แหละก็เพิ่งจะได้อ่านมาจากที่ไหนไม่แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้เขามีข้อกำหนดไว้ว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นติดกันได้ไม่เกินแปดปี วันนี้ก็เลยมาลองค้นดูซึ่งก็จริงครับรัฐธรรมนูญกำหนดไว้จริง ๆ ดูได้จากลิงก์นี้เลยครับมาตรา 171 ซึ่งประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงไม่ใช่ที่เขาผิดพลาดเรื่องข้อมูลเพราะคนเราผิดพลาดกันได้ แต่ประเด็นคือทำไมเขาถึงได้พูดกับคนที่เป็นแฟนรายการเขาอย่างนั้น

มาดูคนที่สอง(ที่ผมได้ฟังบ้าง) คนนี้โทรมาถามว่าเขาเห็นด้วยไหมเกี่ยวกับที่ตำรวจจะจับเด็กที่ออกจากบ้านหลัง 22.00 น. สิ่งที่เขาตอบกลับไปก็คือจะมาถกกันทำไมเรื่องเห็นด้วยหรือเปล่าก็กฏหมายมันไม่มีรองรับแล้วจะมาเห็นด้วยได้อย่างไร ถ้าตอบอย่างนี้เฉยๆ ก็ยังพอฟังได้ แต่ก็เหมือนเดิมเหน็บแนมคนฟังอีกตามเคยว่าก่อนจะถามจะถกอะไรก็ให้คิดก่อนไม่ใช่ออกมาพูดไปเรื่อย แต่ถ้าถามผมนะผมว่าถ้าพวกเรามีตรรกกะการคิดแบบคนคนนี้เราคงไม่ต้องมาพูดมาคุยอะไรกันเลยครับ เพราะถ้าคิดแบบนี้ถ้ามีกฏหมายออกมารองรับอยู่แล้วผมก็พูดได้ว่าเราก็ไม่มีสิทธิที่จะมาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกฏหมาย เพราะเรามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฏหมาย

สิ่งที่ผมรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่ผมได้พบมาก็คือคนที่มีโอกาสได้ออกสื่อหลักของประเทศเรานี่แหละครับ ผมว่าสื่อนี่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งเลยนะครับกับสถานการณ์ที่เป็นไปของประเทศเราในขณะนี้ แต่หลายคนที่ได้ออกสื่อหลักกลับไม่ได้ตระหนักในส่วนนี้ และบางคนก็กลับซ้ำเติมสถานการณ์ให้มันหนักขึ้นไปอีก อย่างตัวอย่างที่ผมเล่ามาให้ฟังนี้ผมว่าคนจัดน่าจะดีใจด้วยซ้ำที่มีคนที่สนใจติดตามปัญหาบ้านเมืองแทนที่จะเอาแต่ฟังเพลงไปวัน ๆ เขาควรจะให้ความรู้และสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่แน่นะครับว่าเขาอาจจะผลักดันคนอย่างน้อยสองคนแล้วก็ได้ให้กลับไปฟังแต่เพลงตามเดิม...

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

พนักงานแมคโดนัล(อเมริกา)ถูกไล่ออกหลังจากยอมให้ดาราอเมริกันฟุตบอลใช้ห้องน้ำ

พอดีไปเจอเรื่องนี้เข้าก่อนจะเข้าไปอ่านอีเมลของ Yahoo! เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยเอามาเล่าให้ฟัง เรื่องก็มีอยู่ว่าผู้ช่วยผู้จัดการร้านแมคโดนัลสาขาหนึ่งในอเมริกาถูกไล่ออกหลังจากที่ยอมให้นักกีฬาระดับซุปเปอร์สตาร์ของทีมอเมริกันฟุตบอลทีม Minnesota Vikings ที่ชื่อ Adrian Peterson เข้าใช้ห้องน้ำ หลังเวลาที่ร้านปิดไปแล้ว พนักงานดังกล่าวเล่าว่า Peterson ได้มาขอเข้าใช้ห้องน้ำของร้านตอนประมาณตีสาม ซึ่งเธอเห็นว่าเป็น Peterson (ตามเรื่องบอกว่าคนนี้เป็นนักกีฬาที่เก่งที่สุดเท่าที่ทีมเคยมีมา ผมก็ไม่รู้จักนะครับ เพราะไม่ได้เป็นแฟนอเมริกันฟุตบอล) จึงยอมให้ใช้ห้องน้ำ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าผิดกฏของร้าน เธอบอกว่าเธอไม่คิดว่าการกระทำครั้งนี้เธอต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยการตกงาน แต่ท้ายสุดแล้วเรื่องนี้ก็จบลงด้วยดีครับ คือหลังจากสื่อท้องถิ่นรายงานเรื่องนี้แมคโดนัลก็รับเธอเข้าทำงานตามเดิมครับ

จากเรื่องนี้ถ้ามองในแง่ของกฏก็ถือว่าพนักงานทำผิดกฏ แต่เธอก็ให้เหตุผลว่าคนนี้เป็นซุปเปอร์สตาร์ เธอรู้จักคนคนนี้มากกว่าช่างที่มาซ่อมบำรุงอุปกรณ์ในร้านซะอีก นี่คือโอกาสในการโฆษณาร้านซึ่งฟังดูก็มีเหตุผลดีเหมือนกัน ผมลองอ่านความเห็นของคนที่เข้ามาอ่านบทความต้นฉบับก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับทั้งแมคโดนัลและพนักงาน พวกเราเห็นเป็นอย่างไรครับ

สุดท้ายก็คงต้องถามพนักงานแมคโดนัลของไทยแล้วล่ะครับว่าถ้าพี่เบิร์ดมาขอเข้าห้องน้ำแบบนี้จะให้หรือไม่ถ้ามีโอกาสต้องตกงาน... 


ที่มา: Yahoo! Sports    

สีไว้ทุกข์ในรัชกาลที่ 5

สวัสดีครับ สำหรับวันนี้ขอนำเรื่องไทย ๆ ที่พวกเราหลายคน(รวมทั้งผมด้วย)อาจไม่เคยทราบมาก่อนมาเล่าให้ฟังกันครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสีเสื้อผ้าสำหรับไว้ทุกข์ครับ ในปัจจุบันเวลาเราไปงานศพสีเสื้อผ้าที่เราใส่ก็คือสีขาวหรือสีดำเป็นหลักนะครับ แต่จริง ๆ แล้วในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการแบ่งสีไว้ทุกข์ไว้ตามนี้ครับ


  1. สีดำ ผู้ที่สวมใส่คือญาติที่มีอายุมากกว่าผู้ตาย 
  2. สีขาว ผู้ที่สวมใส่คือญาติที่มีอายุน้อยกว่าผู้ตาย
  3. สีม่วงแก่หรือน้ำเงินแก่ ผู้ที่สวมใส่คือผู้ที่ไม่ได้เป็นญาติกับผู้ตาย  
ที่มา: Brainfood New Edition เล่ม 4 ปี 2553