วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มองย้อนปีเก่า 2554 พร้อมก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2555

ก่อนอื่นก็ขอกล่าวสวัสดีปีใหม่ก่อนนะครับ ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง และประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาที่เป็นสิ่งดี ๆ ครับ เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ ครับ เหมือนกับเพิ่งผ่านบรรยากาศปีใหม่ปีที่แล้วไปไม่นานนี้เอง ช่วงที่ผมหนีน้ำท่วมไปอยู่บ้านพี่สาวของภรรยาเมื่อเดือนที่แล้ว เห็นป้ายที่หมู่บ้านเขียนเชิญชวนร่วมงานปีใหม่ ตอนแรกผมนึกว่าเป็นป้ายเก่าที่ยังไม่ได่้เก็บ แต่พอเดินเข้าไปดูเออนี่มันของใหม่นี่ และ (ตอนนั้น) มันเดือน พ.ย. แล้ว

ถ้าย้อนกลับไปดูปีที่กำลังจะผ่านไปจะเห็นว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายเริ่มตั้งแต่มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่  และเราได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก จนมาถึงมหาอุทกภัยที่สร้างความเดือนร้อนไปทั่วประเทศ สิ่งที่ผมได้เห็นจากเหตุการณ์เหล่านี้ประเด็นใหญ่ก็คือ นักการเมืองทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านรวมถึงข้าราชการประจำของเราหลายคนยังไม่มีคุณภาพ การแก้ปัญหาหลาย ๆ อย่างน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ที่น่าภาคภูมิใจก็คือบรรดาจิตอาสาทั้งหลายซึ่งหลายคยเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งในตอนที่สถานการณ์ปกติพวกผู้ใหญ่หลายคนอาจจะรู้สึกหนักใจ เพราะเห็นว่าพวกนี้เป็นเด็กไร้สาระเอาแต่เล่นเกมเล่นเฟซบุ๊ค แต่พอถึงสถานการณ์พวกเขาก็แสดงพลังให้เห็นโดยไม่แบ่งสีแบ่งฝ่าย ดีกว่าผูํ้ใหญ่บางคนที่ยังแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอะไรสำคัญหรือไม่สำคัญ

แต่สิ่งที่ผมหนักใจมากที่สุดก็คือการแสดงความเห็นและข้อมูลที่ส่งผ่านกันผ่านทางเครือข่ายสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแตกแยกในสังคมนั้นยังคงมีอยู่ หลาย ๆ คนแสดงความเห็นต่อข้อมูลที่ได้เห็นด้วยความรวดเร็วโดยขาดการไตร่ตรอง การแสดงความเห็นนั้นหลาย ๆ ครั้งเกิดจากอคติส่วนตัวของตัวเอง คือถ้ามีข้อมูลที่ไม่ดีเกี่ยวกับฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบ ก็พร้อมที่จะช่วยถล่มซ้ำ ในขณะที่ฝ่ายที่ตัวเองชอบจะทำอะไรผิดพลาดก็พร้อมที่จะมองข้ามไปหรือหนักกว่านั้นก็ไปกล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้งจากอีกฝั่งหนึ่ง หลาย ๆ ครั้งข้อมูลบางอย่างที่ได้มาถ้าทำใจเป็นกลางก็อาจฉุกคิดสักหน่อยได้ว่าเอมันจริงหรือ

ที่หนักไปกว่านั้นความรู้สึกของคนเมืองที่นึกว่าตัวเองฉลาดกว่าคนชนบทก็ยังมีอยู่ และแสดงออกมาอย่างชัดแจ้งผ่านทางความเห็นประเภทเพราะคน ... เลือกคน ... เข้ามาบริหารประเทศถึงได้เป็นอย่างนี้ ทั้งที่ความจริงฝ่ายที่ตัวเองคิดว่าดีกว่าก็เคยทำหน้าที่มาแล้ว และจริง ๆ ก็ไม่ได้ดีกว่า บางคนที่เป็นคนมีชื่อเสียงในสังคม ถึงกับหลุดด่าคำรุนแรงอย่างคำว่าโง่ออกมา และก็มีแนวร่วมเข้าไปช่วยกันซ้ำแถมเชียร์ว่าเป็นคนเก่งคนกล้า ทั้งที่การกระทำอย่างนั้นไม่น่าจะได้รับความชื่นชมแต่อย่างใด ผมไม่ได้บอกว่าจะตำหนิหรือวิจารณ์การทำงานไม่ได้นะครับ เพราะผมก็ติไปเยอะ แต่จะติก็ให้ติไปที่ผลงานของเขา อย่าไปติหรือจิกหัวด่าไปที่ตัวบุคคล ถามตัวเองครับว่าคุณเป็นใครมีสิทธิอะไรไปจิกหัวด่าเขา หรือไปเรียกผู้บริหารบ้านเมือง (กทม.) ว่าไอ้เอ๋ออย่างนี้นี่มันอะไรกัน ถ้ามีใครมาเรียกคุณอย่างนี้บ้างมาด่าคุณว่าโง่บ้างคุณรู้สึกอย่างไร ถ้าจะให้ดีติแล้วเสนอทางแก้ที่คิดว่าน่าจะดีกว่าออกมาด้วย นอกจากนี้ยังมีคำพูดประเภทว่าดูซิปล่อยปละละเลยให้น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม ให้น้ำท่วมเมืองหลวง ทั้งที่ก็เห็นอยู่ว่าเขาพยายามป้องกันอยู่ แต่ด้วยความผิดพลาดหรือไร้ประสบการณ์อะไรก็ตามทำให้มันไม่สำเร็จ

เอาล่ะครับนั่นมันก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วเรามามองไปปีหน้ากันดีกว่า เริ่มจากในหลวงของเราครับ ผมหวังว่าพระองค์ท่านจะหายจากอาการประชวรมีพระวรกายที่สมบูรณ์ และเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยต่อไปตราบนานเท่านาน

ส่วนเรื่องภัยธรรมชาตินั้นผมก็หวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นร้ายแรงแบบนี้อีก และถ้าเกิดอีกก็หวังว่าภาครัฐจะเอาอยู่จริง ๆ เสียที

ส่วนนักการเมืองก็ขอให้ทำงานโดยเลิกเล่นการเมืองให้นึกถึงประชาชนเป็นหลัก เลิกโต้เถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระ  ข้าราชการก็ขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถอย่าเล่นการเมืองตามไปด้วย ส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมก็ขอให้ปฏิบัติกับทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคกันอย่าหลายมาตรฐาน เฮ้อรู้สึกว่าความหวังในส่วนนี้แต่ละข้อน่าจะเป็นไปได้น้อยสุด เอาน่าตั้งความหวังไว้ก่อน


ในส่วนเรื่องความแตกแยก ผมหวังว่าเราเริ่มจากตัวเองก่อนครับ ก่อนจะโพสต์อะไรก็คิดก่อนว่าการโพสต์อย่างนั้นมันได้ประโยชน์อะไรบ้างนอกจากความสะใจ ได้ข้อมูลอะไรมาก็ไตร่ตรองเสียหน่อยหรือตรวจสอบจากหลาย ๆ ทาง หาความรู้ครับว่าสื่อไหนเอียงไปข้างไหน การโพสต์ที่มุ่งโจมตีบุคคล หรือก่อความแตกแยกก็ควรจะเลี่ยงเสีย เวลาอีกฝ่ายหนึ่งจะทำอะไรก็อย่าคิดแต่ค้านอย่างเดียว ลองรับฟังเหตุผล และประเด็นที่เขาต้องการสื่อออกมาดูบ้าง ถ้าทำได้อย่างนี้ผมว่าประเทศของเราจะสงบมากขึ้น และกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

ในด้านส่วนตัวเราเองผมว่าพวกเราหลายคนคงตั้งปณิธาณปีใหม่กันแล้วนะครับ ผมก็เช่นกันแต่เวลาปีหนึ่ง ๆ นี่ผ่านไปเร็วมากมีสิ่งที่ผมตั้งใจจะทำในปีนี้หลายอย่างที่ผมยังทำไม่ได้ ซึ่งถ้าจะแก้ตัวก็น่าจะบอกว่างานเยอะ แต่ปัญหาจริง ๆ น่าจะเกิดจากการบริหารเวลาที่ไม่ดีมากกว่า ก็ตั้งใจว่าปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้จะพยายามทำให้ได้ รวมถึงปรับปรุงนิสัยบางอย่างที่คุณภรรยาออกมาตำหนิด้วย (ไม่ต้องถามนะครับว่าเรื่องอะไร แต่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ทำการบ้านหรอกครับ ;) )

สำหรับปณิธานเรื่องบล็อก จริง ๆ ผมเป็นคนชอบเขียนชอบเล่านะครับ แต่ด้วยการบริหารเวลาที่ไม่ดีทำให้ไม่สามารถจัดสรรเวลามาเขียนได้มากอย่างที่ตั้งใจ ก็หวังว่าปีใหม่นี้จะเขียนได้มากขึ้น และก็หวังว่ายังจะมีคนอ่านอยู่นะครับ ^^ สำหรับบล็อกนี้ก็จะเน้นไปที่เรื่องทั่ว ๆ ไป หรือเทคโนโลยีที่น่าสนใจที่ผมพบเจอมาแล้วอยากมาเล่าให้ฟังเหมือนเดิม ส่วนเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์ตั้งใจว่าจะไปเปิดขึ้นมาอีกบล็อกหนึ่ง โปรดติดตามครับ บล็อกสรุปย่อเกี่ยวกับงานวิจัยทางด้านคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่แล้วจะอัพเดตมากขึ้นอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง และเพิ่งไปเปิดบล็อกเกี่ยวกับทีมโปรดลิเวอร์พูลขึ้นมาเมื่อสักอาทิตย์ก่อน ก็ขอเชิญแฟนหงส์ติดตามไปร่วมแสดงความเห็นได้ครับ

นั่นคือการมองย้อนกลับไปในปีเก่าและเตรียมพร้อมสำหรับปีใหม่ในมุมมองของผมครับ เขียนเสร็จก็เกือบจะปีใหม่พอดี สวัสดีปีใหม่ 2555 ครับ



 

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ขั้นตอนวิธีที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในระบบคลาวด์

นักวิจัยจาก Weizmann Institute และ Massachusetts Institute of Technology (MIT) กำลังจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาขั้นตอนวิธีในการใช้งานข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสอยู่โดยไม่ต้องถอดรหัสก่อน และหลังจากประมวลผลแล้วยังสามารถสร้างผลลัพธ์ที่อยู่ในรูปแบบการเข้ารหัสได้อีกด้วย ซึ่งงานวิจัยนี้มีการนำเสนอในปีพ.ศ. 2552 โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford คือ Craig Gentry ขั้นตอนวิธีที่เขานำเสนอนั้นมีชื่อว่า Fully Homomorphic Encryption (FHE) แต่ปัญหาของขั้นตอนวิธีนี้คือมันใช้เวลาในการทำงานนานมาก ซึ่งนักวิจัยจากทั้งสองสถาบันข้างต้นได้ปรับปรุงขั้นตอนวิธีการดังกล่าวให้ใช้เวลาประมวลผลน้อยลงโดยใช้วิธีการทางคณิตศาตร์ที่ีง่ายขึ้น ซึ่งตามข่าวบอกว่าอาจเร็วขึ้น 100 เท่า หรือ อาจถึง 1000 เท่า ผลที่ได้จากงานวิจัยนี้จะมีประโยชน์กับงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ซึ่งในปัจจุบันนี้ข้อมูลต่าง ๆ นิยมเก็บไว้ในระบบคลาวด์ โดยข้อมูลถึงจะเข้ารหัสเอาไว้แต่ในวิธีการใช้งานแบบดั้งเดิมถ้าจะใช้ข้อมูลต้องถอดรหัสข้อมูลก่อน ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยได้ งานวิจัยนี้จึงน่าจะตอบโจทย์ในส่วนนี้ได้


ที่มา: Weizmann Wonder Wander

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ทำไมผมถึงรักในหลวง


ในวาระที่วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ท่านได้เวียนมาครบอีกวาระหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายพระพร ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน มีพระพลานามัยที่สมบูรณ์ เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยไปชั่วกาลนาน และข้าพระพุทธเจ้าขอปฏิญาณว่าข้าพระพุทธเจ้าจะทำความดีถวายแด่พระองค์ท่าน ด้วยการปฏิบัติตัวเป็นพลเมืองที่ดีเคารพกฏหมายของบ้านเมือง และจะปฏิบัติหน้าที่ของข้าพเจ้าให้ดีที่สุด ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ไม่ได้เขียนบล็อกมานาน วันนี้ตั้งใจว่าวันนี้จะต้องเขียนบล็อกให้ได้เพราะเมื่อปีที่แล้วไม่ได้เขียน และที่อยากเขียนถึงเรื่องนี้มากเพราะปีนี้มีบางกระแสบอกว่าคนไทยถูกยัดเยียดให้รักในหลวง ก่อนอื่นต้องบอกว่าผมไม่ได้เป้นพวกคลั่งเจ้า และผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการแก้กม.มาตรา 112 เพราะผมคิดว่าในหลวงของเราท่านไม่ทรงกังวลกับการวิพากษ์วิจารณ์ จากการที่ได้ติดตามพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสในหลายโอกาส พระองค์ท่านรับสั่งอยู่เสมอว่าพระองค์ท่านยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ยิ่งไปกว่านั้นผมยังค่อนข้างเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรานี้เสียด้วยซ้ำ เพราะมีการนำเอากฏหมายมาตรานี้เอามาทำลายล้างกันทางการเมือง และบางครั้งการบังคับใช้กฏหมายยังทำอย่างไม่เหมาะสม แต่ผมขอไม่พูดเรื่องนี้วันนี้นะครับ

กลับมาเข้าเรื่องครับ คือผมได้ข่าวมาบางกระแสเหมือนกับมีการพูดว่า การที่คนไทยรักในหลวงเป็นเพราะเราได้รับการปลูกฝังมาจากการป้อนข้อมูล เช่นจากโรงเรียน จากพ่อแม่ จากสื่อ ฯลฯ ผมก็เลยลองกลับมานั่งนึกทบทวนดูว่าผมรักในหลวงเพราะเรื่องพวกนี้หรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ ผมเกิดในครอบครัวข้าราชการ พ่อกับแม่ผมเป็นข้าราชการ ผมกับน้องสาวพอโตขึ้นก็เป็นข้าราชการ เพราะเรื่องนี้หรือเปล่าผมถึงรักในหลวง คำตอบก็ยังคงเป็นคือไม่ใช่

ใช่ครับในวัยเด็กผมก็ได้รับข้อมูลจากพ่อแม่  แต่ถ้าเรื่องที่ในหลวงทรงทำให้ประชาชนเป็นเรื่องไม่จริง พ่อกับแม่ผมจะมาโกหกผมทำไม ท่านจะได้ประโยชน์อะไรจากการมาโกหกผม หรือว่าแบบเรียนที่เราเรียนหลอกลวงเรา ในเรื่องพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน แต่มันก็ไม่ใช่ โครงการพระราชดำริที่เป็นคุณูปการกับประเทศอยู่ทุกวันนี้ก็ยังปรากฏเป็นหลักฐาน  การที่พระองค์ท่านเสด็จออกเยี่ยมประชาชนทั้งที่ไม่มีความจำเป็น พระองค์ท่านจะอยู่เฉย ๆ ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลอาจต้องการอยู่แล้ว แต่พระองค์ท่านเลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น พระองค์ท่านเลือกที่จะใช้สถานะของพระองค์ท่านในการทำให้ประชาชนของพระองค์ท่านได้รับความสะดวกสบายตามสิทธิที่เขาควรจะได้รับ ลองคิดดูนะครับข้าราชการในสมัยก่อนนี้หลายคนทำตัวเป็นเจ้านายประชาชนนะครับ ยิ่งอยู่ไกลออกไปยิ่งมีปัญหา (จริง ๆ ไม่ต้องสมัยก่อนหรอก สมัยนี้ก็ยังมี) แต่เมื่อพระองค์ท่านเสด็จไป พระองค์ก็ได้เห็นความยากลำบากของประชาชน จึงได้เกิดมีโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ซึ่งจริง ๆ ด้วยโครงการพระราชดำริของพระองค์ท่าน ถ้าภาครัฐนำมาทำนำมาสานต่ออย่างจริงจัง ผมว่าประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายมากกว่านี้ (เห็นง่าย ๆ เรื่องน้ำ พระองค์ท่านรับสั่งไว้ตั้งแต่ปี 2538 แต่ไม่มีใครทำอย่างจริงจัง จนมาเกิดปัญหาในปีนี้) ไม่ต้องมานั่งรอให้นักการเมือง นักเลือกตั้งเข้ามาฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของพวกเขา

ดังนั้นผมเชื่อว่าตัวเองไม่ได้รักในหลวงเพราะถูกยัดเยียด และผมเชื่อว่าประชาชนอื่น ๆ อีกหลายคนที่รักในหลวงก็ไม่ได้เพราะถูกยัดเยียด แต่เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านมีให้แก่ปวงชนชาวไทย ผมไม่คิดว่าจะมีใครยัดเยียดให้ประชาชนกว่าค่อนประเทศเอารูปในหลวงไปไว้บูชาในบ้าน ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขารักและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน มีคำกล่าวว่าคนเราต่อให้ทำดีแค่ไหนก็อาจมีคนไม่ชอบอยู่ดี ดังนั้นอาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนไม่รักพระองค์ท่าน ใครที่จะไม่รักในหลวงก็ไม่รักไปผมไม่ได้ต่อต้านหรือว่าอะไร และถ้ามีเหตุผลผมก็ยินดีที่จะคุยแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยได้ แต่ถ้าจะมากล่าวหาผมและคนอีกมากมายหลายคนในประเทศนี้ว่ารักพระองค์ท่านเพราะถูกยัดเยียดผมก็คงยอมไม่ได้เช่นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

มาร่วมฝ่าวิกฤตน้ำท่วมไปด้วยกันครับ


วันนี้ขอเขียนบล็อกเกี่ยวกับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 สักวันนะครับ ถึงผมจะมีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นความผิดพลาดของผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้หลายประการแต่ผมจะขอไม่เขียนถึงตอนนี้แล้วกันนะครับ เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปต่อว่าคนที่ทำหน้าที่อยู่ตอนนี้ เวลานี้ควรจะเป็นเวลาที่เราร่วมมือร่วมใจและเสนอข้อเสนอแนะ ดีกว่าจะไปด่าผู้คนด้วยถ้อยคำที่มันแย่ ๆ เช่นโง่บ้าง จะพาเราไปตายบ้าง กาลกิณีบ้าง ประชดประชันหรือด่าซ้ำเวลาเขาทำงานพลาด ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้มีความคิดอะไรดี ๆ มาเสนอ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนออกมาพูดเหมือนกับว่าผู้ที่มีเกี่ยวข้องไม่ได้พยายามทำอะไรเลยปล่อยปละละเลยให้น้ำท่วม การด่ามันง่ายครับแค่พูดหรือพิมพ์มันก็เสร็จแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นก็ช่วยหยุดโพสต์เรื่องที่มันไม่จริง เรื่องที่ได้ฟัง ๆ เขามาโดยไม่ได้การพิสูจน์ การเอารูปสมัยไหนก็ไม่รู้เอามาโยงให้มันเป็นเรื่องเป็นราว ยกย่องฝ่ายที่ตัวเองชอบโดยมองข้ามความบกพร่องที่มี แต่หาช่องทุกช่องที่จะจ้องทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากความสะใจที่ได้ด่าคนที่เราไม่ชอบ และมันยังทำลายภาพดี ๆ ที่ประชาชนที่มีจิตอาสาออกมาร่วมมือกันโดยไม่แบ่งว่าเป็นฝ่ายใด

สำหรับผมวันนี้ผมอยากจะบอกว่าทั้งรัฐบาลและกทม.จะต้องทำงานประสานงานกันมากกว่านี้ เมื่อวานนี้ (19 ต.ค.) รัฐบาลก็ได้เสนอวิธีผันน้ำซึ่งผมมองว่าเป็นรูปธรรมและเป็นเชิงรุกมากที่สุดจากการสู้รบกับน้ำมาแล้วหลายเดือนซึ่งเอาแต่ตั้งรับมาตลอด คือการผันน้ำออกไปทางตะวันออกของกทม. แต่ผมกังวลว่ามันอาจจะช้าเกินไปถ้าเทียบกับสถานการณ์ตอนนี้ ดังนั้นมันอาจต้องการแผนสองซึ่งอาจต้องให้น้ำไหลผ่านพื้นที่กทม.ออกไปให้เร็วที่สุด ผมเข้าใจที่ผู้ว่ากทม.ต้องการจะป้องกันพื้นที่ไว้ แต่ผมว่าการป้องกันพื้นที่ไว้โดยมีน้ำล้อมรอบอยู่ตลอดเวลานี้มันมีความเสี่ยงมาก มันเหมือนต้องลุ้นตลอด และจากตัวอย่างที่ผ่าน ๆ มาเราก็เห็นแล้วว่าปริมาณน้ำมันมากจนเราไม่สามารถที่จะกั้นมันไว้ได้ และถ้ามันบ่าเข้ามาเองเราอาจไม่สามารถควบคุมมันได้ บางทีถ้าเรายอมให้มันผ่านเข้ามาตามช่องทางที่เรากำหนดไว้แล้วระบายมันออกไปให้เร็วที่สุด เราอาจกำหนดพื้นที่ความเสียหายได้ ประชาชนจะรู้ว่าตรงไหนเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อยแค่ไหน ปัญหาที่ผู้คนแห่เอารถออกมาจอดในที่สูงและตามถนนหนทางมันก็อาจจะหมดไป ผมว่าตอนนี้คนกรุงเทพหลายคนยอมรับได้นะว่ามันจะท่วม แต่อยากจะรู้ว่ามันจะท่วมตรงไหน ถ้าบ้านตัวเองจะเป็นส่วนที่โดนก็จะได้เตรียมตัวและหาทางมีชีวิตอยู่กับมันให้ได้ ผมไม่ต้องการให้มีคำว่าผู้เสียสละ นั่นหมายความว่าถ้ารัฐบาลกับกทม.เลือกแล้วว่าพื้นที่ตรงไหนที่จะยอมให้เสียหาย ก็ต้องเตรียมการเพื่อป้องกันให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดก่อน และต้องกำหนดว่าจะชดเชยให้เขาอย่างไรที่จะเหมาะสม

วันนี้ก็ขอเสนอแนะไว้เท่านี้ครับ และเราจะฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกันครับ ...

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ข้อดีของการที่ Apple ออก iPhone 4S ไม่ใช่ iPhone 5

วันนี้ขอเกาะกระแส iPhone กับเขาสักวัน ก็คงทราบกันไปแล้วนะครับว่า iPhone ตัวใหม่ของ Apple คือ iPhone 4S ไม่ใช่ iPhone 5 สรุปก็คือมีรูปทรงเดียวกับ iPhone 4 แต่คุณสมบัติการทำงานดีขึ้น ใครที่อยากทราบรายละเอียดก็เชิญที่บล็อกของ @ipattt ได้เลยครับ ซึ่งงานนี้ก็น่าจะสร้างความผิดหวังกับให้ผู้ที่รอคอย iPhone 5 บางส่วนไปไม่น้อยทีเดียว แต่ในวันนี้ผมจะมาลองสรุปมุมมองของผมเองต่อการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ในส่วนที่จะเป็นข้อดีให้กับผู้บริโภคอย่างเราให้ฟังกันครับ
  1. ผู้ใช้ที่ต้องการซื้อ iPhone 4S จะซื้อได้ง่ายขึ้น ซึ่งปรากฏการณ์นี้ผมมมองว่าจะเหมือนตอนที่ Apple ออก iPhone 3GS ซึ่งซิ้อได้ง่ายมาก เมื่อเทียบกับ iPhone 3G ซึ่งต้องไปเข้าคิวต่อแถวซื้อกัน
  2.  ราคาของ iPhone 4 จะถูกลงอย่างแน่นอน ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการคุณสมบัติที่เพิ่มเติมขึ้นมาและตราบใดที่เจ้า iPhone 4 ยังสามารถอัพเกรดระบบปฏิบัติการต่อไปได้ ผมว่าทางเลือกนี้อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม ในส่วนตัวผมคิดว่าถ้า Apple กล้าลดราคา iPhone 4 ลงมาเหลือประมาณหมื่นกลาง ๆ โดยตามข่าวรู้สึกว่าจะมี  iPhone 4 ซึ่งมีหน่วยความจำ 8 GB มันน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมือถือราคาหมื่นกลางที่มีอยู่ตอนนี้เลยทีเดียว
  3.  อุปกรณ์เสริมต่าง ๆ สามารถใช้ร่วมกันได้
  4. คนที่เพิ่งซื้อ iPhone 4 ไป (โดยที่ไม่ได้ไปแหกคอกแหกกฏระเบียบที่ผู้จัดงานเขาจัดไว้) ก็ยังสามารถใช้งาน iPhone 4 ต่อไปได้ โดยไม่ต้องรู้สึกว่าซื้อมาปุ๊บก็ตกรุ่นปั๊บ
  5. คนที่ยังเก็บเงินได้ไม่ถึงก็มีเวลาเก็บเงินเพิ่มสำหรับ iPhone 5 
  6. เราก็มีเรื่องให้มานั่งเดานั่งลุ้นกันต่อไปว่า iPhone 5 จะเป็นอย่างไร 
สำหรับผมตอนนี้เท่าที่คิดออกก็มีแค่นี้ ใครที่เห็นข้อดีอื่น ๆ และอยากจะร่วมแสดงความเห็นก็เชิญได้ครับ

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Use Case Diagram ไม่ใช่ Flowchart นะจะบอกให้

หลังจากไม่ได้เขียนบล็อกเสียนาน และหลัง ๆ นี้แทบไม่ได้เขียนเกี่ยวกับการพัฒนาโปรแกรมเลย วันนี้ก็ขอเขียนเสียหน่อยแล้วกัน แต่ก่อนอื่นขอเป็นกำลังใจให้กับชาวไทยทุกคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอยู่ตอนนี้นะครับ

สำหรับเรื่องที่ต้องการจะเขียนวันนี้คือเรื่องที่ดูเหมือนจะง่าย ๆ ก็คือการเขียน Use Case Diagram จริง ๆ ผมตั้งใจจะเขียนมาหลายเดือนแล้ว เอหรือจะเกือบปีแล้วก็ไม่รู้ คือผมได้มีโอกาสไปบรรยายเรื่องการพัฒนาโปรแกรมให้กับหน่วยงานหน่วยหนึ่ง ก่อนที่จะบรรยายผมก็ลองให้โจทย์กับผู้อบรมลองเขียน Use Case Diagram ดู ปรากฏว่าผู้เข้าอบรมหลายคนเขียน Use Case Diagram เหมือนกับว่ามันเป็น Flowchart และวันนี้เองสด ๆ ร้อน ๆ กับนักศึกษาในที่ปรึกษาของตัวเองก็ดูเหมืือนว่าจะเข้าใจผิดไปในแนวทางนั้นเช่นกัน ดังนั้นก็เลยคิดว่าคงต้องเขียนบล็อกนี้ขึ้นมาเสียหน่อยเพื่อจะช่วยให้เรื่องนี้ชัดเจนขึ้น

ก่อนอื่นเรามาทบทวนกันก่อนว่า Use Case Diagram มีจุดประสงค์อะไร ซึ่งคิดว่าพวกเราคงตอบกันได้ว่ามันมีหน้าที่หลักในการแสดง Functional Requirement ของระบบ ตัว Use Case หนึ่ง Use Case เป็นตัวแทนของฟังก์ชันหลักฟังก์ชันหนึ่งของระบบ ดูก็ง่ายดีใช่ไหมครับ แล้วปัญหาใีนอยู่ตรงไหน ลองมาดูโจทย์ที่ผมได้ใช้ทดสอบผู้เข้ารับการอบรมกับผมกันก่อนครับ

  จงเขียน UML Diagram สำหรับระบบ ATM ที่่มีการทำงานคือฝากเงิน (Deposit) โอนเงิน (Transfer) และถอนเงิน (Withdraw) โดยจะต้องมีการตรวจสอบตัวตนของลูกค้าด้วย 

จากโจทย์ก็เป็นตัวอย่างพื้นฐานทั่วไป แต่มีผู้เข้ารับการอบรมหลายคนเขียน Use Case Diagram ในลักษณะนี้ครับ

Use Case Diagram แบบ Flowchart



ซึ่งผมก็ได้สอบถามว่าทำไมเขาถึงเขียนไดอะแกรม ในลักษณะนี้ คำตอบของเขาก็คือ ก็ทำตามโจทย์อาจารย์ ตรวจสอบสิทธิก่อนที่จะอนุญาตให้ทำธุรกรรมอย่างอื่น จะเห็นได้ชัดนะครับว่านี่คือความเข้าใจผิด ตัว Use Case Diagram ไม่ได้แสดงโฟลว์การทำงานว่าอะไรต้องทำก่อนอะไร อีกจุดหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาของไดอะแกรมนี้ก็คือตัว Use Case ของเขาสองตัวคือ Enter Password และ Validate Password นั้นอยู่ในระดับที่ย่อยมากเกินไป

ถึงตรงนี้หลายคนก็อาจตั้งคำถามว่าแล้วเราควรจะเขียนอย่างไรดี ผมไม่ตอบดีไหมนี่ ทิ้งให้คิดเป็นการบ้าน มาเฉลยพรุ่งนี้ สวัสดีครับ ...... :)


ล้อเล่นน่ะครับ เฉลยเลยแล้วกันเดี๋ยวอึดอัดกันแย่ แนวทางหนึ่งที่จะเขียน Use Case Diagram สำหรับปัญหานี้ก็ตามนี้ครับ

Use Case Diagram สำหรับระบบ ATM อย่างง่าย 

จากไดอะแกรมนี้ผมได้รวมเอา Validate Password และ Enter Password เข้าด้วยกันเป็น Use Case ที่ชื่อว่า Authenticate และใช้ความสัมพันธ์  include เพื่อแสดงให้เห็นว่า Use Case ที่เหลือทั้งสามนั้นจะต้องมีการตรวจสอบตัวตนของผู้ถือบัตร ไดอะแกรมนี้แสดงความต้องการของระบบตรงตามที่โจทย์กำหนดได้อย่างชัดเจน และ Use Case Diagram ได้ทำหน้าที่หลักที่มันควรจะทำนั่นคือการแสดง Functional Requirement ของระบบ ไม่ได้แสดงโฟลว์การทำงาน อย่าลืมนะครับว่า Use Case Diagram เรามักจะสร้างขึ้นในช่วงวิเคราะห์ระบบ ซึ่งการวิเคราะห์ระบบควรจะตอบคำถามว่า "what" ซึ่งหมายความว่าระบบนี้ทำอะไรให้ได้เสียก่อน ไม่ใช่ไปตอบคำถามของคำว่า "how" ซึ่งหมายถึงว่ามันทำงานอย่างไร ถ้ามีแนวคิดนี้อยู่ในใจตลอดก็น่าจะหลีกเลี่ยงการเขียน Use Case Diagram ในลักษณะที่เป็น Flowchart ได้

หวังว่าบล็อกนี้จะทำให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับ Use Case Diagram มากขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ ...





วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

แอปแท้... แอปเถื่อนกับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์


สวัสดีครับ ไม่ได้เขียนบล็อกมานานมากทั้งที่มีเรื่องมากมายอยากพูดคุยอยากเล่าให้ฟังกัน วันนี้พอจะหาเวลาได้สักเล็กน้อยก็ขอเขียนเสียหน่อยแล้วกัน เรื่องที่อยากจะคุยกันวันนี้เกี่ยวกับการหาซื้อซอฟต์แวร์มาใช้งานครับ ต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้คิดที่จะมาเป็นตัวแทนอะไรให้บริษัทซอฟต์แวร์นะครับ แต่ที่เขียนวันนี้เพราะอยากจะให้พวกเราคนไทยมีมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดหาซอฟต์แวร์มาใช้งาน

ย้อนกลับไปหลายปีก่อนที่ซอฟต์แวร์มีราคาแพงมาก เช่นไมโครซอฟท์เวิร์ด 1 ชุดมีราคาเป็นหลักหมื่นบาท  สูงกว่าเงินเดือนของข้าราชการระดับปริญญาโทของไทยที่ระดับหกพันกว่าบาท (ผมรู้ครับเพราะผมเริ่มเข้าทำงานด้วยเงินเดือนเท่านี้จริง ๆ นะจะบอกให้) และซอฟต์แวร์ที่เป็นโอเพนซอร์ซก็ยังไม่ได้มีให้ใช้กันแพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นทางเลือกของเราก็คือซอฟต์แวร์จากพันทิพที่ทำให้เราได้ทดลองใช้งานซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ผมเคยมีประสบการณ์เดินไปถามราคาไมโครซอฟท์เวิร์ดที่ร้านที่ขายซอฟต์แวร์แท้ที่ขายอยู่บนห้างพันทิพ พอคนขายบอกราคามาเป็นหลักหมื่น ผมก็เผลอตัวอุทานออกมา ซึ่งคนขายก็มองผมอย่างสมเพชแล้วก็ทำท่าบุ้ยใบ้เหมือนกับบอกว่า "เอ็งก็ไปซื้อข้างนอกเอาซิแผ่นละไม่กี่ร้อยมีโปรแกรมเป็นโหล"

ผมเคยคุยกับลูกศิษย์ลูกหาของผมในรุ่นแรก ๆ ของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ และผมบอกว่าปัญหาก็คือราคาซอฟต์แวร์แพงเกินไป คือมันอาจจะไม่แพงถ้าเทียบกับรายได้เฉลี่ยของคนในสหรัฐอเมริกา แต่มันอาจจะแพงสำหรับคนในประเทศอื่น ตอนนั้นผมบอกว่าโมเดลการขายซอฟต์แวร์พื้นฐานทั่วไปที่ดีก็คืออย่าตั้งราคาให้สูงนักเช่นสัก 10 เหรียญ แต่ถ้าขายทั่วโลกได้ล้านชุดก็ 10 ล้านเหรียญแล้ว ซึ่งผมมองว่าสำหรับซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งนี่ก็น่าจะคุ้มหรือเกินคุ้มแล้ว แต่ยังไงก็ตามผมก็บอกลูกศิษย์ผมว่าถ้าเราไปซื้อซอฟต์แวร์พันทิพมาเพื่อการศึกษาก็ทำไปนะ แต่ถ้าเมื่อไรที่เรานำไปหารายได้ก็น่าจะซื้อของลิขสิทธิ์มาใช้

เวลาผ่านไปราคาซอฟต์แวร์ก็ถูกลง มีโอเพนซอร์ซซึ่งส่วนใหญ่ก็ให้ดาวน์โหลดมาใช้ฟรี ๆ และยังมีโมเดลแบบ App Store ของ Apple และ Android Market ของ Google ซึ่งก็เปิดโอกาสให้เราซื้อซอฟต์แวร์ในระดับที่ถูกกว่าที่ผมเคยคิดไว้เสียอีก บางตัวราคาไม่ถึง 30 บาท ซึ่งผมก็คาดหวังว่าการใช้ซอฟต์แวร์น่าจะถูกลิขสิทธิ์มากขึ้น ในส่วนตัวผมเองตอนนี้บอกเลยว่าบนเครื่องที่ผมใช้งานตอนนี้ไม่มีซอฟต์แวร์ละเมิดอยู่เลย บางตัวที่ดีแล้วเขาขายราคาไม่แพงมากผมก็ซื้อ ถ้ามันแพงมากผมก็ไปหาตัวที่ฟรีที่ใกล้เคียงกันมาใช้ ยิ่งในพวก App Store นี่ผมก็ว่าเขายิ่งใจกว้างซื้อหนึ่งครั้งราคาอาจไม่ถึง 30 บาท แต่เอาไปติดตั้งลงได้หลายเครื่อง แต่กลับเป็นว่ามีคนเอาความใจกว้างนี่มาทำมาหากินโดยใช้คำว่า App แท้ ซึ่งตามความหมายของคนขายคือเป็นโปรแกรมที่เขาอาจลงทุนไปซื้อมา แต่ใช้ความใจกว้างของบริษัทซอฟต์แวร์เอามาขายต่อโดยติดตั้งให้ลูกค้าไปอีกเป็นไม่รู้กี่ร้อยคน ส่วน App เถื่อนคืออะไร ก็คือซอฟต์แวร์ที่เขาขายนี่แหละ แต่ว่าเราไปโหลดมาใช้แบบฟรี ๆ โดยการจะทำอย่างนี้ได้เครื่องที่ใช้ iOS (ระบบปฏิบัติการที่ใช้ในเครื่้อง iPhone, iPod, iPad) ของเราจะต้องสิ่งที่เรียกว่าการ Jail Break ก่อน จากนั้นมันจึงจะมีช่องทางให้เราเข้าไปหาซอฟต์แวร์มาใช้แบบฟรี ๆ   ต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้ต่อต้านการ Jail Break เพราะการ Jail Break ทำให้เราสามารถใช้โปรแกรมหลาย ๆ ตัวที่มีประโยชน์แต่ Apple ไม่อนุณาตให้นำไปขายใน App Store หรือบางคนก็บอกว่า Jail Break เพื่อลองไปโหลดโปรแกรมมาลองใช้ดูก่อน ถ้าดีแล้วค่อยซื้ออันนี้ถ้าทำอย่างนั้นจริงผมก็ว่าโอเคนะครับ แต่ก็มีร้านค้าใช้ความไม่ค่อยรู้ของคนนี่แหละเอามาหากินเช่นกัน โดยรับ Jail Break เครื่องแล้วก็ติดตั้งโปรแกรมให้ลูกค้าแล้วก็เก็บเงินลูกค้าไป

ผลเสียของทั้งสองวิธีนี้ก็คือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่เขาลงทุนลงแรงไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ประโยชน์กลับตกไปเป็นของร้านค้าเหล่านี้  บางคนอาจถามว่าแล้วผมมาเดือดร้อนอะไรด้วย คำตอบก็คือผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในวงการนี้ ถึงผมในตอนนี้จะไม่ได้เป็นคนหนึ่งที่พัฒนาโปรแกรมขึ้นสู่ App Store แต่ผมก็เป็นคนสอนเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาโปรแกรม และผมก็คาดหวังว่าลูกศิษย์ของผมหลาย ๆ คนอาจจะเป็นคนที่พัฒนาโปรแกรมออกมาขายบ้างก็ได้ ซึ่งถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ผมว่าตลาดของไทยคงเติบโตยาก

ผมเข้าใจว่าคนใช้ iPhone, iPod, หรือ iPad หลายคนไม่ได้มีความคิดที่จะใช้ซอฟต์แวร์แบบไม่ถูกต้องเหล่านี้ แต่เพราะความไม่รู้และอาจจะถูกทำให้เข้าใจผิดด้วยคำว่า App แท้ ก็หวังว่าบล็อกนี้จะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น ส่วนบางคนอาจบอกว่าทำไม่เป็นพวกติดตั้งโปรแกรมอะไรนี่ ครั้นจะซื้อโทรศัพท์ราคาสองหมื่นกว่าบาทมาโทรอย่างเดียวก็กลัวจะไม่คุ้ม ผมอยากบอกครับว่าลองศึกษาดูครับ มีเว็บไซต์และหนังสือดี ๆ ที่สอนการใช้งานเรื่องพวกนี้อยู่มากมาย และจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องยากนะครับ และผมคิดว่าเราจะสนุกสนานกับการใช้อุปกรณ์ของเรามากขึ้นด้วย  ส่วนคนที่บอกว่าแหมจ่าย 500 บาท เขาลงโปรแกรมมาให้ตั้งหกหน้าแปดหน้า ถ้ามัวมาหามาลงเอง จะใช้เวลาเท่าไร และต้องจ่ายเงินเท่าไร ลองถามตัวเองครับว่าโปรแกรมที่เราใช้จริง ๆ จัง มีสักกี่ตัวกัน ไอ้ที่เขาลงมาให้หกหน้าแปดหน้านี่ได้ใช้จริงหรือเปล่า

สุดท้ายผมก็อยากมาเชิญชวนพวกเราให้มาใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์กันครับ สบายใจภูมิใจเวลาใช้ สร้างสำนึกที่ดีในการเคารพทรัพย์สินทางปัญญาให้กับสังคมเรา และยังช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของไทยเราอีกด้วย

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อำนาจอยู่ในมือเราแล้วไปเลือกตั้งกันครับ

สวัสดีครับผมไม่ได้เขียนบล็อกมาซะนาน วันนี้ขอเขียนหน่อยเพราะอยากจะร่วมรณรงค์ให้ออกไปเลือกตั้งกันวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค. นี้ครับ จริง ๆ ผมก็ไม่ได้คิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมาเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้มันดีขึ้นมาได้ทันตาเห็นหรอกนะครับ เพราะนักการเมืองที่ลงเลือกตั้งก็หน้าเดิม ๆ มีแนวคิดแบบเดิม ๆ ที่บอกว่าจะปรองดองกันก็ทำได้แต่ปากพูด เพราะเท่าที่เห็นหาเสียงกันอยู่ตอนนี้ก็มีแต่สาดโคลนใส่กัน เอาเรื่องที่ยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงกล่าวหากันไปมา ฝ่ายหนึ่งก็กล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งสั่งฆ่าคน อีกฝ่ายก็กล่าวหาว่าอีกฝ่ายเผาบ้านเผาเมืองทั้งที่ความจริงเป็นอย่างไรก็ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ชัดเจน ทำกันแบบนี้ประเทศชาติคงจะสงบได้หรอกเพราะประชาชนที่สนับสนุนแต่ละฝ่ายก็ออกมาตอบโต้กันไปมาสนับสนุนฝ่ายที่ตัวเชียร์อยู่ เขียนมาถึงตรงนี้หลายคนอาจถามว่าถ้าอย่างนั้นเราจะไปเลือกตั้งกันทำไม คำตอบคือการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการแสดงพลังอำนาจของประชาชนอย่างพวกเราที่ถูกปล้นไปโดยผู้คนหลายกลุ่ม (ถ้าใครลืมไปแล้วเดี๋ยวผมจะทวนให้ฟังต่อไป) และหวังว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ประเทศเรากลับมาสู่ระบบอีกครั้งถ้าทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้งตามที่บอกไว้ 

คราวนี้ผมจะทวนให้ฟังครับว่าอำนาจของเราถูกใครปล้นไปบ้าง เริ่มจากกลุ่มแรกเลยครับก็คือกลุ่มคนที่ใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์กับทหารที่ทำปฏิวัติเมื่อปี 2549 จริง ๆ ผมเคยคิดนะครับว่าการปฏิวัติสมัย รสช. คงจะเป็นครั้งสุดท้ายของประเทศแล้วไม่คิดว่าจะได้เห็นอีก จริง ๆ กลุ่มคนที่ใช้เสื้อเหลืองนี่ผมก็ไม่อยากจะเหมารวมไปทุกคนนะครับ เอาเป็นว่าขอเน้นไปที่แกนนำแล้วกัน แกนนำยุยงปลุกปั่นด้วยเรื่องจริงบ้างไม่จริงบ้างให้ประชาชนออกมารวมตัวกัน จนทหารมีข้ออ้างออกมาปฏิวัติ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเรากำลังจะมีการเลือกตั้งกันอยู่แล้ว ซึ่งคนเสื้อเหลืองและทหารไม่แน่ใจว่าถ้าปล่อยให้มีการเลือกตั้งแล้วพรรคที่ตัวเองต้องการจะได้มาบริหารประเทศหรือไม่ และที่น่าเศร้าที่สุดก็คือหลังจากการปฏิวัติแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ปัญหาที่มีอยู่ที่เป็นสาเหตุของการปฏิวัติก็ไม่ได้รับการแก้ไข สิ่งที่การปฏิวัติทิ้งไว้ให้เราคือความแตกแยก และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนยอมรับเพราะมีการลงมติ แต่การลงมติที่ว่านั้นอยู่ในบรรยากาศที่ว่าให้รับ ๆ ไปก่อนเพราะถ้าไม่รับคณะปฏิวัตินี้ก็จะยังคงปกครองประเทศเราอยู่ต่อไป และสุดท้ายเมื่อมีการเลือกตั้งพรรคการเมืองที่ทั้งเสื้อเหลืองและทหารไม่อยากให้เข้ามาก็ชนะได้เข้ามาอยู่ดี 

แต่เอาล่ะครับอย่างน้อยการเลือกตั้งครั้งนั้นก็ทำให้เราได้อำนาจคืนมาบ้าง แต่ก็ได้มาไม่นานส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาไม่รู้จักหลาบจำ ไปทำเรื่องที่เป็นเหตุให้คนเสื้อเหลืองหาเหตุระดมคนออกมาชุมนุมอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์บางอย่างที่ผมคิดว่าถ้าประเทศเราอยู่ในสถานการณ์ปกติมันไม่น่าจะเกิดขึ้น เช่นการที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต้องถูกปลดเพราะไปออกรายการทำกับข้าว พอเปลี่ยนนายกมาเป็นอีกคนหนึ่งก็ยังไม่ถูกใจคนเสื้อเหลือง ก็เลยทำการชุมนุมเลยเถิดสร้างความเดือดร้อนไปทั่วไปยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นแรมเดือน จนถึงขั้นไปทำนากันอยู่ในนั้น และยังไปยึดสนามบินนานาชาติ ทำเอาเศรษฐกิจของชาติเสียหายไปมากมาย และที่น่าโมโหสำหรับผมก็คือคนเสื้อเหลืองอ้างอีกว่านี่คื่อเสียงของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งไม่มีที่มาที่ไปเพราะคนเสื้อเหลืองไม่ได้รับการเลือกตั้งมา ส่วนทหารก็ให้ความร่วมมือด้วยการอยู่เฉย ๆ ไม่่ิออกมาทำอะไรทั้งที่รัฐบาลมอบหมายหน้าที่ให้ แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องจากไปแต่ไม่ใช่เพราะคนเสืิ้อเหลืองแต่เป็นเพราะสาเหตุอื่น นั่นคือการถูกยุบพรรคของแกนนำรัฐบาล 

คราวนี้การเมืองก็พลิกขั้วมาเป็นอีกฝ่ายหนึ่งได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็พอจะทำใจรับได้ (ถึงแม้มันจะดูไม่โปร่งใสอยู่บ้าง) เพราะอย่างน้อยคนเหล่านั้นก็ยังได้รับเลือกตั้งเข้ามา เรียกว่ายังอยู่ในระบบ แต่อำนาจของเรากลับถูกโขมยไปอีกจากคนอีกกลุ่มหนึ่ง (ขอเน้นที่แกนนำเช่นกัน) ที่ใช้เสื้อสีแดง คนกลุ่มนี้ที่เคยด่าเสื้อเหลืองไว้ว่าทำอะไรไม่คิดทำให้ประเทศชาติเสียหายก็ทำซะเอง เริ่มตั้งแต่ไม่ได้สนใจว่าตัวเราเองเป็นเจ้าบ้านจัดการประชุมสำคัญระดับนานาชาติ ไปประท้วงจนเกิดความวุ่นวายจนแขกบ้านแขกเมืองต้องหนีขึ้นเรือออกไปกลางทะเลเพื่อไปขึ้นเครื่องบินกลับบ้านเป็นภาพที่อเนจอนาถเหลือเกิน หลังจากนั้นรัฐบาลใหม่ก็ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น ความพยายามที่จะลดความขัดแย้งก็ทำอย่างไม่จริงใจ จนในที่สุดคนกลุ่มนี้ก็กลับมาอีกครั้ง และก็ประท้วงมาเลยเถิดไปยึดแยกราชประสงค์จนเกิดความเสียหายไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร และในที่สุดมันก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดจนเป็นปัญหากันอยู่ตอนนี้ และเหมือนเดิมคนกลุ่มนี้ก็อ้างว่านี่คือความต้องการของคนส่วนใหญ่ของประเทศ นี่มันโขมยอำนาจของเราไปชัด ๆ นะครับ คนสองกลุ่มนี้เราไม่ได้เลือกเข้ามา (ถึงแม้ในแต่ละกลุ่มอาจมีส.ส.อยู่แต่ก็มีไม่กี่คน) 

ทั้งหมดก็คือการสรุปคร่าว ๆ ของกลุ่มคนที่มาเอาอำนาจที่อยู่ในมือเราออกไป ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้อำนาจได้กลับมาอยู่ในมือเราแล้ว ขอให้เราออกไปแสดงให้เขาเห็นครับว่าเราต้องการให้ประเทศเป็นไปอย่างไร ถึงแม้เราจะได้นักการเมืองหน้าเดิม ๆ กลับเข้ามา แต่ก็หวังว่าเขาจะทำตัวดีขึ้นและเราก็ติดตาม ถ้าเขายังทำตัวไม่ดีเราก็ใช้ช่องทางตามที่กฏหมายกำหนดเช่นการเข้าชื่อหรืออะไรก็ว่าไป ซึ่งฝ่ายค้านน่าจะมาชี้นำประชาชนในจุดนี้มากกว่าที่จะไปสนับสนุนคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเข้าข้างฝ่ายตัวเองบนถนน (หวังว่าจะไม่มีอีก) และถ้ายังทำอะไรไม่ได้จริง ๆ (ผมคิดว่าถ้ามันแย่จริง ๆ หรือมีหลักฐานชัดมันน่าจะทำได้) เราก็รอให้ครบเทอมครับจนอำนาจกลับมาอยู่ในมือเราอีกครั้ง ทหารควรจะเอาคำว่าปฏิวัติทิ้งไปได้แล้ว ให้ระบบมันดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง และผมเชื่ออย่างที่ผมเคยเขียนไปแล้วว่าถ้าเรายอมอยู่ในระบบจนคนดีมีความสามารถเขามีความมั่นใจเขาก็จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของบ้านเมืองครับ 

สุดท้ายผมอยากบอกว่าประเทศเราโชคดีที่ยังไม่เป็นอย่างลิเบีย ซึ่งผมคิดว่าคนที่ออกมาประท้วงรัฐบาลตอนแรกอาจจะไม่ได้คิดว่าเหตุการณ์มันจะบานปลายมาถึงขนาดนี้ ถ้าเขารู้เขาอาจจะไม่ทำ ดังนั้นพวกเราโชคดีครับที่ยังมีโอกาส ออกไปเลือกตั้งกันครับและยอมรับผลการเลือกตั้ง ติดตามดูผลงานของคนที่เราเลือกและไม่ได้เลือกเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกตั้งครั้งหน้า และขอฝากนักการเมืองทั้งหลายให้เปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำงานโดยคิดถึงประเทศชาติเป็นหลัก เลิกสร้างความขัดแย้ง ทำงานให้สมกับที่ประชาชนไว้ใจเลือกเข้ามาเป็นตัวแทน ผมว่าถ้าเป็นได้อย่างนี้ประเทศเราจะเดินไปข้างหน้าได้โดยเริ่มจากการเลือกตั้งครั้งนี้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้พบในสัปดาห์ที่ผ่านมา

สวัสดีครับไม่ได้เขียนบล็อกมาเสียนาน วันนี้ขอเขียนเสียหน่อยเพราะอยากจะบันทึกเรื่องดี ๆ ที่ได้เจอในสัปดาห์นี้ไว้ก่อนที่จะเริ่มสัปดาห์ใหม่ ตอนนี้ต้องบอกว่าผมกำลังเริ่มเข้าสู่โหมดการเปิดเทอมเกือบเต็มรูปแบบ ที่ผมเรียกอย่างนี้ก็เพราะว่าผมเริ่มโหมดการเปิดเทอมตั้งแต่เมื่อกลางเดือนที่แล้วคือลูกเริ่มเปิดเทอมก่อนและผมก็ต้องเริ่มขับรถเข้าเมืองเพื่อรับส่งลูก จากนั้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามหาวิทยาลัยที่เป็นอาจารย์ประจำก็เริ่มเปิดเทอม และอีกสักสองอาทิตย์จากนี้เมื่อมหาวิทยาลัยที่ผมได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษอยู่เปิดทั้งหมดก็เท่ากับผมเข้าสู่โหมดเปิดเทอมแบบเต็มรูปแบบครับ

ขนาดที่ยังไม่ได้เปิดเทอมแบบเต็มรูปแบบผมก็เริ่มเหนื่อยแล้วครับ เพราะเดี๋ยวนี้รถติดเหลือเกินและฝนยังตกอีกทำให้เพิ่มความติดมากขึ้นไปอีก แต่เหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมได้ประสบมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ทำให้มีความรู้สึกดีขึ้นครับ สิ่งนั้นก็คือผมพบว่าน้ำใจของคนไทยในเมืองหลวงยังมีอยู่ครับ เรื่องแรกเป็นน้ำใจของร้านขายอาหารครับ เรื่องก็มีอยู่ว่าเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมาลูกชายคนโตของผมมาบอกว่าเขาต้องใช้ใบกะเพราเพื่อทดลองวิทยาศาสตร์ จริง ๆ ในบ้านผมก็ปลูกกะเพราไว้เหมือนกัน ผมก็เลยดุเขาไปว่าทำไมไม่บอกตั้งแต่เย็นตอนนี้มันดึกแล้ว แล้วผมก็บอกลูกว่าให้เขียนกระดาษไปแปะไว้ที่ประตูหน้าบ้าน ตอนเช้าจะได้ไม่ลืมไปเก็บก่อนไปโรงเรียน ปรากฏว่าคุณลูกชายไม่ได้เขียนครับ ผลลัพธ์ก็คือ ... ใช่แล้วครับเราลืมครับ พอไปถึงโรงเรียนท่านลูกก็นึกขึ้นมาได้ครับ ทำยังไงดีล่ะครับทีนี้ ตอนแรกผมก็ว่าจะไม่ยุ่งแล้วเพราะจะปล่อยให้เขาได้รับผลจากการไม่รับผิดชอบของเขา แต่พอดีมันเป็นงานกลุ่มและเขารับปากว่าจะเอากะเพราไป ผมก็เลยพาเขาไปที่โรงอาหาร และก็ตั้งใจว่าจะไปขอซื้อใบกะเพราจากร้านอาหารตามสั่ง เมื่อไปถึงร้านผมก็ถามว่ามีใบกะเพราไหมจะขอซื้อให้นักเรียนไปทดลองวิทยาศาสตร์ ปรากฏว่าแม่ค้าก็เดินไปหยิบมาให้สองกิ่งใหญ่ครับและไม่คิดเงินด้วย ถึงแม้จะดูว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ผมคิดว่านี่คือน้ำใจของคนไทยครับ

เรื่องที่สองเป็นน้ำใจของร้านขายมือถือครับ คือผมเห็นว่าแผ่นกันรอยมือถือที่ผมใช้อยู่มันเริ่มเป็นรอยมากแล้ว และบังเอิญผมมีแผ่นกันรอยมือถืออยู่อีกแผ่นหนึ่ง ไอ้ครั้นจะติดเองผมก็เป็นคนมีฝีมือดีเกินไปจนโอเวอร์โฟลว์กลับไปอีกข้างหนึ่ง ก็เลยไปที่ร้านมือถือให้เขาช่วยติดให้และผมกะว่าจะให้ค่าเสียเวลาตามสมควร ต้องบอกว่าผมไม่เคยเป็นลูกค้าของร้านนี้มาก่อนนะครับ ปรากฏว่าเมื่อไปถามทางร้านก็บอกว่าเอามาเถอะเดี๋ยวติดให้ไม่คิดเงิน ซึ่งก็ใช้เวลาติดอยู่นานเหมือนกันนะครับ เสียดายที่ผมจำชื่อร้านไม่ได้ ถ้ายังไงเดี๋ยววันหลังผ่านไปจะเอาชื่อร้านมาฝากครับ

เรื่องที่สามอันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองทำ ซึ่งก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องอะไรมากมาย เรื่องก็คือรถผมติดไฟแดงอยู่ที่แยกร่มเกล้าตัดกับรามคำแหง ซึ่งผมกำลังจะรอเลี้ยวขวาซึ่งไฟแดงมันนานมากจนหางแถวจนถึงคันที่ผมอยู่นี่มันก็เริ่มจะขวางทำให้รถที่ต้องการกลับรถไม่สามารถเข้าไปในช่องทางกลับรถได้ ซึ่งผมสังเกตุเห็นคันข้างหลังผมเขาต้องการจะกลับรถ ผมก็เลยพยายามขยับรถให้ติดไปที่คันหน้ามากที่สุดเพื่อเปิดช่องทาง ซึ่งคันหน้าผมพอเห็นอย่างนั้นก็ขยับเดินหน้าไปมากขึ้นผมก็ขยับตาม จนในที่สุดรถคันหลังผมก็สามารถเข้าช่องทางกลับรถได้ ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดอะไรเลย แต่ปรากฏว่ารถคันนั้นมาจอดข้างรถผมลดกระจกลงและกล่าวขอบคุณผม

จากเรื่องที่ผมเล่ามาทั้งหมดดูเหมือนเหตุการณ์จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ซึ่งคนที่ทำให้อาจไม่ได้นึกอะไร แต่คนที่ได้รับนั้นเขาได้รับรู้ถึงน้ำใจที่แฝงอยู่ในการกระทำนั้น ดังนั้นผมอยากจะเชิญชวนให้พวกเราลองหันไปมองรอบ ๆ ตัวและลองแสดงน้ำใจเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนรอบข้าง ผมว่าสังคมเราจะน่าอยู่ขึ้นมากครับ          

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ส่งท้ายกับเรยา

ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับละครดอกส้มสีทอง ก็คงเป็นละครเรื่องแรก(หรือเปล่าไม่รู้นะครับ)ที่ต้องมีพระมาเทศน์ให้ฟังตอนจบของละคร ตรงนี้ผมว่ามันสะท้อนอะไรในด้านสังคมของเราหลายอย่างซึ่งผมจะพูดต่อไป ละครเรื่องนี้ได้รับการกล่าวถึงในด้านเนื้อหาและพฤติกรรมของตัวละครมากที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีมานี้ อย่างที่ผมเคยบอกไว้ในบล็อก เรยาในมุมมองของผม แล้วว่านี่คือละครที่ผมติดตามมากทีสุดในรอบหลายปี เหตุผลหลักไม่ใช่ภาพรวมของเนื้อเรื่องนะครับ เพราะผมว่าละครเรื่องนี้ถ้าดูเฉพาะภาพรวมแล้วมันก็คือเรื่องตบตีแย่งผัวแย่งเมียซึ่งก็พบได้ทั่วไปตามละครไทยอยู่แล้ว แต่ที่ทำให้ตัวละครเรื่องนี้น่าสนใจน่าจะเป็นนักแสดงที่แสดงได้สมบทบาท และการเขียนบทที่ปรับให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบัน อีกจุดหนึ่งที่ส่งให้ละครเรื่องนี้ดังขึ้นไปอีกก็คือการที่มีผู้คนให้ความเห็นในเชิงลบต่อพฤติกรรมของตัวละคร และผู้บริหารบ้านเมืองบางคนของเราตอบสนองด้วยสิ่งที่ผมเห็นว่าเกินเหตุ เช่นเรื่องการที่คิดจะแบนละครเรื่องนี้เลยเถิดไปจนถึงการที่จะพิจารณาสัมปทานกับทางช่องสามใหม่อะไรอย่างนี้ สุดท้ายก็ยังดีที่ยังหาข้อยุติที่พอจะยอมรับได้ ถึงแม้มันจะดูประหลาด ๆ เช่นต้องมีตัววิ่งบอกว่านี่เป็นการแสดงตามบทประพันธ์ที่ผู้เขียนเขียนไว้ ไม่ใช่เรื่องจริง และจบด้วยการเอาพระมาเทศน์สอน ผมขอออกความเห็นเพิ่มเติมเรื่องตัววิ่งหน่อยแล้วกันครับ จริง ๆ แทนที่จะขึ้นบอกว่ามันเป็นการแสดงไม่ใช่เรื่องจริง ผมว่าถ้าใช้คำเตือนเหมือนกับรายการประเภทเล่าเรื่องผีซึ่งมักจะบอกว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม  ละครเรื่องนี้ก็อาจจะขึ้นว่าพฤติกรรมของตัวละครเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำกับบุตรหลาน อะไรประมาณนี้ ผมว่าน่าจะดีกว่านะ

จริง ๆ เหตุผลที่ผมอยากจะเขียนเกี่ยวกับละครเรื่องนี้อีกครั้งเป็นเพราะสิ่งที่ผมได้เห็นจากไทม์ไลน์บนทวิตเตอร์ของตัวเอง มีทั้งที่บอกว่าแหมเรยากับคุณนายที่สองทำชั่วมาตั้งเยอะได้รับผลกรรมแค่ต้องอยู่คนเดียวไม่มีใครคบ  บางคนบอกว่ามาได้รับกรรมตอนท้ายเรื่องแต่เกือบทั้งเรื่องมีความสุขงั้นคนไม่ดูตอนจบก็ไม่รู้สิ บางคนก็บอกว่าการที่ต้องมีพระมาเทศน์สรุปสอนคนนี่ก็คือการที่ชนชั้นปกครองของเราไม่เชื่อว่าประชาชนจะมีความสามารถในการคิดหรือเรียนรู้อะไรด้วยตัวเอง  และก็มีที่บอกว่าต่อไปเดี๋ยวก็ทำละครมีเนื้อหาเลวร้ายออกมาอีกแล้วก็อ้างว่าทำมาให้ข้อคิดเอามาสอนคน และยังบอกว่าถ้าจะให้แง่คิดสอนคนน่ะเอาโดเรม่อนมาฉายก็ได้ (อันนี้ชอบมาก)เรามาดูกันทีละประเด็นแล้วกันนะครับ สำหรับเรื่องผลที่ตัวละครได้รับ ตอนแรกผมก็นึกว่ามันจะเป็นรูปธรรมกว่านี้ แต่ในส่วนตัวผมก็ว่าใช้ได้นะครับเพราะตัวละครได้รับความทุกข์ใจจากการกระทำของตัวเอง ผมมองว่าการลงโทษที่แรงที่สุดก็คือการที่เราถูกลงโทษด้วยจิตใจของตัวเราเองนี่แหละครับ ลองคิดดูครับว่าถ้าคนเราต้องอยู่กับความเสียใจในสิ่งที่ตัวเองได้ทำมาไปตลอดชีวิตก็เปรียบได้กับการตกนรกทั้งเป็นนั่นเอง ส่วนคนที่บอกว่ามาลงโทษตอนจบใครไม่ได้ดูก็ไม่รู้น่ะสิอันนี้ต้องขอเถียงหน่อยครับ ผมต้องบอกก่อนนะครับว่าไม่ได้เป็นแฟนตัวยงของละครเรื่องนี้ ที่บอกว่าติดตามมากที่สุดก็คือเป็นเรื่องที่ดูมากที่สุด เพราะผมบางทีกว่าจะกลับถึงบ้านบางทีก็สามทุ่มกว่าละครผ่านไปครึ่งเรื่องแล้ว แต่ทุกครั้งที่ผมได้ดูผมก็พบว่าตัวละครที่ทำความผิดในเรื่องไม่ใช่แค่เรยา รวมถึงคุณใหญ่ และคนอื่น ๆ ด้วย ไม่ได้มีความสุขครับ ละครเกือบทุกตอนแสดงให้เห็นเลยว่าทุกคนได้รับผลได้รับความทุกข์ใจจากการกระทำของตัวเอง ตอนจบเป็นเพียงการขมวดปมของเรื่องเท่านั้น

ส่วนกรณีที่บอกว่าผู้ปกครองบ้านเมืองไม่เชื่อว่าคนเราจะมีความคิดได้ด้วยตัวเอง อันนี้ผมค่อนข้างเห็นด้วยครับ เพราะจากการกระทำหลาย ๆ อย่าง สื่อให้เห็นไปในทางนั้นจริง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นการทำเบลอฉากที่มีเหล้าหรือบุหรี่ในละครหรือหนังโดยมีความคิดว่าถ้าไม่เห็นซะก็คงไม่สูบหรือไม่ดื่ม ตรงนี้ผมไม่ได้บอกว่าอยากจะให้มีฉากเหล้าหรือบุหรี่ในหนังนะครับ คือถ้าผู้สร้างหนังหรือละครใหม่ ๆ สามารถหลีกเลี่ยงไปได้ก็จะดี เพราะถ้าเห็นการกระทำบ่อย ๆ ก็อาจจะทำให้เกิดความเคยชินได้ แต่ไอ้การไปทำภาพเบลอกับสิ่งที่เด็กดูก็รู้ว่าตัวละครทำอะไรอยู่ผมว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร ยิ่งตอนนี้เรามีการจัดเรตละครแล้ว ถ้ามีฉากเหล้าบุหรี่ก็จัดเรตหนัก ๆ ไปเลย ถ้าไม่อยากให้มีเอามาก ๆ ก็อาจจะกำหนดไปว่าถ้ามีเหล้าบุหรี่ต้องฉายดึก ๆ นะจะให้เรต ฉ. อะไรก็ว่าไป คนสร้างเขาจะได้หลีกเลี่ยง  แต่โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการอบรมจากบ้านและโรงเรียนมีผลมากกว่าครับ ผมไม่เชื่อว่าถ้าเราอบรมเลี้ยงดูลูกหลานเราเป็นอย่างดี แล้วเขาจะเสียคนเพราะไปดูหนังหรือดูละคร ถ้าเราสอนพื้นฐานให้เขาว่าสิ่งใดดีสิ่งใดไม่ดี เขาก็จะสามารถแยกแยะได้ด้วยตัวเอง คุณเคยเห็นพ่อแม่จูงลูกตัวเล็ก ๆ  เดินข้ามถนนใต้สะพานลอยคนข้ามไหมครับผมว่านั่นคือสิ่งที่แย่กว่าอีกครับ เพราะมันคือการเพาะนิสัยที่ไม่มีวินัยลงไปในตัวลูก เรามารณรงค์ในเรื่องนี้กันดีกว่าไหมครับ ครอบครัวมีส่วนสำคัญครับเมื่อละครมีการจัดเรตแล้ว ถ้าด้วยเหตุใดก็ตามที่เราจะต้องให้ลูกที่ยังเล็กกว่าที่เรตกำหนดดูละครด้วย เราก็มีหน้าที่ในการให้คำแนะนำกับลูกครับ  พูดถึงเหล้าบุหรี่ก็อดจะพูดถึงเรื่องกีฬาไม่ได้  มีรายการกีฬาหลายรายการนะครับ(ไม่ใช่ถ่ายทอดสด) ที่มักจะเบลอป้ายโฆษณาเหล้าและบุหรี่ที่ติดอยู่ข้างสนาม เบลอจนดูภาพการแข่งขันไม่รู้เรื่อง อันนี้ช่วยเลิกเถอะครับ ผมถามจริง ๆ เถอะครับว่า เวลาคนเขาดูกีฬากันนี่ มีใครสักกี่คนครับที่จะไปสังเกตป้ายโฆษณา  ทำยังกับว่าถ้าเห็นโฆษณาปุ๊บก็จะเกิดอยากขึ้นมาจนต้องรีบไปซื้ออย่างนั้นแหละ อ้าวชักนอกเรื่องแฮะ กลับมาที่เรยา สิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือสังคมของเรามีสิ่งที่เรียกว่า moral panic (ซึ่งบางครั้งอาจไม่ดีก็ได้) มีการช่วยกันเฝ้าระวังดูแลสิ่งที่ขัดต่อศีลธรรม แต่ผู้บริหารประเทศจะต้องตอบสนองอย่างมีสติ ไม่ใช่โหนกระแสหรือทำเพื่อหวังผลทางการเมือง ผมว่าส่วนหนึ่งที่ละครเรื่องนี้ดังขึ้นมาอย่างมากก็เพราะการตอบรับในลักษณะที่จะแบนละคร คนที่ไม่เคยดูละครเรื่องนี้เลยก็อาจจะเกิดความสนใจและหันกลับมาดู ดังนั้นผมว่าผู้บริหารบ้านเมืองอาจต้องเปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่ครับ ลองกำกับดูแลอย่างที่ให้ประชาชนได้คิดหรือมีวิจารณญาณด้วยตัวเองบ้าง ไม่ต้องคิดเผื่อเขาหมดทุกอย่าง  ขอโยงเข้าการเมืองสักหน่อยแล้วกัน โดยผมอยากจะตั้งคำถามทิ้งไว้ว่าการที่เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองทุกวันนี้ ส่วนหนึงมันมาจากการที่คนบางกลุ่มไม่เชื่อในความคิดของคนบางกลุ่ม และคนบางกลุ่มคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนบางกลุ่มใช่ไหมครับ

มาดูที่ประเด็นสุดท้ายครับว่าต่อไปก็จะมีการสร้างละครทีมีเนื้อหาไม่ดีออกมาแล้วก็จะบอกว่ามาสอน อันนี้น่าสนใจมากครับ เพราะผมว่าอาจมีผู้สร้างละครหลายคนกำลังคิดอย่างนี้อยู่ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมว่าไม่ใช่ ถ้ามีคนมาถามผมว่ายังอยากจะดูละครแนวนี้อีกไหมโดยมาบอกว่ามันเป็นคติสอนใจนะ ผมก็จะตอบว่าผมดูละครเพื่อการผ่อนคลาย ไม่ได้คิดจะเอาเรื่องจากละครซึ่งก็รู้ว่ามันแต่งขึ้นเอามาสอนตัวเองหรือใครอย่างจริงจัง และถ้าจะให้เลือกละครอย่างดอกส้มสีทอง กับละครอะไรสักเรื่องหนึ่งที่แสดงถึงการสู้ชีวิตของตัวละครที่มีความมานะบุกบั่นฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ ผมก็คงเลือกเรื่องหลัง เพราะมันให้แง่คิดที่ดีและเราสามารถวางใจให้ลูกเราดูได้โดยไม่ต้องมาคอยนั่งชี้แนะ ถ้าละครสามารถสอนคนได้จริงเราก็คงสร้างละครขึ้นมาให้พระเอกนางเอกเป็นคนดีมาก ๆ แล้วทุกคนก็เรียนรู้จากละครแล้วทำตามบ้านเมืองคงสงบสุขไปแล้ว แต่ในชีวิตจริงมันไม่ใช่ พฤติกรรมทั้งหลายทั้งปวงส่วนใหญ่ของเราได้มาจากกการเรียนรู้การอบรมจากครอบครัวโรงเรียนและสังคมรอบตัว  ละครทุกเรื่องที่เราได้ดูมีทั้งดีและร้าย การศึกษาอบรมที่เราได้รับจะทำให้เราแยกแยะว่าอะไรดีหรือไม่ดี ซึ่งแต่ละคนก็อาจมีมุมมองไม่เหมือนกันก็ได้  ยกตัวอย่างการ์ตูนโดเรม่อน ถ้าจะให้จัดเรตผมอาจจะให้จัดเรต น.13 ก็ได้ :) เพราะตัวละครอย่างไจแอนท์มีพฤติกรรมเป็นอันธพาลชอบใช้กำลังรังแกคน หรือซูเนโอะเป็นคนปลิ้นปล้อน แต่ถ้าเราดูไปจนจบเราก็จะพบสิ่งดี ๆ ที่อยู่ในตัวของคนทั้งสอง ซึ่งมีความรักเพื่อนถ้าเพื่อนตกอยู่ในอันตรายทั้งสองก็พร้อมที่จะไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่  สำหรับละครเรื่องดอกส้มสีทองอย่างที่บอกไปแล้วผมบอกแล้วว่าโดยภาพรวมเนื้อหาของละครเรื่องนี้ก็คือละครแย่งผัวแย่งเมียนั่นแหละ แต่มันมาปรับเนื้อหาให้เข้มข้นขึ้น จริง ๆ มันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากละครที่ฉายกันอยู่เต็มจอทุกวันนี้

สุดท้ายก็คือละครจบแล้วครับถ้าเราคิดว่าเราจะได้อะไรดี ๆ ไปใช้ในชีวิตได้ก็นำไปใช้ ถ้าคิดว่าไม่ได้อะไรก็ดูมันเป็นละครเรื่องหนึ่ง จบแล้วเราก็หาเรื่องอื่นที่เราชอบดูต่อไป

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ครึ่งคืนกับครึ่งวันกับการล็อกอินเน็ตทรู

สวัสดีครับวันนี้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการที่ต้องใช้บริการฝ่ายสนับสนุนเน็ตทรูมาเล่าให้ฟังกันครับ เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อคืนวันที่ 4 พ.ค. ขณะที่ผมนั่งดูเรยาอยู่อย่างสนุกสนาน พร้อมทั้งต้องอ่านตัววิ่งคอยย้ำเตือนตัวเองให้รู้ว่าสิ่งที่เห็นในจอภาพคือการแสดงอยู่นั้น (ผมว่าคนชาติอื่นถ้าเขาอ่านภาษาไทยออกคงประหลาดใจนะครับว่าคนไทยไม่รู้หรือไงว่าที่อยู่ในทีวีคือการแสดง ถึงต้องมีตัววิ่งบอก) ลูกชายก็มาบอกให้ช่วยดูหน่อยว่าเน็ตเป็นอะไร ผมก็ขึ้นมาดูปรากฏว่าที่หน้าจอคอมพิวเตอร์มันขึ้นข้อความว่าชื่อล็อกอินผิดพลาด ถึงตรงนี้คงต้องเล่าให้ฟังก่อนว่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมได้ไปทำเรื่องย้ายอินเทอร์เน็ตจากเบอร์หนึ่งมาอีกเบอร์หนึ่ง ผมตัดสินใจไม่เอาเราต์เตอร์ที่ทรูจะให้ เพราะไม่อยากที่จะต้องผูกพันว่าจะต้องใช้ทรูไปอีกปีครึ่ง (จริง ๆ จะเอามาก็ได้ เพราะตอนนี้แถวบ้านผมมันแทบไม่มีตัวเลือกอื่น แต่รู้สึกว่าที่เราเตอร์ที่เรามีอยู่มันก็ดีอยู่แล้ว) ทรูก็ให้บัตรมาใบหนึ่งซึ่งต้องขูดเพื่อดูรหัส และบอกว่าประมาณ 4 วัน (นับจากวันที่ผมไปขอ) จึงจะใช้ได้ โดยทรูไม่คิดที่จะโทรมาหรือ SMS มาบอกเลยว่าใช้ได้แล้ว เอาเป็นว่าผมก็นับเอาว่า 4 วันแล้วก็ย้ายเราเตอร์มาต่อกับเบอร์ใหม่และก็ต่อเข้าไป ก็พบข้อความว่าให้ลงทะเบียนชื่อล็อกอินและรหัสผ่าน ขูดบัตรมาดูปรากฏว่าเป็นเลขอะไรไม่รู้ชุดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ล็อกอินและรหัสผ่าน ก็เลยโทรไปถามทาง call center ของทรูเบอร์ 1686 ได้รับคำชี้แจงว่า ไม่ต้องใช้รหัสผ่านอะไรแล้ว ตอนนี้ทรูจะเช็คจากเบอร์โทรศัพท์ ผมก็ถามว่าที่เราเตอร์ผมมีล็อกอินและรหัสผ่านของเบอร์เก่าอยู่ต้องไปลบทิ้งหรือทำอะไรไหม ทางทรูก็บอกว่าไม่ต้อง จากนั้นก็เซ็ตค่าให้ผมใช้อินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งผมก็ใช้ได้มาปกติจนถึงคืนวันที่ 4 พ.ค. อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นนั่นแหละครับ

เมื่อเกิดปัญหาผมก็โทรไปหา call center จากการโทรครั้งนี้ทำให้ผมได้รับทราบว่ามีคนที่มีปัญหาการใช้งานอินเทอร์เน็ตของทรูมากมาย เพราะมีข้อความบอกประมาณว่า "เนื่องจากมีลูกค้าแจ้งปัญหาการใช้บริการเข้ามาเป็นจำนวนมากดังนั้นท่านอาจต้องคอยนานหน่อย" ซึ่งผมก็คิดว่าสงสัยเน็ตทรูจะล่ม ลูกค้าที่โทรเข้าไปอาจเป็นอาการเดียวกับผม แต่ก็ตัดสินใจรอคุยดูให้รู้แน่ คิดว่ารออยู่สักประมาณเกือบสิบนาทีได้ครับ ก็มีพนักงานมารับสายผมก็แจ้งอาการให้ทราบ พนักงานก็เช็คให้และบอกว่ายังไม่เห็นมีการติดต่อเข้ามาในระบบ (ตอนนั้นผมเปิดเราเตอร์ไว้) อาจเป็นปัญหาที่เราเตอร์ของผม บอกว่าให้ผมเซ็ตค่าเราเตอร์ใหม่ พร้อมทั้งถามว่าผมจำชื่อล็อกอินและรหัสผ่านของทรูได้ไหม อ้าวไหนตอนเปิดใช้ก็บอกว่าไม่ต้องใช้แล้ว ตอนนี้จะมาถามอะไรถึงถามผมก็ไม่มีให้ แต่ก่อนที่ผมจะได้ตอบอะไรไปปรากฏว่าสายหลุดครับ ซึ่งผมก็คาดว่าเดี๋ยวเขาคงจะโทรกลับมา ก็เลยไปจัดเตรียมเครื่องและอุปกรณ์เพื่อเตรียมเซ็ตเราเตอร์ เตรียมอุปกรณ์เสร็จ ดูเรยาจบไปอีกตอนก็ไม่มีใครโทรมา ก็เลยโทรกลับไปอีกครั้ง เหมือนเดิมครับรอไปประมาณสิบนาที ก็มีพนักงานน่าจะอีกคนนะครับมารับเรื่องต่อให้ คนนี้ไม่ถามล็อกอินรหัสผ่านครับแต่จัดการเซ็ตให้เลย ให้ผมใส่ค่าไปตามที่เธอบอก ผมก็เลียบ ๆ เคียง ๆ ถามว่า "ไม่ต้องใช้แล้วไม่ใช่หรือครับ" เธอก็บอกว่าต้องใช้ (โอเคใช้ก็ใช้) เมื่อใส่เสร็จผมก็รีบูตเราเตอร์ปรากฏว่ายังมีอาการเดิมครับคือเข้าเน็ตไม่ได้ พนักงานก็บอกว่าแปลกตอนนี้ก็เห็นข้อมูลต่อเข้ามาแล้วนี่ ผมก็เลยลองเช็คสถานะเราเตอร์ดูก็ปรากฏว่าได้รับหมายเลข IP และ ค่า Gateway กับ DNS มาเรียบร้อยแล้ว พนักงานก็บอกผมอีกว่าให้ลองเช็คค่า IP ของเครื่องดู (ขอให้ความรู้นิดหนึ่งครับตรงนี้จะเป็นการเช็คครับว่าตัวเราเตอร์จ่าย IP ให้กับเครื่องหรือไม่) ซึ่งผมก็เช็คดูก็ปรากฏว่าตัวเราเตอร์จ่าย IP ปกติดี สักครู่หนึ่งพนักงานก็บอกว่า "เอ๊ะทำไมดูเหมือนว่าล็อกอินจะหลุดไปอีกแล้ว สงสัยเราเตอร์ของคุณจะมีปัญหา" ผมก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น (ตอนนั้นยังไม่รู้ แต่ตอนหลังมานั่งคิดดูสงสัยขาเก้าอี้ที่ผมนั่งมันอาจจะเลื่อนไปชนปลั๊กเราเตอร์ ทำให้ไฟมันดับไปแป๊บหนึ่ง) พนักงานก็ถามว่าผมมีเราเตอร์ตัวอื่นไหม จริง ๆ ตอนนั้นผมคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับเราเตอร์แต่จะให้ลองดูก็ได้ ผมก็บอกว่างั้นเดี๋ยวผมจะไปเอาเราเตอร์ที่ทรูให้มาตอนสมัครเบอร์เก่ามาลองเซ็ตดูตามค่าที่ให้มา แล้วถ้าไม่ได้ยังไงจะโทรกลับไปอีกทีหนึ่ง

หลังจากเซ็ตเราเตอร์เสร็จลองต่อใหม่ก็อาการเดิมครับ ถึงตอนนี้ผมมั่นใจเกือบร้อยเปอร์เซนต์ว่าปัญหาอยู่ที่ระบบตรวจสอบผู้ใช้ของทรูนั่นแหละ เพราะทุกอย่างก็ได้รับมาถูกต้อง เราเตอร์ก็ทำงานปกติ ก็เลยตั้งใจว่าโทรไปคราวนี้จะขอให้ลองทำขั้นตอนแอ็กติเวตผู้ใช้ใหม่อีกครั้ง โทรไปรอประมาณสิบนาทีเหมือนเดิม ก็ได้พูดกับพนักงาน(น่าจะ) อีกคนหนึ่ง ก็แจ้งอาการให้ทราบ แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไร เธอก็บอกประมาณว่าผมโทรมาหลายครั้งแล้วด้วยอาการเดิม สงสัยอาจเป็นปัญหาที่ชุมสายหรือที่บ้านยังไงให้ทิ้งเรื่องไว้แล้วจะให้ช่างไปดูให้ภายใน 24 ชั่วโมง ผมก็เลยชวนคุยเกริ่นนำไปว่าก่อนหน้านั้นไม่นานก็ยังปกติดีอยู่เลยไม่น่าจะเกี่ยวกับชุมสายนะ แต่คำตอบที่ผมได้รับทำให้ผมตัดสินใจที่จะไม่เดินเรื่องต่อในคืนนั้นครับ เพราะเธอพูดประมาณว่าตอนกลางคืนมีความชื้นสูงกว่าตอนกลางวันอาจทำให้มีปัญหาได้ บอกตามตรงผมไม่เคยคิดว่าจะได้ยินคำชี้แจงแบบนี้ นี่ระบบของทรูอ่อนไหวขนาดนี้เลยหรือครับ อย่างนี้
ถ้าฝนตกก็คงไม่ต้องใช้กันเลยสิ ก็ไม่รู้ว่านี่เป็นคำตอบที่เธอได้รับการอบรมมา เธอเข้าใจอย่างนั้นจริง ๆ หรือเธอคิดว่าผมนี่อาจจะเซ็ตอะไรไม่เป็นก็เลยพูดปัด ๆ ไปผมจะได้รอช่าง เอาเป็นว่าผมก็ตัดสินใจว่าเดี๋ยวตอนเช้าค่อยโทรใหม่ อาจจะได้พูดกับเจ้าหน้าที่ชุดใหม่ที่แก้ปัญหาได้เก่งกว่านี้ อีกอย่างหนึ่งตอนนั้น ดูเวลาก็เกือบเที่ยงคืนข้ามคืนนี้ก็เป็นเวลาของปีใหม่ เอ๊ยไม่ใช่ ลูก ๆ ก็หลับหมดแล้ว ส่วนผมถ้าอยากใช้เน็ตจริง ๆ ก็ยังมีช่องทางอื่น แล้วผมก็เข้านอนครับ

แต่สรุปว่าผมไม่ได้โทรหา call center หรอกครับในวันรุ่งขึ้น เพราะทางฝ่ายช่างของทรูต้องขอชมว่าทำงานเร็วมาก เพราะโทรมาปลุกผมตั้งแต่ 8.00 น. ถามว่าใช้เน็ตได้หรือยังผมก็ไปเช็คดูปรากฏว่ายังไม่ได้ เขาก็บอกว่างั้นอีก 15 นาทีถึงบ้านผม เมื่อมาถึงเขาก็มาเช็คเราเตอร์ต่าง ๆ ตามที่ผมเซ็ตไว้เมื่อวาน ก็ปรากฏว่าทุกอย่างถูกต้อง และเขาก็สรุปตรงกับผมว่าปัญหาน่าจะอยูที่ระบบล็อกอินนั่นแหละ และเขาจะโทรไปให้ทางทรูจัดการเรื่องนี้  ผมก็สบายใจแล้วช่างมายืนยันเองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฮาร์ดแวร์หรือการตั้งค่าไม่ถูก และผมก็ไม่ต้องโทรเข้า call center เอง เพราะตอนกลางวันนี่ไม่รู้ต้องรอกี่นาที แต่แล้วช่างก็ทำให้ผมประหลาดใจครับ คือเขาใช้โทรศัพท์ของเขาโทรเข้า call center แล้วก็รอสายเหมือนลูกค้าทั่วไป ผมก็ถามว่านี่ทรูไม่มีเบอร์พิเศษสำหรับช่างหรือเขาบอกว่าไม่มี ต้องบอกว่าตอนกลางวันรอนานกว่ากลางคืนมากครับ และปัญหาคือเมื่อรอไปพักหนึ่ง ประมาณเกือบ 20 นาทีได้สายก็หลุดครับ หลุดก็โทรใหม่เป็นอย่างนี้ไปสองสามครั้งก็ล่อไปเกือบชั่วโมงแล้วครับ หลังจากพยายามอยู่หลายครั้ง ในที่สุดช่างก็โทรไปขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าของเขาเพื่อขอเบอร์ตรงของวิศวกรที่ดูแลเรื่องนี้ และก็ขอให้จัดการเรื่องรหัสผ่านให้ใหม่ ซึ่งก็ได้ผลครับเรียบร้อยผมใช้เน็ตได้เหมือนเดิมหลังจากผ่านไปเกือบครึ่งวัน

นี่แหละครับประสบการณ์ที่ได้รับ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นครั้งแรก (และขอให้เป็นครั้งสุดท้าย) ครับที่มีปัญหาอินเทอร์เน็ตหลังจากใช้งานทรูมาได้หลายปีแล้ว ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะครับ และก็ได้เข้าใจแล้วว่าทำไมคนเขาถึงได้ต่อว่าต่อขานเรื่องบริการหลังการขายของทรูกันนัก หวังว่าผมคงไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้อีกนะครับ หมดไปครึ่งวันกับครึ่งคืนแค่ไอ้เรื่องล็อกอิน ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังงอยู่นะครับว่าตอนแรกก็ไม่ต้องใช้แล้วทำไมตอนหลังถึงกลับมาต้องใช้อีกจะเอายังไงกันแน่ ปวดหัวยิ่งกว่าดูเรยาหันมาไล่จับคุณเล็กอีก

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เรยา ในมุมมองของผม

สวัสดีครับ ไม่ได้เขียนบล็อกนี้มาเสียนาน จริง ๆ ก็มีหลายเรื่องที่อยากจะเขียนถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เรื่องการทำงานของรัฐบาลหรือการยุบสภา แต่ก็ไม่คิดอยากจะเขียนเพราะมันค่อนข้างจะเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ซึ่งผมไม่อยากจะพูดอะไรมาก เพราะได้เคยพูดไปแล้วบ้างในบล็อก เรากลับมาอยู่ในระบบกันดีไหม เอาไว้ถ้ารู้สึกอึดอัดคับข้องมากกว่านี้ก็อาจจะมาเขียนระบายให้ฟังเพิ่มเติมอีก แต่ตอนนี้ขอรอไปลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงในเร็ว ๆ นี้ก็แล้วกัน (หวังว่าจะมีการเลือกตั้งนะ ถ้าใครทำให้มันไม่มีขอให้มีอันเป็นไปไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด)

เรื่องที่อยากเขียนในวันนี้เป็นเรื่องที่น่าจะฮอตฮิตที่สุดในตอนนี้นั่นก็คือเรื่องละครดอกส้มสีทอง โดยเฉพาะตัวละครเรยา ต้องบอกว่าละครเรื่องนี้เป็นละครที่ผมค่อนข้างจะติดตามมากที่สุดในรอบหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา เพราะความเข้มข้นของเนื้อหา และผู้แสดงเกือบทุกคนแสดงได้สมบทบาทมาก และอาจจะเพราะความสมบทบาทนี้ทำให้เกิดกระแสที่พูดถึงละครเรื่องนี้อย่างมากมายทั้งทางที่ดีและไม่ดี ผมก็เลยอยากจะแสดงความคิดเห็นของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้บ้าง เน้นนะครับว่านี่เป็นความเห็นส่วนตัว และผมไม่ได้คิดว่าคนที่คิดตรงข้ามกับผมจะเป็นฝ่ายที่ผิด สังคมที่ดีควรจะมีความคิดเห็นที่หลากหลายแตกต่างและนำมาแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ เราควรจะคิดต่างและอยู่ร่วมกันได้ อย่าให้เหมือนการเมืองซึ่งตอนนี้ถ้าใครคิดไม่เหมือนฉันนั่นคือศัตรูที่จะต้องฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง  อ้าวว่าจะไม่พูดถึงการเมืองไหงลากเข้าไปจนได้ มาเข้าเรื่องดีกว่า

ในส่วนตัวผมบอกได้เลยว่าผมไม่เห็นด้วยเลยกับเสียงที่ออกมาให้แบนละครเรื่องดังกล่าวหรือจะไปตัดฉากที่เป็นการแสดงออกที่ไม่ดีของเรยาออกไป แต่ก็มีฉากอย่างเลิฟซีนบางฉากก็มากเกินไปเหมือนกัน ซึ่งผมว่าฉากแบบนี้อาจทำให้เบาลงพอที่ผู้ชมเข้าใจก็น่าจะพอแล้ว นอกจากฉากเลิฟซีนที่กล่าวถึงไปแล้วผมว่าโดยภาพรวมเนื้อหาถึงจะแรงแต่มันก็มีเหตุผลของมันอยู่ และเราต้องยอมรับว่าในสังคมของเราคนอย่างเรยาอาจจะมีอยู่จริง รายการผู้หญิงถึงผู้หญิงทางช่องสามที่ผมได้ดูเมื่อเช้านี้ก็ได้นำบทสัมภาษณ์จากหนังสือพิมพ์มติชน (ถ้าจำไม่ผิด) ของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยทำตัวเหมือนเรยามาเล่าให้ฟัง ซึ่งเรื่องดังกล่าวอาจจะจริงหรือไม่ก็ได้ แต่เราต้องยอมรับกันว่าสังคมทุกสังคมมีด้านมืดอยู่มีคนไม่ดีปะปนอยู่ในสังคมของเรา ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าลูกหลานเราหรือแม้แต่ตัวเราจะไปเจอะเจอคนแบบนี้เมื่อไร ดังนั้นเมื่อมีละครนำมานำเสนอเราก็น่าจะนำมาคิดและวิเคราะห์ และก็หยิบยกมาคุยกับลูกหลานว่าถ้าเราเจอคนแบบนี้เราควรจะทำอย่างไร และเราก็สามารถชี้ให้เห็นตัวอย่างจริง ๆ ของการทำตัวไม่ดีให้กับลูกหลานเราได้เห็นได้ ซึ่งผมได้ใช้มาแล้วกับลูกชายของผมเอง ลูกผมเขาไม่ได้ติดตามละครเรื่องนี้นะครับเพราะเขายังเด็กและเนื้อหามันค่อนข้างหนักสำหรับเขา แต่มีวันหนึ่งเขาเดินผ่านทีวีมาเห็นฉากที่เรยากำลังพูดจาระเบิดอารมณ์ใส่แม่ของตัวเอง ซึ่งเขาดูแล้วเขาก็รู้โดยผมไม่ต้องสอนเลยว่ามันไม่ดี เพราะเขาถามว่าทำไมเรยาพูดกับแม่อย่างนั้น ผมก็เลยได้โอกาสสอนเขาไปว่าเวลาเขาโมโหเขาก็ลืมตัว และบางทีก็พูดจาไม่ดีกับแม่ของเขาเหมือนกัน ถ้าไม่อยากเป็นเหมือนเรยาก็ให้ระวังตัวเองด้วย  

ส่วนที่มีคนออกมาบอกว่าถ้าปล่อยให้เด็กหรือเยาวชนดูละครเรื่องนี้แล้วจะนำไปทำตามตัวอย่างที่ไม่ดีเหมือนที่เรยาทำ ผมคิดว่าเราอาจต้องเปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่นะครับ ทำไมเราถึงคิดว่าละครเรื่องเดียวจะทำให้ลูกหลานที่เราเลี้ยงมาอย่างดีเป็นปี ๆ กลายเป็นคนไม่ดีไปได้ ผมว่าเด็กจะเติบโตขึ้นมาเป็นอย่างไรมันมาจากการอบรมเลี้ยงดูจากทางบ้านและโรงเรียนมากกว่า ถ้าเราสั่งสอนลูกหลานกันมาดีเด็กที่เห็นเรยาทำตัวไม่ดีกับแม่ ก็อาจจะถามเหมือนกับที่ลูกผมถามว่าทำไมเรยาทำกับแม่แบบนั้น  ผมมองว่าพ่อแม่ผู้ปกครองที่ยอมให้ลูกตัวเล็ก ๆ ไปเต้นท่ายั่วยวนบนหลังคารถจากข่าวที่เห็นในช่วงสงกรานต์ ผมว่าอันนั้นน่ากลัวกว่านะครับ การที่เรามีความคิดแบบปิดกั้นนี้ไงครับ ทำให้เราคิดวิธีการป้องกันอะไรแบบประหลาด ๆ เช่นฉากเบลอขวดเหล้าหรือบุหรี่ในละคร หรือหนักกว่านั้นไปเบลอป้ายโฆษณาบุหรี่หรือเหล้าที่อยู่ในสนามกีฬาจนดูไม่รู้เรื่อง

มีคำกล่าวว่าดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว ละครหลายเรื่องเป็นละครเบา ๆ สนุกสนานดูได้อย่างมีความสุขทั้งครอบครัว บางเรื่องก็มีแต่เรื่องความฟุ้งเฟ้อ บางเรื่องตื่นเต้นสืบสวนหรือบู๊ดุเดือดเลือดพล่าน หรือบางเรื่องก็หนักสะท้อนสังคม ดังนั้นละครนอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแล้วก็อาจให้ข้อคิดในหลาย ๆ ด้านอีกด้วย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะปรับนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้หรือไม่ อย่างละครเรื่องดอกส้มสีทองนี้ ผมมองว่ามันได้สะท้อนด้านมืดของสังคม ซึ่งแทนที่จะเราจะปิดกั้นลูกหลานของเราโดยไม่ให้เขารับรู้ว่าในสังคมมีสิ่งนี้อยู่ แล้วปล่อยให้เขาไปเผชิญกับสิ่งนี้โดยเขาอาจไม่มีภูมิคุ้มกันอยู่เลย ทำไมเราไม่นำสิ่งละครนำเสนออกมานำมาสอนให้เขาระมัดระวังในการใช้ชีวิต และถ้าใครได้ติดตามดูละครเรื่องนี้มาโดยตลอดจะพบว่าเรยาไม่เคยมีความสุขที่ยั่งยืนจากการกระทำของตัวเองเลย และในตอนจบเท่าที่ทราบมาก็จะมีบทสรุปว่าผลที่เรยาจะได้รับจากการกระทำนี้คืออะไร หลายคนให้ความเห็นว่าแหมเลวมาตั้งนานมาสรุปแค่ตรงท้ายเรื่องว่าผลกรรมเป็นอย่างไรมันน้อยไป แต่ผมถามจริง ๆ เถอะครับ ละครหรือหนังส่วนใหญ่มันก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้นไม่ใช่หรือครับ ที่ตัวร้ายก็กลั่นแกล้งพระเอกหรือนางเอกมาค่อนเรื่องแล้วก็มาแพ้หรือตายตอนเรื่องจบ ดังนั้นผมว่านี่มันก็คือละครธรรมดาเรื่องหนึ่ง

สำหรับบทสรุปของการแก้ปัญหาของละครเรื่องนี้เมื่อสักครู่ที่ดูจากข่าวช่องสามก็คือ จะมีการขึ้นข้อความว่าเป็นการแสดง และอาจมีการตัดฉากบางฉากซึ่งไม่เหมาะสมออก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นฉากอะไรเหมือนกันนะครับ ก็อาจจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้แล้วก็ได้ครับ...

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

รหัสผ่านง่าย ๆ ก็ปลอดภัยได้

ผมว่าพวกเราหลายคนก็คงทราบแล้วว่าการตั้งรหัสผ่านแบบง่าย ๆ นั้นเสี่ยงต่อการถูกแฮกได้ง่าย แต่หลายคนก็เลือกที่จะตั้งให้มันง่าย ๆ เข้าไว้ เพราะกลัวจะลืม นักวิจัยจาก Max Planck Institute เข้าใจปัญหานี้ดีครับ จึงได้คิดระบบที่จะช่วยให้รหัสผ่านง่าย ๆ ก็ปลอดภัยได้ เขาเรียกระบบนี้ว่า p-Captcha หลักการก็คือการนำเอา รหัสผ่าน และ CAPTCHAs (Completely Automated Public Turing test to tell Computers and Humans Apart) ซึ่งก็คือเจ้ารหัสที่หลาย ๆ เว็บไซต์สร้างขึ้นมาให้เราป้อนตามเพื่อให้เรายืนยันว่าเราเป็นคนมาผสมกัน คือเราสามารถตั้งรหัสผ่านง่าย ๆ ที่เราจำได้เพื่อใช้เป็นคีย์ ระบบจะเอารหัสผ่านของเราไปเข้ารหัสเพื่อให้ได้เป็นรหัสผ่านที่ยากแล้วทำให้อยู่ในรูป CAPTCHA จากนั้นระบบจะแปลง CAPTCHA ให้อยู่ในรูปแบบที่อ่านไม่รู้เรื่อง เมื่อเราต้องการจะใช้รหัสผ่านเพื่อเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ เราก็ป้อนรหัสผ่านง่าย ๆ ที่เราจำได้ที่เครื่องของเราผ่านโปรแกรม ซึ่งก็จะแปลง CAPTHCA ที่ถูกแปลงแล้วกลับมาเป็น CAPTCHA ที่อ่านได้ และเราก็ใช้รหัสผ่านที่อยู่บน CAPTCHA นั้นในการเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ข้อจำกัดของวิธีนี้ในขณะนี้คือกระบวนการการแปลง CAPCTHA นั้นยังต้องใช้เครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาในเวลาที่ไม่นานจนเกินไป ซึ่งนักวิจัยกำลังทดลองหาวิธีการที่จะปรับปรุงขั้นตอนวิธีเพื่อที่จะให้กระบวนการนี้ทำได้เร็วยิ่งขึ้นและปลอดภัยขึ้น

ที่ีมา: Max-Planck-Gesellschaft

เลขประจำตัวไซเบอร์

ที่สหรัฐอเมริกามีแนวคิดการนำเลขประจำตัวไซเบอร์มาใช้กันครับ ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการมีเลขประจำตัวไซเบอร์ก็คือ การแก้ปัญหาของระบบรหัสผ่านที่ไม่ปลอดภัย และการที่ผู้ใช้จะต้องมีรหัสผ่านหลายตัวสำหรับแต่ละเว็บไซต์ หลักการทำงานก็คือผู้ใช้งานจะต้องไปขอเลขประจำตัวจากหน่วยงานกลางที่เชื่อถือได้ โดยเลขประจำตัวจะอยู่ในรูปแบบอิเลกทรอนิกส์ โดยผู้ใช้จะติดตั้งลงในอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นพวกอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือคอมพิวเตอร์ เมื่อผู้ใช้เข้าเว็บไซต์ไหนก็จะตรวจสอบจากเลขประจำตัวนี้ โดยผู้ใช้อาจต้องป้อนรหัสผ่านเพื่อยืนยันตัวตน นั่นคือผู้ใช้ใช้รหัสผ่านเพียงตัวเดียวสำหรับทุกเว็บไซต์ (ดังนั้นก็น่าจะตั้งให้มันยาก ๆ ได้นะครับ เพราะจำแค่อันเดียว)

ก็เป็นแนวคิดที่ดีครับ กระทรวง ICT ประเทศไทยของเราก็น่าจะลองเตรียมพร้อมและศึกษาข้อดีข้อเสียดูนะครับ ผมว่าดีกว่ามาพยายามนั่งออก พรบ. ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนนะครับ

ที่มา: NextGov

จอสัมผัสแบบทำงานด้วยเสียง

อ่านหัวข้อข่าวแล้วอาจจะงง ๆ หน่อยนะครับว่าหมายถึงอะไรมาดูกันครับ งานนี้เป็นผลงานวิจัยจากนักศึกษาปริญญาเอกที่ Cambridge University โดยจุดประสงค์ของงานวิจัยก็คือการสร้างจอสัมผัสที่ใช้ต้นทุนไม่สูงมาก สำหรับแนวคิดของเขาก็คือใช้ไมโครโฟนของโทรศัพท์มือถือเป็นตัวรับเสียงการกดครับแล้วก็คำนวณว่าจุดที่กดนั้นเป็นจุดใดบนจอภาพ แต่แนวคิดนี้ยังไม่รองรับการทำงานของจอสัมผัสทุกฟังก์ชันนะครับ คือจะยังไม่รองรับพวกมัลติทัชที่เราใช้กันเพื่อขยายหรือย่อขนาดจอภาพเป็นต้น แนวคิดนี้ไม่จำเป็นต้องมาใช้กับหน้าจอมือถือเท่านั้นแต่นำไปใช้ได้กับพื้นผิวทุกอย่าง นักวิจัยบอกว่าเขาได้คุยกับผู้ผลิตแล้ว และบอกว่าอาจสามารถสร้างออกมาใช้งานได้ในสามปี

ดูแนวคิดแล้วก็ดูดีนะครับ แต่จริง ๆ แล้วผมว่าก็คงต้องปรับหลายอย่างก่อนจะออกมาใช้ได้จริง เช่นเรื่องการป้องกันเสียงจากภายนอก ซึ่งโทรศัพท์อาจสับสนได้ อีกจุดหนึ่งผมว่าตอนนี้ราคาจอสัมผัสแบบที่เราใช้กันก็ราคาถูกลงมาก และถ้าต้องรออีกสามปีมันก็อาจจะยิ่งถูกลงอีกจนคนอาจไม่สนใจเจ้าเทคโนโลยีนี้แล้วก็ได้


ที่มา: The Engineer

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

อาชีพที่ให้รายได้สูงจนคาดไม่ถึง (ในอเมริกา)

สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องเกี่ยวกับรายได้ของอาชีพบางอาชีพในอเมริกา พอดีผมบังเอิญไปอ่านเจอใน Yahoo! Education เห็นว่าแปลกดีก็เลยเอามาเล่าให้ฟังกันครับ ในบทความดังกล่าวเขาเริ่มด้วยคำถามว่า คุณคิดว่าระหว่างช่างซ่อมลิฟต์กับเจ้าหน้าที่เทคนิคด้านปรมาณู (nuclear) ใครมีรายได้สูงกว่ากัน หรือระหว่างครูมัธยมที่สอนด้านศิลปะกับเจ้าหน้าที่ผังเมืองใครมีรายได้มากกว่ากัน ผมคิดว่าพวกเราหลายคน (รวมทั้งผมด้วย) ก็คงต้องบอกว่า คนที่ทำงานด้านปรมาณูก็น่าจะมีรายได้มากกว่าช่างซ่อมลิฟท์ และดู ๆ แล้วเจ้าหน้าที่ผังเมืองก็น่าจะมีรายได้มากกว่าครูมัธยมใช่ไหมครับ

แต่ผลสำรวจจากกระทรวงแรงงานของอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2552 กลับออกมาอย่างนี้ครับ คือช่างซ่อมลิฟต์ได้เงินเดือนต่อปีอยู่ที่   67,950 เหรียญสหรัฐ ส่วนเจ้าหน้าที่ปรมาณูได้เงินเดือนต่อปีอยู่ที่ 66,700 เหรียญเท่านั้น ครูมัธยมมีรายได้ต่อปีอยู่ที่ 68,230 เหรียญ แต่เจ้าหน้าที่ผังเมืองมีรายได้อยู่ที่ 64,680 เหรียญ น่าประหลาดใจใช่ไหมครับ จริง ๆ ยังมีอีกหลายอาชีพครับที่เราอาจไม่เคยคาดคิดว่าจะมีรายได้สูง ถ้าสนใจก็สามารถคลิกลิงก์ด้านบนเข้าไปอ่านรายละเอียดได้เลยครับ

ไม่รู้เมืองไทยเป็นยังไงนะครับ จะมีอาชีพไหนที่มีรายได้สูงจนเราคาดไม่ถึงบ้างไหม ใครมีข้อมูลก็มาแบ่งปันกันได้นะครับ

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

การระบุตำแหน่งผ่านอินเทอร์เน็ตอาจทำได้เที่ยงตรงถึง 690 เมตร

คณะนักวิจัยจาก University of Electronic Science and Technology ของจีน และ Northwestern University ได้พัฒนาวิธีการระบุตำแหน่งของผู้ใช้งานผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยวิธีการที่ใช้ก็คือใช้ Google Map เพื่อหาที่อยู่จริง ๆ และที่อยู่บนเว็บของมหาวิทยาลัยและองค์กรธุรกิจเพื่อนำมาสร้างเป็นแผนที่ IP address ซึ่งจากงานวิจัยนี้ก็จะได้ประมาณ 76,000 ตำแหน่ง ส่วนวิธีการคำนวณตำแหน่งของผู้ใช้ก็คือคำนวณเวลาส่งข้อมูลจากตำแหน่งที่มีอยู่ไปยังเครืองของผู้ใช้ จากนั้นก็แปลงจากเวลาเป็นระยะทาง ซึ่งก็จะสามารถให้ข้อมูลที่เที่ยงตรงได้ในระยะทาง 690 เมตร หรืออาจจะได้ถึง 100 เมตร วิธีนี้มีคนบอกว่าถ้าเราใช้ proxy server เราก็สามารถให้ตำแหน่งที่อยู่หลอก ๆ ได้ แต่นักวิจัยบอกว่าเขาสามารถตรวจจับได้ว่าเป็น proxy server และถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะส่งค่า null กลับมาให้แทนที่จะเป็นตำแหน่งหลอก

ถึงแม้การระบุตำแหน่งผู้ใช้จะมีประโยชน์หลายอย่าง แต่บางทีมันก็ละเมิดความเป็นส่วนตัวเหมือนกันนะครับ ยิ่งวิธีนี้การระบุตำแหน่งสามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ใช้

ที่มา: News Scientist

ปริมาณข้อมูลสารสนเทศทางธุรกิจต่อปีอาจสูงถึง 9.7 เซตตาไบต์ต่อปี

คณะนักวิจัยจาก University of California, San Diego (UCSD) ได้ประมาณปริมาณการประมวลผลสารสนเทศทางธุรกิจต่อปีไว้ว่าอาจสูงถึง 9.7 เซตตาไบต์ (9,570,000,000,000,000,000,000 ไบต์) ต่อปีครับ โดยข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลชั่วคราวที่เกิดขึ้น ใช้งานและหายไปภายในเวลาไม่กี่วินาที โดยที่เราไม่รับรู้เลยด้วยซ้ำ

ข้อมูลนี้ก็จะเป็นประโยชน์ที่จะทำให้เราได้เห็นประสิทธิภาพของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ครับว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน

ที่มา : UCSD News

วิธิใหม่ในการสร้างแผนที่การทำงานของสมอง

คณะนักวิจัยจาก University College London (UCL) กำลังพัฒนาแบบจำลองคอมพิวเตอร์ของสมองเพื่อสร้างแผนที่การเชื่อมต่อและหน้าที่ของเซลประสาท โดยงานวิจัยนี้ส่วนหนึ่งของสาขาใหม่ทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า connectomics ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแผนที่การเชื่อมต่อของสมอง นักวิจัยคาดหวังว่าผลที่ได้จากงานวิจัยนี้จะทำให้เราเข้าใจวิธีการคิดและการรับรู้ของสมอง และจะได้เข้าใจว่าฟังก์ชันเหล่านี้มีผลต่อโรคที่เกี่ยวกับสมองเช่นอัลไซเมอร์ หรือโรคจิตเภทอย่างไร แต่นักวิจัยบอกว่างานวิจัยนี้คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี และต้องใช้พลังประมวลผลของคอมพิวเตอร์อย่างมหาศาลครับ

ก็ขอภาวนาให้งานนี้สำเร็จ และหวังว่าคงจะไม่มีใครเอาองค์ความรู้นี้ไปสร้างสิ่งเลวร้ายมาทำลายมนุษย์ด้วยกันนะครับ

ที่มา: Reuters

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

ประสบการณ์การใช้ GPS

สวัสดีครับ หลังจากไม่ได้เขียนบล็อกมาเสียนาน วันนี้ก็ได้โอกาสมาเขียนเสียที วันนี้ผมเขียนบล็อกมาจากบุรีรัมย์ครับ มางานพระราชทานเพลิงศพของพ่อของเพื่อนร่วมงานที่ผมเคารพท่านหนึ่ง แล้วก็ไม่อยากขับรถกลับตอนกลางคืน บอกตรงๆว่ารู้สึกว่าไม่ค่อยปลอดภัยครับ โดยเฉพาะพวกปาหิน ถึงตอนนี้จะเงียบไปแล้วก็ตาม ผมได้พักโรงแรมที่เพิ่งเปิดใหม่มาได้แค่สองเดือนครับ และโซนที่พักก็เพิ่งเปิดเรียกว่าห้องพักที่ผมพักนี้ผมได้ประเดิมเป็นคนแรกเลยครับ แต่ก็ตามธรรมดาของโรงแรมเปิดใหม่ก็ยังมีอะไรไม่เรียบร้อยอยู่บ้าง

สำหรับวันนี้ก็ขอไม่มีสาระอะไรสักวันแล้วกันนะครับ จะเล่าประสบการณ์ใชั GPS ให้ฟัง การเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมมีโอกาสได้ใช้ GPS นำทางจริง ๆ จัง ๆ ครับ ซึ่งมันก็ทั้งช่วยและบางทีก็ทำให้งงได้เหมือนกันครับ ผมเริ่มใช้มันตั้งแต่เริ่มเดินทางเลยครับ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผมคุ้นเคยอยู่แล้วปรากฏว่ามันทำให้ผมประทับใจมากครับ คือบอกตำแหน่งรถย้อนหลังไปเจ็ดร้อยเมตร คือผมอยู่บนรามอินทราแล้วมันยังบอกว่าผมยังอยู่บนสุวินทวงศ์เป็นต้น ผมก็เริ่มคิดแล้วว่าเฮ้ยมันจะพาเราไปหลงที่ไหนไหมนี่ แต่สักพักมันก็จับตำแหน่งถูกต้องครับ คือพอขึ้นวงแหวนตะวันออกได้มันก็โอเคครับ และเพราะทางช่วงนั้นเป็นทางตรงไปตลอดมันก็ไม่พูดอะไรอีกเลย ซึ่งผมก็เข้าใจว่าถ้าขึ้นทางหลักถูกต้องและเป็นทางตรงแล้วมันก็จะไม่เตือนอะไร แต่จริง ๆ ผมก็อยากให้มันพูดบ้างนะครับ คือผมขับมาคนเดียวบางทีมันเหงาน่ะครับ :)

เอาล่ะครับคราวนี้พอลงจากวงแหวนเข้าทางหลวงหมายเลข 1 ซึ่งพอขึ้นไปแล้วมันก็เป็นทางตรงเหมือนกันแต่คราวนี้มันไม่เงียบครับ มันจะพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าอีก ... เมตรชิดขวาเข้าทางหลวงหมายเลขหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมงงว่าเอ๊ะเราอยู่ที่ไหนกันแน่ เช็คจากป้ายและจากหน้าจอของมันเราก็อยู่ถูกที่แล้ว และบางทีเราก็อยู่เลนขวาสุดอยู่แล้ว มันจะเอายังไงกันแน่ หรือมันจะให้เราข้ามไปขับอีกฝั่งหนึ่ง :) เอาเถอะครับสุดท้ายผมก็เริ่มชินกับมัน เฮ้อรู้งี้ไม่น่าอยากให้มันพูดเลย ถ้ารู้ว่ามันจะพูดไม่หยุดอย่างนี้ จนมันนำผมเข้าทางหลวงหมายเลข 2 ไปแล้วมันก็ยังพูดต่อไปว่าอีก .... คงอยู่ทางขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2 ซึ่งปัญหาแค่นี้ผมก็คิดว่าทนรำคาญเอานะครับ แต่จริงๆ มันมีมากกว่านี้ครับเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อไป

คราวนี้มาดูความดีของมันบ้างครับ วัดที่ผมไปร่วมงานนี้เป็นวัดที่อยู่ใกล้ๆ ปราสาทเมืองต่ำและปราสาทพนมรุ้ง มันก็นำทางผมไปเรื่อย ๆ แต่ช่วงนี้เขาพนมรุ้งมีงานครับ เขาก็เลยปิดเส้นทางหลัก ให้เบี่ยงไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งมันก็เก่งมากครับ สามารถนำทางผมไปได้ และยังบอกให้ระวังทางโค้งต่าง ๆ อีกต่างหาก ในที่สุดมันก็นำผมมาถึงวัดครับ

ตอนขากลับผมไม่อยากกลับทางเดิมเพราะมันต้องขึ้นเขาผ่านทางโค้งซึ่งค่อนข้างอันตราย และฝนก็ตกถนนลื่น ก็เลยถามเพื่อนว่าจะกลับทางที่ไม่ต้องขึ้นเขาได้ไหม เพื่อนก็แนะนำให้ว่าต้องไปทางไหน ผมก็มุ่งหน้าไปพร้อมให้ GPS นำทางต่อ ซึ่งตอนแรกมันก็ดีนะครับ จนมาถึงจุดหนึ่งครับมันบอกว่า ... เมตรเลี้ยวซ้าย ซึ่งความหมายของมันก็เหมือนกับที่ผ่านมาก็คืออยู่บนเส้นเดิมนั่นแหละ แต่บังเอิญตรงนั้นมันมีทางเลี้ยวซ้ายพอดี ผมก็เลยเลี้ยวไปตามที่มันบอก แทนที่มันจะบอกว่าผิดมันกลับบอกให้ไปต่อครับ สงสัยมันจะคำนวณเส้นทางใหม่ จากนั้นมันก็บอกให้ผมเลี้ยวขวาผมก็ตามมันไป มันพาผมไปเข้าหมู่บ้านอะไรไม่รู้ครับ ผมก็คิดไปถึงหนังสยองขวัญของฝรั่งที่นักท่องเที่ยวหลงเข้าไปในหมู่บ้านอะไรไม่รู้ในยามสนธยา สภาพผมตอนนั้นเป็นอย่างนั้นเลยครับ คือไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนบรรยากาศก็ดูวังเวงมีฝนตกพรำ ๆ  ยิ่งไปกว่านั้นสักพัก  GPS  มันเงียบครับไม่พูดอะไรอีกเลย ผมเห็นท่าไม่ได้การก็เลยกลับรถออกมา และขับกลับมาทางเดิม ซึ่งพอถึงแยกที่เป็นปัญหามันก็บอกให้ผมเลี้ยวซ้ายซึ่งก็คือเข้าเส้นเดิมที่เลี้ยวแยกลงมานั่นแหละ จากนั้นก็โอเคครับเข้าทางหลักและมาถึงโรงแรมได้

ก็เป็นประสบการณ์ผจญภัยกับ GPS ที่ได้ประสบมาครับ ก็เลยมาเล่าสู่กันฟัง ตอนเดินทางกลับก็ว่าจะใช้มันอีกสักครั้ง หวังว่าคราวนี้เราจะเข้าใจกันมากกว่านี้

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554

ข้อคิดที่ได้จากรายการ Thailand's Got Talent เทปแรก

สวัสดีครับผมไม่ได้มาเขียนบล็อกซะนานเพราะยุ่งอยู่กับการตรวจข้อสอบ และตรวจโครงงานนักศึกษา จนตอนนี้ตรวจเสร็จไปหลายส่วนแล้ว ก็เลยขอมาเขียนหน่อยแล้วกันเพราะถ้าไม่เขียนก็อาจจะไม่ได้เขียนอีกนาน ในขณะที่เขียนนี้ก็มีข่าวเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่ญี่ปุ่น และเกิดสึนามิด้วย ก็ขอภาวนาให้อย่าให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บมากมายและอย่าให้มีผลกระทบเป็นวงกว้างเลยครับ

สำหรับเรื่องที่จะเขียนวันนี้ต้องบอกก่อนว่าไม่ได้เขียนตามกระแสนะครับ คือจริง ๆ ผมตั้งใจจะเขียนตั้งแต่ดูรายการ Thailand's Got Talent เทปแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2554 แล้ว แต่ด้วยความที่ยุ่ง ๆ ก็เลยไม่ได้เขียน จนตอนนี้หัวข้อที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ก็กลายเป็น talk of the town ไปแล้ว แต่ถึงมันจะช้าไปหน่อยผมก็ขอเขียนแล้วกัน เพราะอย่างน้อยสุดก็ขอบันทึกเรื่องนี้ไว้ และเมื่อไรที่ผมรู้สึกท้อแท้ถ้ากลับมาอ่านบล็อกนี้แล้วก็อาจจะรู้สึกดีขึ้น และผมก็หวังว่าคนที่มาอ่านบล็อกของผมก็จะรู้สึกเช่นเดียวกัน

สำหรับภาพรวมของรายการก็คิดว่าทำได้ดีนะครับ คณะกรรมการโดยส่วนตัวผมชอบคุณเบนซ์ พรชิตา ผมว่าเธอดูสวยมากและมีความเห็นดี ๆ หลายครั้งจากเธอ ส่วนตัวผู้เข้าแข่งขันผมก็คิดว่าหลายคนก็คงจะประทับใจคุณสมศักดิ์ เหมรัญ ที่ประสบอุบัติเหตุ จนแขนซ้ายพิการ และต้องมาหัดเล่นกีต้าร์ด้วยมือเดียว ถ้าใครยังไม่ได้ดู ก็ดูได้จากวีดีโอนี้เลยครับ
 
สิ่งที่ผมอยากจะพูดในเรื่องนี้คือว่าเราอย่าเพียงแต่ประทับใจหรือชื่นชมกับความสามารถของคุณสมศักดิ์เท่านั้น แต่ผมอยากจะให้มองไปถึงเบื้องหลังก่อนที่คุณสมศักดิ์จะมาเล่นกีต้าร์ได้ขนาดนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ลองคิดดูครับจากคนที่เคยใช้ได้สองแขน แต่จู่ ๆ กลับมาเหลือแขนที่ใช้ได้ข้างเดียว แค่ทำใจหรือฝึกให้มีชีวิตไปตามปกติก็น่าจะยากอยู่แล้ว แต่นี่คุณสมศักดิ์สามารถทุ่มเทความพยายามฝึกจนกลับมาเล่นดนตรีที่เขารักได้อีกครั้ง ดังนั้นพวกเราหลายคน (รวมทั้งตัวผมด้วย) ที่ชอบบ่นว่าไอ้โน่นก็ยากไอ้นี่ก็ยาก ไอ้โน่นก็ทำไม่ได้ไอ้นี่ก็ทำไม่ได้ มีอุปสรรคอย่างโน้นอย่างนี้คงต้องลองย้อนกลับมาดูตัวเองแล้วละ่ครับว่าเราได้ทุ่มเทความพยายามของเราลงไปเต็มที่หรือยัง เราสู้ชีวิต เราได้พยายามดึงศักยภาพในตัวของเราออกมาเต็มที่แล้วหรือไม่ ต้องบอกว่าคุณสมศักดิ์เข้าใจเลือกเพลงด้วยจริง ๆ เพราะเนื้อหาของเพลงมันก็มีความหมายของการที่เราจะลุกขึ้นมาสู้ชีวิตต่อไปหรือไม่ ซึ่งแน่นอนคุณสมศักดิ์เลือกที่จะสู้กับมัน และไม่ว่าเขาจะชนะได้เงินรางวัลจากรายการนี้หรือไม่ ผมว่าเขาชนะในเกมชีวิตของตัวเองไปแล้วครับ

อีกจุดหนึ่งที่ผมประทับใจก็คือ ความรักความผูกพันระว่างคุณสมศักดิ์และพี่ชายครับ จากคำพูดของคุณสมศักดิ์จะเห็นว่าพี่ชายของคุณสมศักดิ์นั้นมีบทบาทสำคัญที่ทำให้คุณสมศักดิ์กลับมาสู้ชีวิตต่อไปได้ และความรักความผูกพันของทั้งสองคนก็ได้แสดงให้เห็นในวีดีโอข้างบน ความรักความเข้าใจและกำลังใจที่มีให้แก่กันนั้นมันมีพลังที่ยิ่งใหญ่มากครับ ดังนั้นก็ขอให้เราใส่ใจและให้กำลังใจคนในครอบครัวของเรา และคนรอบข้างเราด้วยนะครับ

ข้อคิดอีกประการหนึ่งที่ผมได้จากกาีรดูรายการนี้อันนี้ไม่ได้มาจากคนที่ประสบความสำเร็จครับ แต่มาจากคนที่ไม่ผ่านการคัดเลือก มีหลายคนครับที่ตอนผมดูตอนแรกผมก็คิดว่าอะไรนี่มีความสามารถแค่นี้ก็กล้ามาออกรายการแล้วสงสัยแค่ขอให้ได้ออกทีวี แต่พอมานั่งคิดดูอีกทีผมกลับเห็นว่ามีหลายคนครับที่เขากล้าที่จะทำตามความฝันของเขา ซึ่งไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่อย่างน้อยก็ได้ลองแล้ว ดังนั้นถ้่าเรารักในสิ่งนั้นจริงและสิ่งที่เราจะทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีก็ิอาจจะไม่ผิดที่จะลองกับมันดูสักตั้ง

สุดท้ายก็ขอเอาวีดีโอของคุณสมศักดิ์ซึ่งเล่นได้จบเพลงในรายการของคุณสรยุทธมาเป็นการจบบล็อกวันนี้แล้วกันนะครับ






   

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

คำศัพท์ใหม่น่ารู้

วันนี้เขียนเรื่องสั้น ๆ เบา ๆ แล้วกันนะครับ เพราะกว่าจะได้เริ่มเขียนบล็อกก็เข้าสู่เช้าวันใหม่แล้ว สำหรับวันนี้จะมาแนะนำคำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ครับ คือผมได้อ่านรีดเดอร์ไดเจสท์ฉบับภาษาไทยเขาบอกว่า Oxford Dictionary ได้เพิ่มคำศัพท์ใหม่เข้าไป 2000 คำ และได้ยกตัวอย่างมาจำนวนหนึ่ง ผมก็เลยลองไปหาเพิ่มเติมดูและเลือกคำที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตหรือน่าสนใจมาเล่าให้ฟังกันครับ


  • social media เว็บไซต์และแอพพลิเคชันที่ใช้สำหรับเครือข่ายสังคม
  • staycation ใช้เวลาวันหยุดในประเทศของตัวเอง
  • overthink คิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากหรือนานเกินไป
  • frenemy คนที่เราทำดีด้วยแม้จริง ๆ จะไม่ชอบ (ผมคิดว่าคำนี้น่าจะมาจาก friendly enemy)
  • tweetup การประชุมที่ทำด้วยการโพสต์ข้อความบน twitter 
  • defriend เหมือนกับคำว่า unfriend คือการลบชื่อออกจากรายชื่อเพื่อนหรือผู้ติดต่อบนไซต์เครือข่ายสังคม
  • Interweb อินเทอร์เน็ต

ดูแล้วเป็นยังไงกันบ้างครับ ในส่วนตัวผมว่านี่คือวิวัฒนาการของภาษา และจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะในยุคก่อน ๆ ก็มีการเพิ่มคำที่เกิดขึ้นจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างเช่น shareware เข้าไปในพจนานุกรมอยู่แล้ว ดังนั้นก็คงไม่ต้องแปลกใจอะไรนะครับ ถ้าคำอย่างชิมิ อะนะ หรืออิอิ จะได้เข้าไปอยู่ในพจนานุกรมของไทยบ้าง 

วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

ขอวิพากษ์สื่อสักวันแล้วกันครับ

สวัสดีครับ วันนี้อยากจะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชน ไม่ใช่สิผมไม่รู้ว่าจะเรียกคนคนนี้ (ขอไม่ออกชื่อแล้วกันนะครับ) ว่าเป็นอะไรดี จะเป็นนักวิชาการก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นสื่อมวลชนก็ไม่น่าจะใช่อีก คนที่ผมจะพูดถึงนั้นเป็นคนที่มีชื่อเสียงทางด้านการพูดจาหรือวิเคราะห์เรื่องเศรษฐกิจให้ฟังเข้าใจง่าย หลายคนเรียกว่าอาจารย์แต่ไม่ได้มีอาชีพเป็นอาจารย์ประจำ เคยเป็นพิธีกรร่วมกับคุณสัญญา คุณากร ในรายการที่เคยออกอากาศทางช่อง 9 ผมคิดว่าหลายคนคงเดาได้ว่าเป็นใคร ที่ผมจะมาเขียนนี้บอกก่อนนะครับว่าไม่ได้มีอคติส่วนตัวแต่ประการใดกับคนคนนี้จริง ๆ ตอนเขาออกรายการช่อง 9 ผมยังรู้สึกว่าก็ทำหน้าที่ได้สนุกดีด้วยซ้ำไป แต่พอได้มาฟังเขาจัดรายการวิทยุแล้วรู้สึกไม่ดีเอามาก ๆ เลย ก็เลยขอเขียนบันทึกความเห็นส่วนตัวไว้สักหน่อย และก็อยากจะแบ่งปันหรือเป็นข้อคิดให้กับใครที่ได้เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อย

ปกติผมไม่เคยได้ฟังรายการที่คนคนนี้จัดเลย แต่บังเอิญเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาขับรถอยู่แล้วมีโอกาสได้เหลือบดูทวิตเตอร์เห็นมีคนพูดถึงว่าคนคนนี้จัดรายการได้มันมากก็เลยลองหมุนคลื่นวิทยุไปฟังดู ก็เป็นช่วงที่เขาเปิดโอกาสให้คนฟังโทรเข้าไปถามไปคุย พอฟังเขาคุยกับคยที่โทรเข้าไปถามแล้วก็ประหลาดใจมากว่าทำไมยังมีคนฟังรายการหรือโทรเข้าไปถามไปพูดคุยอยู่ได้ เพราะคนคนนี้ไม่ให้เกียรติคนฟังเลยมีการต่อว่าเหน็บแนมทำเหมือนว่าคนฟังโง่ แล้วจริง ๆ ตัวเองก็ให้ข้อมูลผิด ๆ ผมฟังอยู่สองคน แล้วก็ทนฟังต่อไม่ไหวต้องเลิกฟัง

มาดูคนแรกที่ผมฟังนะครับ คนที่โทรเข้าไปถามว่าในรัฐธรรมนูญมีการกำหนดไหมว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นได้ติดต่อกันกี่ปีใช่แปดปีไหม ซึ่งฟังดูแล้วก็ไม่น่ามีอะไร ถ้าไม่รู้ก็ตอบว่าไม่รู้ หรือถ้ารู้(หรือคิดว่ารู้)ก็ตอบไป แต่สิ่งที่คนคนนี้ตอบไป(ซึ่งผิด)และยังมีการเหน็บแนมกลับไปด้วย โดยบอกว่าไม่มีหรอกจะเป็นนานเท่าไรก็ได้ถ้าพรรคที่สังกัดอยู่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาและได้รับโหวต และยังมีการยกตัวอย่างนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียให้ฟังด้วย และก็เริ่มเหน็บแนมคนที่โทรเข้ามาถามว่าไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญเลยใช่ไหม แล้วก็พูดย้ำอยู่หลายครั้งว่าคนที่โทรเข้ามานี่เป็นพวกหลังเขาเพราะไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมฟังตอนแรกก็นึกว่าแซวกันเล่น แต่พอฟังไปฟังไปนี่ไม่ใช่แซวเล่นแล้วเพราะย้ำอยู่หลายครั้งมากและน้ำเสียงที่ใช้ก็ไม่ใช่การแซว จนในที่สุดคนที่โทรมาเท่าที่ผมฟังเสียงดูก็รู้สึกไม่พอใจและวางสายไป ผมนั่งฟังไปก็นึกสงสัยไปว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ถ้าคนที่ไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดนี่เป็นพวกหลังเขา ผมว่าคนอาจจะเกือบค่อนประเทศรวมถึงผมด้วยนี่ก็คงเป็นพวกหลังเขา แต่คนหลังเขาอย่างผมนี่แหละก็เพิ่งจะได้อ่านมาจากที่ไหนไม่แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้เขามีข้อกำหนดไว้ว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นติดกันได้ไม่เกินแปดปี วันนี้ก็เลยมาลองค้นดูซึ่งก็จริงครับรัฐธรรมนูญกำหนดไว้จริง ๆ ดูได้จากลิงก์นี้เลยครับมาตรา 171 ซึ่งประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงไม่ใช่ที่เขาผิดพลาดเรื่องข้อมูลเพราะคนเราผิดพลาดกันได้ แต่ประเด็นคือทำไมเขาถึงได้พูดกับคนที่เป็นแฟนรายการเขาอย่างนั้น

มาดูคนที่สอง(ที่ผมได้ฟังบ้าง) คนนี้โทรมาถามว่าเขาเห็นด้วยไหมเกี่ยวกับที่ตำรวจจะจับเด็กที่ออกจากบ้านหลัง 22.00 น. สิ่งที่เขาตอบกลับไปก็คือจะมาถกกันทำไมเรื่องเห็นด้วยหรือเปล่าก็กฏหมายมันไม่มีรองรับแล้วจะมาเห็นด้วยได้อย่างไร ถ้าตอบอย่างนี้เฉยๆ ก็ยังพอฟังได้ แต่ก็เหมือนเดิมเหน็บแนมคนฟังอีกตามเคยว่าก่อนจะถามจะถกอะไรก็ให้คิดก่อนไม่ใช่ออกมาพูดไปเรื่อย แต่ถ้าถามผมนะผมว่าถ้าพวกเรามีตรรกกะการคิดแบบคนคนนี้เราคงไม่ต้องมาพูดมาคุยอะไรกันเลยครับ เพราะถ้าคิดแบบนี้ถ้ามีกฏหมายออกมารองรับอยู่แล้วผมก็พูดได้ว่าเราก็ไม่มีสิทธิที่จะมาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกฏหมาย เพราะเรามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฏหมาย

สิ่งที่ผมรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่ผมได้พบมาก็คือคนที่มีโอกาสได้ออกสื่อหลักของประเทศเรานี่แหละครับ ผมว่าสื่อนี่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งเลยนะครับกับสถานการณ์ที่เป็นไปของประเทศเราในขณะนี้ แต่หลายคนที่ได้ออกสื่อหลักกลับไม่ได้ตระหนักในส่วนนี้ และบางคนก็กลับซ้ำเติมสถานการณ์ให้มันหนักขึ้นไปอีก อย่างตัวอย่างที่ผมเล่ามาให้ฟังนี้ผมว่าคนจัดน่าจะดีใจด้วยซ้ำที่มีคนที่สนใจติดตามปัญหาบ้านเมืองแทนที่จะเอาแต่ฟังเพลงไปวัน ๆ เขาควรจะให้ความรู้และสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่แน่นะครับว่าเขาอาจจะผลักดันคนอย่างน้อยสองคนแล้วก็ได้ให้กลับไปฟังแต่เพลงตามเดิม...

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

พนักงานแมคโดนัล(อเมริกา)ถูกไล่ออกหลังจากยอมให้ดาราอเมริกันฟุตบอลใช้ห้องน้ำ

พอดีไปเจอเรื่องนี้เข้าก่อนจะเข้าไปอ่านอีเมลของ Yahoo! เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยเอามาเล่าให้ฟัง เรื่องก็มีอยู่ว่าผู้ช่วยผู้จัดการร้านแมคโดนัลสาขาหนึ่งในอเมริกาถูกไล่ออกหลังจากที่ยอมให้นักกีฬาระดับซุปเปอร์สตาร์ของทีมอเมริกันฟุตบอลทีม Minnesota Vikings ที่ชื่อ Adrian Peterson เข้าใช้ห้องน้ำ หลังเวลาที่ร้านปิดไปแล้ว พนักงานดังกล่าวเล่าว่า Peterson ได้มาขอเข้าใช้ห้องน้ำของร้านตอนประมาณตีสาม ซึ่งเธอเห็นว่าเป็น Peterson (ตามเรื่องบอกว่าคนนี้เป็นนักกีฬาที่เก่งที่สุดเท่าที่ทีมเคยมีมา ผมก็ไม่รู้จักนะครับ เพราะไม่ได้เป็นแฟนอเมริกันฟุตบอล) จึงยอมให้ใช้ห้องน้ำ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าผิดกฏของร้าน เธอบอกว่าเธอไม่คิดว่าการกระทำครั้งนี้เธอต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยการตกงาน แต่ท้ายสุดแล้วเรื่องนี้ก็จบลงด้วยดีครับ คือหลังจากสื่อท้องถิ่นรายงานเรื่องนี้แมคโดนัลก็รับเธอเข้าทำงานตามเดิมครับ

จากเรื่องนี้ถ้ามองในแง่ของกฏก็ถือว่าพนักงานทำผิดกฏ แต่เธอก็ให้เหตุผลว่าคนนี้เป็นซุปเปอร์สตาร์ เธอรู้จักคนคนนี้มากกว่าช่างที่มาซ่อมบำรุงอุปกรณ์ในร้านซะอีก นี่คือโอกาสในการโฆษณาร้านซึ่งฟังดูก็มีเหตุผลดีเหมือนกัน ผมลองอ่านความเห็นของคนที่เข้ามาอ่านบทความต้นฉบับก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับทั้งแมคโดนัลและพนักงาน พวกเราเห็นเป็นอย่างไรครับ

สุดท้ายก็คงต้องถามพนักงานแมคโดนัลของไทยแล้วล่ะครับว่าถ้าพี่เบิร์ดมาขอเข้าห้องน้ำแบบนี้จะให้หรือไม่ถ้ามีโอกาสต้องตกงาน... 


ที่มา: Yahoo! Sports    

สีไว้ทุกข์ในรัชกาลที่ 5

สวัสดีครับ สำหรับวันนี้ขอนำเรื่องไทย ๆ ที่พวกเราหลายคน(รวมทั้งผมด้วย)อาจไม่เคยทราบมาก่อนมาเล่าให้ฟังกันครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสีเสื้อผ้าสำหรับไว้ทุกข์ครับ ในปัจจุบันเวลาเราไปงานศพสีเสื้อผ้าที่เราใส่ก็คือสีขาวหรือสีดำเป็นหลักนะครับ แต่จริง ๆ แล้วในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการแบ่งสีไว้ทุกข์ไว้ตามนี้ครับ


  1. สีดำ ผู้ที่สวมใส่คือญาติที่มีอายุมากกว่าผู้ตาย 
  2. สีขาว ผู้ที่สวมใส่คือญาติที่มีอายุน้อยกว่าผู้ตาย
  3. สีม่วงแก่หรือน้ำเงินแก่ ผู้ที่สวมใส่คือผู้ที่ไม่ได้เป็นญาติกับผู้ตาย  
ที่มา: Brainfood New Edition เล่ม 4 ปี 2553